ในช่วงสงครามเย็น (กว่า 50 ปีก่อน) กำลังคุกรุ่น ภูมิภาคยุโรปได้ถูกแบ่งเป็นสอง คือตะวันตกภายใต้อิทธิพลของสหรัฐฯ และพันธมิตร กับตะวันออกภายใต้อิทธิพลของสหภาพโซเวียต

โดยมีองค์การความมั่นคงมากำกับดูแลคือองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO-ตะวันตก) และกติกาสัญญาวอร์ซอ (Warsaw Pact-ตะวันออก) แต่หลังจากสหภาพโซเวียตล่มสลาย องค์การอย่างหลังก็ได้สูญสลายไป เหลือเพียงนาโต ที่กลายเป็นองค์การความมั่นคงใหญ่ในยุโรป

เมื่อปี 2533 รัฐบาลสหรัฐฯได้ให้การรับประกันกับนายมิคาอิล กอร์บาชอฟ อดีตผู้นำโซเวียตว่า นาโตจะไม่ขยายอิทธิพลมายังกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออกที่เคยอยู่ภายใต้วอร์ซอแพกต์ ซึ่งรัสเซียถือว่าเป็นประเทศ “สนามหลังบ้าน” การเข้ามายุ่งเกี่ยวกับชาติเหล่านี้ ย่อมมองได้ว่าเป็นความพยายาม “คุกคาม” ทางความมั่นคง

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา ประเทศในยุโรปตะวันออก 14 ประเทศ ก็ได้เข้าร่วมกับองค์การนาโตไปแล้วเรียบร้อย ได้แก่เอสโตเนีย ลัตเวีย ลิทัวเนีย โปแลนด์ สาธารณรัฐเช็ก สโลวะเกีย ฮังการี โรมาเนีย สโลวีเนีย โครเอเชีย มอนเตเนโกร แอลเบเนีย นอร์ทมาซิโดเนีย และบัลแกเรีย โดยมี 4 ประเทศที่พรมแดนติดกับรัสเซียคือโปแลนด์ ลิทัวเนีย ลัตเวีย และเอสโตเนีย

จึงไม่แปลกที่นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย จะมองเรื่องนี้ว่า “พวกมันตบตาเรา” แสดงจุดยืนมาตลอดว่า “นาโต” ควรยุติการขยายอิทธิพลเข้ามาในยุโรปตะวันออกไปมากกว่านี้ ไม่ว่าในรูปแบบการซ้อมรบร่วมใกล้พรมแดน การส่งทหารสังกัดนาโตพร้อมยุทโธปกรณ์เข้าไปประจำการ แต่ในเมื่อไม่เป็นผล รัสเซียจึงดำเนินการซ้อมรบขนานใหญ่เพื่อคานอำนาจกันจะจะ อย่างการซ้อมประจำปี “ซาปัด” ในพื้นที่พรมแดนตะวันตกของรัสเซีย

...

และเอาเข้าจริง สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาค “ยูเครน” ส่วนหนึ่งก็เป็นผลจากการที่รัสเซียเคลื่อนกำลังเพื่อมาคานอำนาจกับนาโต นั่นเอง...เพราะในเมื่ออิทธิพลตะวันตกขยับเขยื้อนไม่หยุด รัสเซียก็ไม่สามารถนิ่งเฉยได้ เพียงแต่งานนี้ “รัสเซีย” ถูกสหรัฐฯ และพันธมิตรตะวันตกยัดบทบาทให้เป็น “ผู้รุกราน” ไปเสียแล้ว เหมือนในหนังฮอลลีวูด ที่ยังไงรัสเซียก็เป็นตัวร้ายอยู่วันยังค่ำ.

ตุ๊ ปากเกร็ด