- เบลารุสตกอยู่ภายใต้การกุมอำนาจของ นายอเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก มายาวนาน 28 ปี ซึ่งการเลือกตั้งเมื่อปี 2563 ลูคาเชนโกได้รับการเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีอีกสมัย ซึ่งหนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังชัยชนะครั้งนั้นคือ นายวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ผู้ที่เข้ามามีบทบาทในการปราบปรามผู้ประท้วง รวมถึงให้การสนับสนุนด้านการเงิน ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำทั้งสองแนบแน่น
- นายลูคาเชนโก เสียอำนาจการควบคุมกองทัพเบลารุสให้แก่รัสเซีย หลายฝ่ายมองว่าแท้จริงแล้วรัสเซียได้ยึดครองเบลารุสอย่างไม่เป็นทางการ ทำให้เบลารุสมีเอี่ยวในการทำสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน
- ชาวเบลารุสถูกจำกัดเสรีภาพ ซึ่งผลจากความกังวลว่าจะถูกลงโทษ หรือจับกุม หากออกมาแสดงออกต่อต้านรัฐบาล หรือการเรียกร้องเสรีภาพ ทำให้ชาวเบลารุสบางส่วนเลือกที่จะเงียบ กลายเป็นผลดีต่อรัสเซีย และเปรียบเสมือนการให้อำนาจนายปูตินในการใช้ประโยชน์จากดินแดนของเบลารุสเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองและทางทหาร
ท่ามกลางการเดินหน้ารุกรานประเทศยูเครนของรัสเซีย ทั่วโลกได้ทยอยคว่ำบาตร และหาวิธีโดดเดี่ยวรัสเซียจากเศรษฐกิจโลก โดยหวังว่าการกระทำดังกล่าวจะสามารถยับยั้งการรุกรานของรัสเซียได้ แต่เหมือนจะไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเวลาล่วงเลยมากว่าหนึ่งสัปดาห์ รัสเซียได้โจมตียูเครนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และยิงขีปนาวุธถล่มยูเครนไปแล้วมากถึง 600 ลูก ด้านนายวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ระบุว่า รัสเซียจะยุติการโจมตีต่อเมื่อยูเครนยอมจำนน และทำตามคำเรียกร้องของฝ่ายรัสเซีย
ขณะที่ทั่วโลกมองว่ารัสเซียเปรียบเสมือนกับตัวร้าย แต่ยังมีประเทศหนึ่งที่ยังคงยืนอยู่ข้างรัสเซีย นั่นคือ เบลารุส ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนเมื่อเบลารุสลงคะแนนไม่เห็นด้วยในการประณามการรุกรานยูเครนของรัสเซีย กลางที่ประชุมสหประชาชาติ
เบลารุสกลายเป็นพื้นที่ที่รัสเซียใช้เป็นฐานทัพในการยิงขีปนาวุธถล่มยูเครน และรัสเซียได้เคลื่อนกำลังพล 30,000 นาย ไปยังเบลารุส ด้าน Sviatlana Tsikhanouskaya อดีตผู้นำฝ่ายค้านของเบลารุส ให้ความเห็นว่า อเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก ประธานาธิบดีเบลารุส จะเสียการควบคุมกองทัพให้แก่รัสเซีย พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตว่า ลูคาเชนโก นั้นไม่ใช่ผู้ที่ควบคุมกองทัพของเบลารุสอีกต่อไป และนายวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย อาจตั้งใจให้เบลารุสมีส่วนรู้เห็นในสงครามครั้งนี้ แม้ว่านายลูคาเชนโกได้ปฏิเสธว่ากองทัพเบลารุสนั้นปฏิบัติการอยู่ในยูเครน และไม่มีการวางแผนดังกล่าวแต่อย่างใด ขณะที่นักวิเคราะห์ชี้ เบลารุส มี 3 เหตุผลสำคัญที่ทำให้ต้องยืนข้างรัสเซีย
(ภาพนายอเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก ผู้นำเบลารุส และนายวลาดิเมียร์ ปูติน ร่วมเล่นฮอกกี้น้ำแข็ง ปี 2564)
(ภาพนายอเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก ผู้นำเบลารุส และนายวลาดิเมียร์ ปูติน ในทริปล่องเรือทะเลดำ ปี 2563)
แท้จริงแล้วรัสเซียได้ยึดครองเบลารุสอย่างไม่เป็นทางการ
เบลารุสนั้นเป็นอดีตประเทศสมาชิกสหภาพโซเวียต มีประชากร 9.4 ล้านคน มีชายแดนติดกับทั้งรัสเซียและยูเครน รวมถึงลิทัวเนีย ลัตเวีย และโปแลนด์ ขณะที่ นาย อเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก ประธานาธิบดีเบลารุส ได้กุมอำนาจมายาวนานเกือบ 30 ปี และพยายามสร้างสัมพันธ์ระหว่างประเทศยุโรปตะวันตกและรัสเซียอย่างเท่าเทียม แต่ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งล่าสุดนี้ทำให้นายลูคาเชนโกได้รับคะแนนนิยมถล่มทลาย ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าการเลือกตั้งในครั้งนั้นไม่โปร่งใส
หลังจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีเบลารุสในปี 2563 ได้เกิดการประท้วงต่อต้านผลการเลือกตั้งในประเทศ ประชาชนรวมตัวประท้วงรัฐบาลกว่าแสนคน ซึ่งเป็นช่วงที่นายปูตินเข้ามามีบทบาท และให้การช่วยเหลือด้านการเงินและกำลังพลในการปราบปรามผู้ประท้วง ขณะเดียวกันปูตินยังเตือนให้นานาชาติอย่าเข้ามายุ่มย่ามกับเบลารุสด้วย
เบลารุสเองก็ถูกคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก และถูกคว่ำบาตรเพิ่มเติมอีกในวันที่ 2 มี.ค. 65 ท่ามกลางความกดดันทางเศรษฐกิจที่ถาโถม ผู้นำเบลารุสเองไม่มีทางเลือกมากนัก นอกจากจะเข้าหารัสเซีย ทำให้นายลูคาเชนโกมีข้อจำกัดในการเป็นอิสระ หรือเป็นกลางในสงครามครั้งนี้
ชาวเบลารุสถูกจำกัดเสรีภาพ
ถึงแม้ว่าทางการเบลารุสจะมีท่าทีสนับสนุนรัสเซีย แต่มีชาวเบลารุสจำนวนไม่น้อยที่ออกมาประท้วงต่อต้านการทำสงครามในครั้งนี้ แต่ปัญหาสำคัญที่เบลารุสต้องเผชิญคือวิกฤติด้านมนุษยชน หลังจากที่นายลูคาเชนโกดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกสมัย มีชาวเบลารุสอพยพออกนอกประเทศเกือบ 200,000 คน ประชาชนถูกจำกัดเสรีภาพและการแสดงออกในประเทศของตน โดยเฉพาะการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเบลารุส นำไปสู่ความกังวลว่าจะถูกจับกุมและลงโทษ ซึ่งตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา ทางการเบลารุสได้จับกุมนักโทษการเมืองไปแล้ว 1,000 คน นอกจากนี้ยังมีผู้สื่อข่าวอีก 497 คน ถูกควบคุมตัวเมื่อปีที่แล้ว ส่วนองค์การไม่แสวงหาผลกำไร และองค์การด้านมนุษยชนในประเทศ ได้ปิดตัวลงกว่าร้อยแห่ง
ท่ามกลางการถูกจำกัดเสรีภาพและการแสดงออก เมื่อวันที่ 27 ก.พ. 65 ที่ผ่านมา ชาวเบลารุสกว่าพันคนได้ออกมาประท้วงเรียกร้องการเปลี่ยนแปลง และยืนเคียงข้างชาวยูเครน ซึ่งการประท้วงในครั้งนั้นส่งผลให้มีผู้ประท้วงถูกจับกุมไปแล้ว 800 ราย
ผลจากการกังวลว่าจะถูกลงโทษ หรือจับกุมหากออกมาแสดงออกต่อต้านรัฐบาล หรือการเรียกร้องเสรีภาพ ทำให้ชาวเบลารุสบางส่วนเลือกที่จะเงียบ กลายเป็นผลดีต่อรัสเซีย และเปรียบเสมือนการให้อำนาจนายปูติน ในการใช้ประโยชน์จากดินแดนของเบลารุส เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองและทางทหาร ขณะที่ชาวเบลารุสเองไม่สามารถกดดันรัฐบาล หรือยับยั้งนายลูคาเชนโก ประธานาธิบดีของประเทศ ไม่ให้ทำตามคำสั่งของรัสเซียได้
เบลารุสยุทธศาสตร์สำคัญในการรบ
ชายแดนระหว่างเบลารุสและยูเครนนั้นมีระยะทางอยู่ที่ราว 1,084 กิโลเมตร เทียบเท่าครึ่งหนึ่งของระยะทางของชายแดนรัสเซียและยูเครน ซึ่งหากเบลารุสเป็นพันธมิตรของรัสเซีย ก็จะทำให้รัสเซียนั้นสามารถขยายพื้นที่ในการโจมตียูเครนได้
ก่อนหน้าที่รัสเซียจะบุกยูเครน กองทัพรัสเซียและเบลารุสมีการซ้อมรบร่วมกัน ซึ่งทางการเบลารุสระบุว่า ทหารรัสเซียจะกลับประเทศหลังการซ้อมรบเสร็จสิ้น แต่ดูเหมือนไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อทหารรัสเซียจำนวน 30,000 นาย ยังคงอยู่ในเบลารุส และอาจมีบางส่วนได้ข้ามพรมแดนไปยังยูเครน
ส่วนสิ่งสำคัญที่ทำให้ทั่วโลกกังวลคือ ดูเหมือนว่านายลูคาเชนโกนั้นทำตามคำสั่งของนายปูตินอย่างต่อเนื่อง เมื่อนายปูตินสั่งการให้กองกำลังรบนิวเคลียร์ของรัสเซียตื่นตัวเมื่อวันที่ 24 ก.พ. 65 เบลารุสก็ได้แก้ไขสถานะปลอดนิวเคลียร์ของประเทศ ซึ่งจะเปิดทางให้รัสเซียสามารถปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์ในเบลารุสได้ ทำให้ทั่วโลกทวีความกังวลว่าสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนอาจกลายเป็นวิกฤตินิวเคลียร์.
ผู้เขียน: นัฐชา กิจโมกข์ (Nattachar K.)
ที่มา: Theguardian, USnews, Consilium