ข้อมูลจากชาติพันธมิตรตะวันตกนำโดยสหรัฐอเมริกา ยังคงหลั่งไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง ต่อกรณีสถานการณ์ความตึงเครียดในยุโรปตะวันออกและ “ยูเครน”
ไม่ว่าจาก “เพนตากอน” กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ที่กล่าวมาสักพักใหญ่ว่า รัสเซียเตรียมทำสงครามหวังผนวกดินแดนยูเครน ตามเป้าหมาย “นิว รัสเซีย โปรเจกต์” หรือการทวงคืนดินแดนเพิ่มเติม หลังบรรลุเป้าหมายนำคาบสมุทรไครเมียกลับสู่อ้อมกอดมาตุภูมิ
พร้อมชี้แจงว่า กองทัพรัสเซียได้เคลื่อนพลขนานใหญ่อย่างที่ไม่เคยเห็นมานับตั้งแต่ยุคสงครามเย็น มีกำลังกว่า 125,000 นาย วนเวียนใกล้พื้นที่พรมแดนตะวันออกของยูเครน ขณะที่ทางภาคใต้ของยูเครน หรือ “คาบสมุทรไครเมีย” กำลังมีเรือลำเลียงพลรัสเซียมุ่งหน้าไปเสริมกำลัง พร้อมด้วยฝูงบินเฮลิคอปเตอร์จู่โจมจำนวนมาก ซึ่งประกอบไปด้วย ฮ.กำลังรบหลักอย่าง “เอ็มไอ-28” “คามอฟ-52” หรือรุ่นคลาสสิก “เอ็มไอ-35” ที่มีขีดความสามารถในการกำจัดรถถัง ยานเกราะ หรือทหารราบ
ส่วนใน “เบลารุส” ที่ติดกับภาคเหนือของยูเครน และเรียกได้ว่าแทบประชิดกับ “กรุงเคียฟ” เมืองหลวง ก็มีรายงานกองทัพรัสเซียเสริมกำลังเข้าไปซ้อมรบกว่า 30,000 นาย ในจำนวนนี้รวมถึงหน่วยรบพิเศษ “สเปซนาซ” ชื่อก้อง หน่วยพลร่ม ระบบต่อต้านอากาศยานขั้นสูงเอส-400 ขีปนาวุธจู่โจมพิสัยใกล้อิสคานเดอร์ และฝูงเครื่องบินรบอเนกประสงค์ ซูคอย-35 สำหรับการครองน่านฟ้าและจู่โจมภาคพื้นดิน
ฟังแล้วจึงดูเหมือนรัสเซียมีการขยับเขยื้อนทางความมั่นคงอย่างคึกคัก และเป็น “ตัวการ” ที่เพิ่มความตึงเครียดให้สถานการณ์ อย่างไรก็ตาม เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐฯได้ประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่าจะเพิ่มกำลังทหารเข้าไปในยุโรปตะวันออก เคลื่อนทัพหน่วยพลร่มที่ 82 และหน่วยรบสังกัดกรมทหารม้าที่ 2 จึงมองว่าเป็นการสมควรที่จะได้รู้ความเคลื่อนไหวในขณะนี้ของ “กลุ่มพันธมิตรชาติตะวันตกและนาโต” ด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้ หากนำแผนที่ยุโรปมากาง จะเห็นได้ว่าในประเทศยุโรปตะวันออกนั้น ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกของนาโตเกือบหมด ไล่ตั้งแต่ทางตอนเหนือคือเอสโตเนีย ลัตเวีย ที่ติดกับพรมแดนรัสเซีย ตอนกลางคือโปแลนด์ สโลวะเกีย ฮังการี ที่อยู่ติดกับพรมแดนตะวันตกของยูเครน ขณะที่ตอนใต้คือโรมาเนีย มีพรมแดนติดกับทางตะวันตก-ตะวันตกเฉียงใต้ของยูเครน รวมถึงบัลแกเรียทางภาคใต้ของโรมาเนีย ซึ่งในเมื่อเป็นสมาชิกนาโตแล้ว จึงไม่แปลกที่ชาติเหล่านี้จะมีกองกำลังของนาโต รวมถึงฐานทัพและระบบอาวุธต่างๆประจำการอยู่
หากเกิดสถานการณ์คับขัน ที่การใช้กำลังทางทหารเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้นั้น หน่วยของนาโตที่จะเข้ารับมือแก้ปัญหาอุดรูรั่วคือหน่วยเคลื่อนที่เร็ว “เอ็นอาร์เอฟ” (NATO Response Force) มีกำลังประมาณ 40,000 นาย ในจำนวนนี้ประมาณ 5,000 นาย จะเป็นกองกำลังหัวหมู่ทะลวงฟัน เข้ารับมือข้าศึกได้ภายใน 48 ชั่วโมง โดยชุดนี้จะไม่รวมกับทหารนาโตกว่า 4,000 นาย ที่กระจายประจำการอยู่แล้วในเยอรมนี โปแลนด์ ลิทัวเนีย เอสโตเนีย ลัตเวีย
ที่สำคัญกองกำลังเหล่านี้ มิใช่แค่ทหารราบล้วนๆ แต่เป็นหน่วยรบรถถัง ยานเกราะ พ่วงมากับยุทโธปกรณ์อื่นๆ มีสถานะอยู่ในระดับ “พร้อมรบ” ทุกเมื่อ อย่างในโปแลนด์เอง กองทัพสหรัฐฯสังกัดนาโตถือว่าคุมกำลังในระดับ “กองพัน” (Battalion) ประกอบด้วยรถถังหลักเอบรัม 250 คัน ยานเกราะแบรดลีย์และสไตรเกอร์ (อย่างหลังกองทัพไทยเราเพิ่งซื้อมา) ปืนใหญ่อัตตาจรรุ่นพาลาดิน ขนาด 155 มม. ไปจนถึงฝูงเครื่องบินรบรุ่นต่างๆ อาทิเอฟ-15 สำหรับครองน่านฟ้า หรือเอฟ-16 สำหรับขับไล่
กองทัพสหรัฐฯเองยังมีความได้เปรียบทางทะเลเช่นกัน โดยใน “ทะเลดำ” ทางภาคใต้ของยูเครนนั้น มี “เรือพิฆาต” ของสหรัฐฯวนเวียนประจำการอยู่ 3 ลำ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า เรือแต่ละลำมีศักยภาพสูง สามารถยิงต่อสู้กับเรือรบ ยิงต่อต้านอากาศยาน ไปจนถึงสนับสนุนการรบภาคพื้นดินด้วยจรวดร่อนนำวิถี “โทมาฮอว์ค”
ขณะที่ใน “ทะเลแอเดรียติก” ห่างออกไปทางตะวันตกเฉียงใต้ของทะเลดำ (ทะเลระหว่างกรีซกับตุรกี) เป็นจุดประจำการของ “กองเรือบรรทุกเครื่องบินจู่โจมที่ 8” (Carrier Strike Group) ประกอบไปด้วยฝูงเรือพิฆาตชั้นอาร์เลห์-เบิร์ก เรือลาดตระเวนชั้นไทคอนดิโรกา เรือดำน้ำจู่โจม โดยมีเรือธงคือเรือบรรทุกเครื่องบินชั้นนิมิตซ์ “ยูเอสเอส แฮร์รี ทรูแมน” พร้อมเครื่องบินรบและเฮลิคอปเตอร์รุ่นต่างๆรวม 90 ลำ
หากขจัดมุมมองภาพยนตร์ฮอลลีวูด ที่รัสเซียคือผู้ร้ายตลอดกาลแล้ว คงไม่ผิดนักที่จะมองได้ว่ากลุ่มพันธมิตรชาติตะวันตกของสหรัฐฯก็มีขุมกำลังรอบๆยูเครนและยุโรปตะวันออกไม่ด้อยไปกว่ากัน
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด ที่รัสเซียจะมองว่า “หลังบ้าน” ตัวเองกำลังถูกคุกคาม และแสดงจุดยืนว่า ไม่โอเคแน่นอน หากนาโตจะดึงยูเครนเข้าเป็นสมาชิก เพื่อสร้างความชอบธรรมในการส่งทหารเข้าไปประจำการ กลายเป็นอีกหนึ่งตาข่ายล้อมพรมแดนทางตะวันตกของรัสเซีย.
วีรพจน์ อินทรพันธ์


