- นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดีย สร้างความประหลาดใจด้วยการประกาศจะยกเลิกกฎหมายปฏิรูปเกษตรกรรม 3 ฉบับ ที่กลุ่มเกษตรกรระบุว่า เป็นกฎหมายที่เปิดทางให้เอกชนเข้ามามีอำนาจในการกำหนดราคาพืชผลการเกษตร และจะทำให้รายได้ของพวกเขาหดหายในอนาคต
- การประกาศยกเลิกกฎหมายปฏิรูปการเกษตร นับเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของกลุ่มเกษตรกรที่ออกมากดดันรัฐบาล ประท้วงยืดเยื้อยาวนานกว่า 1 ปี นับตั้งแต่เดือน พ.ย.ปีที่แล้ว ระหว่างการประท้วงมีผู้เสียชีวิตไปหลายสิบศพ จากการประท้วงรุนแรง สภาพอากาศที่ทั้งร้อนระอุ และอากาศหนาวเย็น นอกจากนี้ยังต้องเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของโควิด-19
การยอมถอยครั้งใหญ่ ประกาศยกเลิกกฎหมายปฏิรูปเกษตรกรรมของรัฐบาลอินเดีย ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี เมื่อวันศุกร์ (19 พ.ย.) สร้างความประหลาดใจให้กับทุกฝ่าย เนื่องจากกว่า 1 ปีที่ผ่านมา ผู้นำอินเดียยืนยันว่ากฎหมายนี้ส่งผลดีต่อเกษตรกรรายย่อย พร้อมแสดงท่าทีหนักแน่น ไม่เปิดโอกาสให้มีการเจรจาระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มเกษตรกรที่ออกมาคัดค้านกฎหมายทั้ง 3 ฉบับ
การตัดสินใจครั้งจะทำให้กลุ่มผู้ประท้วงยอมยุติการชุมนุมหรือไม่ และอะไรคือเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งสำคัญนี้ ก้าวต่อไปของรัฐบาลบาลโมดี และอนาคตภาคเกษตรกรรมอินเดียจะเป็นอย่างไร
...
ย้อนดูเนื้อหากฎหมายอื้อฉาว
กฎหมายทั้ง 3 ฉบับมีที่มายาวนานนับตั้งแต่ถูกเสนอต่อโลกสภา ครั้งแรกเมื่อเดือน ก.พ. 2558 ท่ามกลางกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงจากพรรคฝ่ายค้าน ในตอนนั้น นายราหุล คานธี หัวหน้าพรรคคองเกรส กล่าวว่าที่ผ่านมารัฐบาลละเลยปัญหาของพี่น้องเกษตรกร ไม่เคยฟังเสียงของกลุ่มแรงงาน ทำตัวเป็นทาสรับใช้นายทุน เอาใจแต่คนใส่สูทและสวมบูตทหาร พยายามทำให้เกษตรกรและแรงงานในประเทศอ่อนแอ เวลาที่พวกลืมตาอ้าปากได้เพียงเล็กน้อยก็เอากฎหมายมาตัดแข้งขาของพวกเขา ไม่ให้มีโอกาสยืนได้ด้วยตัวเอง
ร่างกฎหมายผ่านโลกสภาเมื่อ 10 มี.ค.63 และติดค้างอยู่ที่ราชสภา หรือสภาสูง ก่อนจะผ่านออกมาเป็นกฎหมายเมื่อเดือน ม.ค.64
กฎหมายทั้ง 3 ฉบับมุ่งเน้นผ่อนปรนกฎเกณฑ์เข้มงวดต่างๆ เรื่องการซื้อขาย การกำหนดราคา และการกักตุนผลิตผลทางการเกษตร โดยเดิมทีเกษตรกรอินเดียขายผลผลิตผ่านตลาดค้าส่งที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล ซึ่งมีการรับประกันราคาขั้นต่ำให้กับเกษตรกร และมีกฎเกณฑ์ต่างๆ เป็นเครื่องช่วยคุ้มครองเกษตรกรอินเดียจากตลาดเสรีมานานหลายสิบปี
แต่พอบังคับใช้กฎหมายใหม่ ก็เกิดข้อเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ การที่เกษตรกรจะสามารถขายผลิตผลในราคาท้องตลาดให้แก่ผู้ประกอบการเอกชนได้โดยตรง ในขณะเดียวกันผู้ซื้อเอกชนก็สามารถกักตุนสินค้าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ข้าว ข้าวสาลี และถั่ว เพื่อเก็บไว้ขายในอนาคต
แม้รัฐบาลอ้างว่ากฎหมายปฏิรูป จะทำให้เกษตรกรมีทางเลือกในการขายผลผลิตมากขึ้น แต่กลุ่มเกษตรกรกลับมองว่า กฎหมายนี้จะยิ่งทำให้เกษตรกรอ่อนแอ และเปิดทางให้ผู้ประกอบการเอกชนกลายเป็นผู้ควบคุมตลาดอย่างแยบยล เอกชนที่มีสินค้ากักตุนไว้ขายตามต้องการ จะสามารถกำหนดราคาสินค้า และเป็นฝ่ายควบคุมตลาดพืชผลการเกษตร
และในเมื่อรัฐสภามีอำนาจในการตรากฎหมาย แก้ไข และยกเลิก ขั้นตอนจากนี้รัฐบาลจะต้องยื่นขอยกเลิกกฎหมายในการประชุมสภาสมัยหน้า 29 พ.ย. ซึ่งจะทำให้กฎหมายทั้ง 3 ฉบับมีผลบังคับใช้ในช่วงที่ผ่านมาเพียง 221 วันเท่านั้น
...
เหตุผลของการตัดสินใจยอมถอย
การประกาศยกเลิกกฎหมายที่ตัวเองยืนกรานอย่างหนักแน่นมาอย่างยาวนานมีขึ้นตรงกับเทศกาล "คุรุ ปุรับ" วันสำคัญทางศาสนาซิกข์ ซึ่งประชาชนจะเฉลิมฉลองวันเกิดของคุรุนานักเทพ ผู้ก่อตั้งศาสนาซิกข์ ขณะที่ผู้ประท้วงส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเกษตรกรชาวซิกข์ มาจากรัฐปัญจาบ
นอกจากนี้หลังประกาศยกเลิกกฎหมาย นายกฯ โมดีก็ได้ประกาศเลือกตั้งสภาท้องถิ่น 5 รัฐ ได้แก่ อุตตรประเทศ ปัญจาบ อุตรขัณฑ์ โกอา และหิมาจัลประเทศ ซึ่งจากโพลระบุว่าพรรคภารติยชนตะ (Bharatiya Janata Party) หรือพรรคบีเจพี ของนายโมดี มีคะแนนไม่ดีนัก
ทำให้ผู้เชี่ยวชาญมองว่า การยกเลิกกฎหมายครั้งนี้เป็นการเคลื่อนไหวในเชิงกลยุทธ์และการเมือง ยอมถอยเพื่อหวังผลทางการเมือง นายกฯ โมดีกำลังมีแนวคิดในการทำให้ฝ่ายตรงข้ามใจอ่อน หวังว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะช่วยกอบกู้ความศรัทธาจากเกษตรกร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรชาวซิกข์ เนื่องจากการเลือกตั้งระดับรัฐ กำลังจะมาถึงในรัฐปัญจาบ และรัฐอุตตรประเทศ ที่ต่างมีเกษตรกรอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากนั้น การยอมถอยจะช่วยสร้างแรงหนุนจากคนทั่วไปและกลุ่มชาวซิกข์
...
ด้านสมาชิกพรรคบีเจพี ของนายโมดี ระบุว่า การตัดสินใจยกเลิกกฎหมายครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่เพื่อยุติการชุมนุมประท้วงที่ยืดเยื้อของเกษตรกร
ชัยชนะของเกษตรกรอินเดีย
หลังจากที่นายกฯ ออกมาประกาศยกเลิกกฎหมายทั้ง 3 ฉบับ บรรดาเกษตรกรในรัฐปัญจาบ และรัฐหรยาณา ต่างออกมาเฉลิมฉลองข่าวดี มีการชูธงแห่งชัยชนะ และแจกจ่ายขนมหวาน ทางสหภาพเกษตรกรออกมาระบุว่า นี่เป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ของบรรดาเกษตรกร ซึ่งต้องออกมาประท้วงกันอย่างยาวนาน เกษตรกรส่วนใหญ่จากรัฐปัญจาบและหรยาณา ต้องละทิ้งไร่นาออกมาปักหลักประท้วงตั้งแคมป์ชานกรุงนิวเดลี ตั้งแต่ 26 พ.ย.ปีที่แล้ว ต้องเผชิญฝนฟ้าทุกฤดูกาล และฝ่าอันตรายจากโควิด-19 เกิดความรุนแรงระหว่างประท้วง 2 ครั้ง ครั้งแรกในกรุงนิวเดลี เมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา ทำให้มีชาวนาสังเวยชีวิตไป 1 ศพ และเมื่อเดือนที่แล้ว มีชาวนาเสียชีวิตอีก 1 ศพ ระหว่างการประท้วงในรัฐอุตตรประเทศ ซึ่งเป็นจุดแตกหักเพิ่มแรงกดดันหนักหน่วงให้กับกลุ่มผู้ประท้วงและรัฐบาล
...
อย่างไรก็ตาม บรรดาแกนนำการประท้วงต่างระบุว่า การต่อสู้ยังไม่สิ้นสุด และยังไม่อาจไว้วางใจได้จนกว่าลมปากของนายกฯ จะกลายเป็นลายลักษณ์อักษร และพวกเขาจะไม่ยอมยกเลิกประท้วง จนกว่ารัฐบาลจะให้คำมั่นสัญญาเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องประกันราคาสินค้าเกษตร
หลังจากดื้อดึงผ่านกฎหมายปฏิรูปการเกษตรออกมาบังคับใช้ โดยอ้างว่าเป็นการปฏิรูปครั้งประวัติศาสตร์ ไม่มีการปรึกษาหารือแนวทางกับกลุ่มเกษตรกร นำไปสู่การประท้วงยืดเยื้อและความสูญเสียที่ตามมา ทำให้นับจากนี้ไปรัฐบาลโมดีจะต้องเดินหมากเกมการปฏิรูปด้วยความระมัดระวังอย่างมาก เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยมีประวัติผ่านกฎหมายความโปร่งใสในการถือครองที่ดินออกมามาบังคับใช้แล้วก็ประกาศยกเลิกในภายหลัง และรัฐบาลคงต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูความเชื่อจากกลุ่มที่ก่อนหน้านี้เคยออกมาสนับสนุนกฎหมายการปฏิรูปฉบับนี้.
ผู้เขียน เพ็ญโสภา สุคนธรักษ์