ทูตสหรัฐฯ กับรัสเซีย ตอบโต้กันอย่างดุเดือดในที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หลังทั้ง 2 ฝ่ายมีความเห็นไม่ลงรอยกันเรื่องสถานการณ์บริเวณชายแดนยูเครน

สำนักข่าว บีบีซี รายงานว่า สมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) จัดการประชุมร่วมกันตามคำเรียกร้องของสหรัฐฯ เมื่อวันจันทร์ที่ 31 ม.ค. 2565 เพื่อหารือกันเรื่องที่รัสเซียเสริมกำลังทหารและยุทโธปกรณ์จำนวนมาก บริเวณชายแดนติดกับประเทศยูเครน

โดยในการประชุม นายวาซิลี เนเบนเซีย ทูตรัสเซีย ยืนยันว่า ไม่มีหลักฐานว่ารัสเซียกำลังวางแผนใช้มาตรการทางทหารกับยูเครน และเรื่องการเสริมกำลังที่ว่าก็ไม่ได้รับการยืนยันจากสหประชาชาติด้วย

นายเนเบนเซีย ย้ำว่า รัสเซียเคลื่อนกำลังพลไปในดินแดนของตัวเองบ่อยครั้ง และนี่ไม่ใช่ธุระอะไรของสหรัฐฯ เขายังกล่าวหารัฐบาลของประธานาธิบดี โจ ไบเดน ด้วยว่ากำลังปลุกปั่นสร้างแรงกดดัน, โน้มน้าวชักจูง และยั่วยุ “นี่ไม่ได้เป็นแค่การแทรกแซงกิจการภายในของเราอย่างไม่อาจยอมรับได้เท่านั้น แต่ยังเป็นความพยายามชี้นำประชาคมนานาชาติไปในทางที่ผิด เกี่ยวกับความจริงของสถานการณ์ในภูมิภาคและสาเหตุของความตึงเครียดทั่วโลกในปัจจุบัน”

ด้านนางลินดา โธมัส-กรีนฟีลด์ กล่าวว่า “นี่เป็นการเคลื่อนกำลังทหารครั้งใหญ่ที่สุดในยุโรปในรอบหลายทศวรรษ และในขณะที่เราคุยกันอยู่นี้ รัสเซียก็กำลังส่งกองกำลังอาวุธไปสมทบเพิ่มอีก” เธออ้างอีกว่า รัสเซียกำลังวางแผนเพิ่มทหารที่ชายแดนเบลารุสกับชายแดนทางเหนือของยูเครนเป็น 30,000 นาย

อย่างไรก็ตาม นางโธมัส-กรีนฟีลด์ ยืนยันว่า สหรัฐฯ จะยังคงเชื่อต่อไปว่ามีทางแก้ปัญหานี้ด้วยวิธีทางการทูต แต่ก็เตือนเช่นกันว่าสหรัฐฯ จะเคลื่อนไหวอย่างเด็ดขาดหากรัสเซียบุกรุกยูเครน และผลที่ตามมานั้นจะน่าสะพรึงกลัวมาก

ขณะเดียวกัน รัฐบาลสหรัฐฯ กับสหราชอาณาจักร ออกมาประกาศกร้าวว่า พวกเขาจะคว่ำบาตรรัสเซียเพิ่มเติม หากมอสโกบุกโจมตียูเครน โดยนางลิซ ทรุส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหราชอาณาจักร เผยว่า รัฐสภากำลังเตรียมแผน ซึ่งจะมีเป้าหมายที่เป็นวงกว้างมากกว่าบุคคลกับธุรกิจที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลเครมลิน ส่วนสหรัฐฯ ระบุว่า การคว่ำบาตรของพวกเขาจะทำให้ผู้ใกล้ชิดรัฐบาลรัสเซีย ถูกตัดขาดจากระบบการเงินระหว่างประเทศ