ผลงานวิจัยล่าสุดพบวัคซีนต้านโควิดเด็กอายุระหว่าง 5-11 ปี ของไฟเซอร์ มีประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อโอมิครอนได้เพียง 12 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
ทางการรัฐนิวยอร์กเปิดเผยผลวิจัยล่าสุดที่ช็อกความรู้สึกของผู้ปกครอง เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ที่พบว่า วัคซีนป้องกันโควิดสำหรับเด็กอายุระหว่าง 5-11 ปี ของบริษัทไฟเซอร์ 2 โดส มีประสิทธิภาพในการปกป้องโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ได้น้อยกว่าที่คาด โดยหลังจากการรับวัคซีน 28-34 วัน ประสิทธิภาพในการป้องกันโควิดจะลดลงเหลือเพียง 12 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งทำให้เกิดการเชื่อมโยงไปได้ว่าการลดปริมาณวัคซีนลง อาจจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร และสามารถป้องกันได้ดีแค่ในช่วงระยะเวลาราว 1 เดือนเท่านั้น
ทั้งนี้ ผลการศึกษาที่ออกมา ทำให้เกิดการตั้งประเด็นคำถามในหมู่ผู้ปกครองว่า มีความจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องให้เด็กในกลุ่มอายุนี้เข้ารับวัคซีนจากนี้ไป เพราะเมื่อพิจารณาถึงความเสี่ยงจากเชื้อไวรัสที่มีต่อเด็ก ก็ดูเหมือนจะเป็นกลุ่มที่ได้รับความเสี่ยงในระดับต่ำสุด ทั้งการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล รวมทั้งอัตราการเสียชีวิตที่ค่อนข้างต่ำ
...
ในนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ เด็กอายุตั้งแต่ 5 ขวบขึ้นไป จำเป็นต้องโชว์หลักฐานการฉีดวัคซีนเมื่อเข้าไปรับประทานอาหารในร้านที่อยู่ในอาคาร ฟิตเนส และสถานบันเทิงต่างๆ นอกจากนี้เด็กๆ ยังต้องแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีนเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมบางอย่างของโรงเรียนด้วย ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองต้องตัดสินใจให้ลูกๆ เข้ารับวัคซีนเพื่อความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวัน
สำหรับงานวิจัยครั้งนี้ ทีมวิจัยได้รวบรวมข้อมูลจากเด็กอายุระหว่าง 12-17 ปี จำนวน 852,384 คน และเด็กอายุ 5-11 ปี จำนวน 365,502 คน โดยเป็นการเก็บข้อมูลในช่วงที่มีการระบาดของเชื้อกลายพันธุ์โอมิครอนตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี 2564 และเดือนมกราคม ปี 2565 เปรียบเทียบกับกลุ่มประชากรที่ไม่ได้รับวัคซีน.
ที่มา : เดลี่เมล