• ผลกระทบจากวิกฤติรัสเซีย-ยูเครน ในภูมิภาคอาเซียนนั้นแตกต่างจากประเทศฝั่งยุโรปอย่างสิ้นเชิง ในขณะที่ชาติตะวันตกพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากรัสเซีย แต่รัสเซียส่งออกพลังงานสู่อาเซียนในปริมาณน้อย และการพึ่งพาทางเศรษฐกิจนั้นอยู่ในปริมาณต่ำ ส่วนใหญ่เป็นการค้าอาวุธยุทโธปกรณ์
  • สิงคโปร์เป็นชาติอาเซียนที่เคลื่อนไหวมากที่สุด มีการประณามรัสเซีย และแสดงจุดยืนสนับสนุนแผนการของสหรัฐอเมริกาที่ระงับการส่งออกสินค้าไปยังรัสเซีย
  • นักวิเคราะห์ ชี้ อาเซียนเงียบตามคาด เมื่อยูเครนและรัสเซียถูกมองว่าอยู่ห่างไกลในแง่ภูมิศาสตร์ และอาเซียนเองไม่ได้เป็นส่วนสำคัญในการหาทางออกจากวิกฤติในครั้งนี้ 

เมื่อ วิกฤติรัสเซีย-ยูเครน นั้นตึงเครียดต่อเนื่อง กระทบต่อภาคการเงินและพลังงานโลก ชะลอการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และที่สำคัญมีประชาชนในยูเครนล้มตายกว่า 100 ศพ จากการโจมตีของรัสเซีย ทำให้หลายฝ่ายจับตาและตั้งคำถามว่าชาติอาเซียนจะยังคงนิ่งเฉย หรือออกมาเคลื่อนไหวท่ามกลางสถานการณ์ที่วิกฤติ

...

เป็นไปตามการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ เมื่อชาติอาเซียนไม่ได้ตอบโต้ หรือเคลื่อนไหวรุนแรงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวแต่อย่างใด โดยประเทศที่ออกมาเคลื่อนไหวมากที่สุดคือ สิงคโปร์ ที่ออกมาประณามการรุกล้ำอธิปไตยของประเทศ และย้ำว่าต้องเคารพ อธิปไตย อิสรภาพ และดินแดนของยูเครน และสิ่งที่ชาติอาเซียนให้ความสำคัญเหมือนกันในตอนนี้คือการอพยพพลเมืองของตนออกจากยูเครน

ถึงแม้ว่ามีชาติอาเซียนออกมาเคอื่นไหว แต่ส่วนใหญ่สมาชิกอาเซียนอย่าง ประเทศไทย เมียนมา เวียดนาม กัมพูชา สปป.ลาว มาเลเซีย บรูไน ฟิลิปปินส์ และติมอร์-เลสเต ยังคงเลือกที่จะไม่เคลื่อนไหว

รัสเซียมีมูลค่าการค้ากับอาเซียนต่ำ ส่วนใหญ่คือการซื้อขายยุทโธปกรณ์ 

สถานการณ์และผลกระทบจากวิกฤติรัสเซีย-ยูเครน ต่อภูมิภาคอาเซียนนั้น แตกต่างจากประเทศฝั่งยุโรปอย่างสิ้นเชิง ในขณะที่ชาติตะวันตกพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากรัสเซีย แต่รัสเซียส่งออกพลังงานสู่อาเซียนในปริมาณน้อย นอกเหนือจากการค้าอาวุธ การพึ่งพาทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและอาเซียนนั้นอยู่ในปริมาณต่ำ นอกจากนี้ทั้งรัสเซียและยูเครน ยังไม่ใช่ประเทศรายใหญ่ที่มีการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน

มูลค่าการค้าระหว่างรัสเซียและภูมิภาคอาเซียนนั้นอยู่ที่ราว 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 815,500 ล้านบาท นับว่าอยู่ในปริมาณต่ำ เมื่อเทียบกับการค้าขายกับชาติมหาอำนาจอื่นๆ เช่น ประเทศจีน ที่มีมูลค่าการค้ากับอาเซียนมากถึง 685,280 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 22.3 ล้านล้านบาท ในปี 2563 

แต่ถึงแม้จะมีการค้าพลังงานและสินค้าไม่มาก สิ่งที่มองข้ามไม่ได้คือ รัสเซียนั้นเป็นผู้ขายยุทโธปกรณ์ให้แก่ชาติอาเซียน และมีมูลค่าการขายอาวุธให้ประเทศสมาชิกอาเซียนมากถึง 10,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 349,569 ล้านบาท ระหว่าง 2543 ถึงปี 2562 นับว่ามากกว่ามูลค่าการซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ 

ด้าน Oh Ei Sun ผู้เชี่ยวชาญจาก สถาบันระหว่างประเทศของสิงคโปร์ ระบุว่า ถึงแม้ว่าชาติอาเซียนส่วนใหญ่มีการค้าระหว่างรัสเซียไม่มาก และส่วนใหญ่ค้าขายในภาคส่วนเดียวคือ ค้าอาวุธ เช่น เครื่องบินเจ็ต ด้วยเหตุนี้การประณามรัสเซีย จะกระทบต่อความสัมพันธ์ ทำให้เกิดปัญหาการซ่อมและหาอุปกรณ์อะไหล่ต่างๆ ของอาวุธยุทโธปกรณ์ ซึ่งประเทศในภูมิภาคอาเซียนได้พึ่งพาเครื่องบินรบและเรือรบระดับสูงของรัสเซีย

...


สิงคโปร์-อินโดฯ เคลื่อนไหวประณามรัสเซีย

ภายใต้การโจมตีที่รัสเซียระบุว่าเป็นปฏิบัติการพิเศษทางทหาร ซึ่งมีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้รัฐบาลชาติของอาเซียนต้องมาชั่งน้ำหนักสถานการณ์ดังกล่าว กระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซีย ก็เคลื่อนไหวแบบแบ่งรับแบ่งสู้ และได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับความขัดแย้งในยูเครนที่มีความรุนแรงขึ้น พร้อมทั้งประณามความเคลื่อนไหวที่ละเมิดอธิปไตย และเรียกร้องให้มีการเจรจาทางการทูตร่วมกัน เพื่อหาทางออกอย่างสันติ

นายโจโค วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ได้ทวีตข้อความว่า “ยุติสงคราม สงครามนำมาซึ่งความทุกข์ยากต่อมนุษยชาติ และทำให้โลกอยู่ในสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยง" และระบุว่า "สงครามต้องไม่เกิดขึ้น" ในยูเครน

ส่วนเวียดนาม ประเทศที่ใกล้ชิดรัสเซียที่สุดในแง่กลาโหม และเป็นประเทศคู่ค้ายุทโธปกรณ์ทางทหารกับรัสเซีย ไม่ได้มีความเคลื่อนไหวใดๆ ไปมากกว่าการระบุว่าให้ใช้ความอดทนอดกลั้น และหาทางออกจากวิกฤติด้วยวิธีการทูต

...

ด้าน อีกอร์ ดรีมันส์ เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำอาเซียน กล่าวว่า การจับตาเหตุการณ์ของชาติที่มีนิวเคลียร์โจมตีประเทศเพื่อนบ้าน และคุกคามประชาคมโลก เป็นสิ่งที่ไม่สามารถเพิกเฉยได้ และหวังว่าชาติอาเซียนจะร่วมต่อต้านความรุนแรงที่ไร้เหตุผล และการทำลายล้างในครั้ง

ชาติอาเซียนเงียบตามคาด 

ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนระบุว่า ไม่ประหลาดใจเท่าไรนักที่ชาติอาเซียนเลือกที่จะเรียกร้องสันติภาพและการบรรเทาความขัดแย้ง และไม่คาดหวังว่าอาเซียนเคลื่อนไหวเกินไปกว่านั้น ด้าน อิลินา นอร์ ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายสังคมเอเชียในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระบุว่า ในแง่ของภูมิศาสตร์ วิกฤติรัสเซีย-ยูเครน นั้นห่างไกลจากภูมิภาคอาเซียน ลำพังอาเซียนเองก็มีปัญหาที่จำเป็นต้องแก้ไขภายในภูมิภาค เช่น การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และการฟื้นคืนเศรษฐกิจ รวมถึงต้องรักษาการค้าขายและความสัมพันธ์ทางทหารกับรัสเซียและชาติมหาอำนาจ 

แม้ว่ารัสเซียจะค้าขายกับอาเซียน และลงทุนในภูมิภาคในปริมาณน้อย ทำให้รัสเซียไม่ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามของภูมิภาค สำนักข่าว Diplomat วิเคราะห์ว่า ชาติอาเซียนมองว่ายูเครนนั้นอยู่ห่างไกลในแง่ภูมิศาสตร์ ทำให้ไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภูมิภาค แต่ในทางกลับกันหากปัญหาดังกล่าวยืดเยื้อ ก็อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในทางอ้อมได้ แต่ในเมื่ออาเซียนไม่ได้เป็นส่วนสำคัญในการนำไปสู่ทางออกของวิกฤติรัสเซีย-ยูเครน การสังเกตการณ์อย่างเงียบๆ นั้นถูกมองว่าเป็นตัวเลือกที่ไม่กระทบต่อฝ่ายใด.

...

ผู้เขียน: นัฐชา กิจโมกข์ (Nattachar K.) 

ที่มา: Thediplomat, Benarnews, Asiatimes