• ปัญหาอันตรายบนท้องถนนเป็นปัญหาที่หลายประเทศต้องเผชิญ และต้องหาวิธีแก้ไขโครงสร้างพื้นฐานให้เป็นไปตามหลักทางวิทยาศาสตร์ ปัญหาที่เรื้อรังมายาวนานทำให้ประชาชนบางส่วนมองว่าการข้ามทางม้าลายไม่ต่างอะไรกับการ 'วัดดวง' 
  • ทั่วโลกได้พยายามหาทางออกของปัญหาดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นการติดป้ายแจ้งเตือนให้เห็นชัดเจน รวมไปถึงทำทางม้าลายสามมิติ ขณะที่บางส่วนมองว่าการควบคุมความเร็วของยานพาหนะเป็นวิธีที่จะช่วยลดการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
  • องค์การอนามัยโลก ชี้ ทั่วโลกมีผู้เสียชีวิต 1.35 ล้านรายต่อปี จากปัญหาความปลอดภัยบนท้องถนน นอกจากนี้อุบัติเหตุบนท้องถนนยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของผู้ที่มีอายุระหว่าง 5 ถึง 29 ปี ซึ่งปัญหาโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เอื้อต่อคนเดินถนน เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุ

ปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ถูกนำมาพูดถึงอีกครั้งหลังเกิดเหตุหมอกระต่าย หรือ แพทย์หญิงวราลัคน์ สุภวัตรจริยากุล ถูกบิ๊กไบค์ชนระหว่างเดินข้ามทางม้าลายเสียชีวิต นำไปสู่การถกเถียงเกี่ยวกับประเด็นความปลอดภัยบนท้องถนนที่เป็นปัญหาเรื้อรังมานาน ไม่ใช่แค่ประเทศไทยเท่านั้นแต่หลายประเทศทั่วโลกต้องเผชิญกับอุบัติเหตุบนท้องถนนเช่นกัน ที่สหรัฐอเมริกาเกิดเหตุการณ์เฉียดตายเมื่อรถเก๋งที่ขับมาด้วยความเร็วเบรกไม่ทันหวิดชนนักเรียนที่เดินข้ามถนน ส่วนที่อินเดียประชาชนได้ระบุเป็นเสียงเดียวกันว่า การข้ามถนนนั้นเปรียบเสมือนการ 'วัดดวง' ถ้าข้ามได้ปลอดภัยนับว่าโชคดี แต่แท้จริงแล้วผู้คนควรข้ามถนนได้อย่างปลอดภัยโดยที่ไม่จำเป็นต้องมาวัดดวงว่าจะถูกชนหรือไม่ สถิติที่น่าประหลาดใจคือประเทศญี่ปุ่น ซึ่งขึ้นชื่อในการปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด มีตัวเลขผู้จอดให้คนข้ามถนนเพียง 30 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

...

ทั่วโลกได้พยายามหาทางออกของปัญหาดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นการติดป้ายแจ้งเตือนให้เห็นชัดเจน รวมไปถึงทำทางม้าลายสามมิติ ขณะที่บางส่วนมองว่าการควบคุมความเร็วของยานพาหนะเป็นวิธีที่จะช่วยลดการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด 

การปรับปรุงแก้ไขปัญหาดังกล่าวนั้นครอบคลุมหลายภาคส่วน ทั้งกฎหมาย หลักทางวิศวกรรม รวมถึงปัญหาทางสังคม ยิ่งเมืองใหญ่ที่มีคนพลุกพล่านก็ส่งผลให้อัตราการเสียชีวิตบนท้องถนนพุ่งขึ้นตามไปด้วย ตามรายงานจากองค์การอนามัยโลก ชี้ว่า ทั่วโลกมีผู้เสียชีวิต 1.35 ล้านรายจากปัญหาความปลอดภัยบนท้องถนน นอกจากนี้อุบัติเหตุบนท้องถนนยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของผู้ที่มีอายุระหว่าง 5 ถึง 29 ปี ซึ่งปัญหาโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ปลอดภัยนับเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุ

ส่องอุบัติเหตุบนทางม้าลายทั่วโลก

(ภาพเหตุการณ์จาก Cecil County Public School) 

เมื่อวันที่ 7 ก.พ. 65 กล้องวงจรปิดที่รัฐแมริแลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา สามารถจับภาพขณะที่นักเรียนมัธยมคนหนึ่งกำลังวิ่งข้ามทางม้าลาย โดยมีตำรวจจราจรยืนโบกให้รถหยุด แต่รถเก๋งที่ขับมาด้วยความเร็วเบรกไม่ทันพุ่งตรงเข้าไปที่น้องนักเรียนมัธยม ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรได้ช่วยดึงร่างน้องนักเรียนให้พ้นจากรถเก๋งคันดังกล่าวเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่ทั้งคู่จะล้มลงไปกองกับพื้น เคราะห์ดีที่ทั้งสองไม่ได้รับบาดเจ็บร้ายแรง ส่วนคนขับรถเก๋งก็ไม่ได้หนีไปไหนและลงมาช่วยดูอาการผู้บาดเจ็บ งานนี้คนขับรถเก๋งได้ถูกเจ้าหน้าที่ตั้งข้อหาหลายกระทง

ส่วนในรัฐออร์แลนโด ได้เกิดเหตุสลดชนแล้วหนีบนท้องถนนเมื่อเทย์ นิวแมน วัย 13 ปี ได้ถูกรถพุ่งชนขณะเดินข้ามถนน ด้านคุณแม่ของผู้เสียชีวิตได้เรียกร้องให้มีการตีเส้นทางม้าลายบริเวณที่ลูกชายถูกชนได้รับบาดเจ็บ รวมถึงวอนหน่วยงานรัฐให้แก้ไขความปลอดภัยบนท้องถนนที่เป็นปัญหาเรื้อรังมายาวนาน 

ขณะที่แคนาดาในเดือน ธ.ค. 64 ที่ผ่านมาก็มีเหตุการณ์วัยรุ่นถูกชนคาทางม้าลายจนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตในเวลาต่อมา เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่เมืองซานิช รัฐบริติชโคลัมเบีย โดย เคย์แดนซ์ บูรค์ วัย 16 ปี ถูกรถชนกลางทางม้าลายที่อยู่ห่างจากบ้านของตนเองไปไม่กี่เมตรเท่านั้น ทำให้ผู้คนในชุมชนออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการปรับปรุงด้านความปลอดภัยบนท้องถนน นำไปสู่การติดตั้งเสาขนาดเล็กริมทางในบริเวณดังกล่าวให้ผู้ขับขี่สังเกตเห็นทางม้าลายได้อย่างชัดเจน และเปลี่ยนไฟถนนเป็นรูปแบบใหม่ให้สามารถกะพริบและมีแสงสว่างมากขึ้น พร้อมทั้งติดป้ายแจ้งเตือนหยุดรถบริเวณทางม้าลาย เพื่อผู้ขับขี่ให้ชะลอความเร็ว

...

ด้านผู้เคลื่อนไหวให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ มองว่า แม้ว่าการปรับปรุงถนนหนทางแบบสายฟ้าแลบหลังเกิดเหตุร้ายจะช่วยแก้ไขปัญหาได้ส่วนหนึ่ง แต่ปัจจัยสำคัญในการแก้ปัญหาดังกล่าวที่แท้จริงคือการควบคุมความเร็วของยานพาหนะ ซึ่งจะสามารถลดอัตราผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด 

ปัญหาความปลอดภัยบนท้องถนนเรื้อรังในเอเชีย

ส่วนในเอเชีย สำนักข่าวเจเปน ทูเดย์ รายงานว่า มีชาวญี่ปุ่นเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ ที่หยุดรถให้คนข้าม โดยผลสำรวจจาก สหพันธ์รถยนต์ญี่ปุ่น หรือเจเอเอฟ ได้สังเกตการณ์รถยนต์ 8,281 คันทั่วประเทศญี่ปุ่นพบว่าตัวเลขของยานพาหนะที่หยุดให้คนข้ามเฉลี่ยอยู่ที่ 30.6 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ถึงแม้ว่ากฎหมายจราจรของญี่ปุ่นจะชี้ชัดว่าผู้เดินเท้ามีสิทธิในการข้ามถนน (right-of-way) เมื่อใช้ทางม้าลายก็ตาม พร้อมทั้งเปิดเผยพื้นที่ที่พบว่ามีผู้หยุดรถบริเวณทางม้าลายน้อยที่สุดได้แก่ จังหวัดอาโอโมริ รองลงมาเป็นกรุงโตเกียว และจังหวัดโอกายามะ ส่วนจังหวัดที่มีรถจอดให้คนข้ามมากที่สุดคือจังหวัดนากาโนะ

...

ส่วนอีกประเทศที่ต้องประสบปัญหาการข้ามถนนมายาวนานคืออินเดีย โดยเสียงจากประชาชนชาวอินเดีย ชี้ว่า พวกเขาต้องวัดดวงเวลาเดินข้ามทางม้าลาย และแทบไม่มีรถหยุดให้คนข้าม ซึ่งใครที่สามารถข้ามทางม้าลายได้อย่างปลอดภัยนับเป็นผู้โชคดี ในทางกลับกันเสียงจากผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ให้ความเห็นว่าทางม้าลายบางแห่งนั้นได้ถูกสร้างอยู่บริเวณที่ไม่สมเหตุสมผล และยังยากต่อการสังเกตอีกด้วย

ด้านผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ทางม้าลายควรถูกสร้างให้ตรงตามหลักวิทยาศาสตร์ และควรมีป้ายบอกให้รถหยุดอย่างชัดเจนก่อนถึงทางม้าลายเพื่อให้หยุดรถได้ทัน และทางข้ามถนนนั้นควรเป็นแบบที่ผู้ข้ามถนนสามารถกดรอสัญญาณเตือนให้รถหยุด รวมถึงต้องแก้ปัญหาป้ายสัญญาณที่ไม่ตรงตามหลักวิทยาศาสตร์ด้วย

WHO แนะต้องให้ความสำคัญกับคนเดินเท้า ปรับปรุงระบบขนส่งสาธารณะให้เข้าถึงได้ง่าย

ด้านองค์การอนามัยโลกได้เผยแพร่วิธีแก้ไข ที่ควรตระหนักเมื่อพูดถึงความปลอดภัยบนท้องถนน ข้อแรกคือการแก้ไขโครงสร้างพื้นฐานที่ให้ความสำคัญกับยานพาหนะเพียงอย่างเดียว โดย WHO ชี้ว่าปัจจุบันมีการโปรโมตให้ผู้คนหันมาเดินและใช้จักรยานกันมากขึ้น แต่กลับไม่มีการแก้ไขโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้คนเดินและยานพาหนะต้องมาใช้ถนนร่วมกันเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ส่วนบริเวณไหนที่มีความอันตรายควรสร้างสะพานลอยที่สามารถใช้ประโยชน์ได้จริงเพื่อความปลอดภัยของคนเดิน

...

ข้อที่สองคือควรแยกเลนให้ชัดเจนระหว่างรถยนต์และจักรยานโดยการสร้างต้องมีการคำนวณความเร็วเพื่อให้สามารถใช้ทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อที่สามต้องให้ความสำคัญกับสัญญาณแจ้งเตือนทางโค้งและสร้างที่กั้นเพื่อป้องกันรถหลุดโค้ง ข้อที่สี่และห้าคือออกแบบทางแยกและวงเวียนต่างๆ ให้มีความปลอดภัย แบ่งถนนช่องใหญ่ให้ชัดเจน ข้อหกคือการให้ความสำคัญกับคนเดิน เช่นการออกแบบนโยบายที่เอื้อต่อคนเดิน ออกกฎหมายเพื่อความปลอดภัยของคนเดินและจักรยาน รวมถึงให้ความสำคัญกับผู้ที่มีความต้องการพิเศษ เช่น ผู้พิการ เด็ก และผู้สูงอายุ และข้อสุดท้าย คือ การปรับปรุงการให้บริการระบบขนส่งสาธารณะ เช่น การสร้างสถานีในชุมชนให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายและสามารถใช้บริการได้อย่างปลอดภัย 

ผู้เขียน: นัฐชา (Nattachar K.)

ที่มา: WHOJapantoday, newindianexpress