หลากมุมมองควรหรือไม่ควร ฉีดวัคซีนให้เด็กเล็ก

ข่าว

    หลากมุมมองควรหรือไม่ควร ฉีดวัคซีนให้เด็กเล็ก

    ไทยรัฐออนไลน์
    3 พ.ย. 2564 08:00 น.
    SHARE

    หลากมุมมองควรหรือไม่ควร ฉีดวัคซีนให้เด็กเล็ก

    ไทยรัฐออนไลน์

    3 พ.ย. 2564 08:00 น.
    • สหรัฐอเมริกาอนุมัติเดินหน้าฉีดวัคซีนให้เด็กอายุ 3-11 ปีเป็นครั้งแรก ท่ามกลางการตั้งคำถามว่าควรที่จะเร่งฉีดวัคซีนให้แก่เด็กเล็กด้วยหรือไม่ และแบบไหนจะเกิดประโยชน์กับเด็กมากกว่ากัน
    • ผู้เชี่ยวชาญชี้ การระบาดอย่างรวดเร็วของเชื้อกลายพันธุ์เดลตาอาจจะทำให้ตัวเลขเหล่านี้เพิ่มขึ้น เด็กที่ยังไม่ได้รับวัคซีนทุกคน ในที่สุดแล้วจะติดเชื้อ และอาจจะทำให้มีเคสที่ต้องเข้าโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น อย่างที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาที่กำลังเจอการระบาดของเชื้อเดลตาอยู่
    • ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเด็กหลายประเทศต่างเร่งรวบรวมข้อมูล เพื่อเป็นปัจจัยในการพิจารณาว่าจะฉีดวัคซีนให้แก่เด็กเล็กหรือไม่ แต่การตัดสินใจขั้นสุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของผู้ปกครอง โดยต้องพิจารณาถึงความจำเป็น และประโยชน์ที่ตัวเด็กจะได้รับจากการฉีดวัคซีนเป็นหลัก

    ประเทศยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา เพิ่งอนุมัติให้มีการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้แก่กลุ่มเด็กอายุ 3-11 ปี เป็นครั้งแรก ตามหลังจีน คิวบา และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่อนุมัติให้ฉีดวัคซีนให้แก่เด็กเล็กไปแล้วก่อนหน้านี้ ทำให้รัฐบาลหลายประเทศเริ่มพิจารณาว่าควรจะเริ่มมีการฉีดวัคซีนให้แก่กลุ่มเด็กเล็กด้วยหรือไม่ ท่ามกลางความลังเลใจและการตั้งคำถามของพ่อแม่ผู้ปกครองว่าควรจะตัดสินใจให้เด็กเล็กเข้ารับวัคซีนแล้วหรือยัง และข้อดีและข้อเสียของการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในเด็กเป็นอย่างไร ลองไปฟังมุมมองหลากหลายจากผู้เชี่ยวชาญในประเด็นนี้กัน

    ความเสี่ยงของเด็กเล็กต่อโรคโควิด-19

    ความกังวลต่อสวัสดิภาพของเด็กๆ จากการที่เด็กต้องไปโรงเรียน ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า ควรที่จะเร่งฉีดวัคซีนให้แก่เด็กเล็กด้วยหรือไม่ เพราะจากการศึกษาที่ผ่านมา ความเสี่ยงที่เด็กอายุ 5-11 ปี จะเสียชีวิตจากโควิด-19 นับว่ามีน้อยมาก โดยความรุนแรงของโรคโควิด-19 มีความสัมพันธ์กับเรื่องของอายุ โดยผู้ที่มีอายุมากกว่า 85 ปีขึ้นไป จะมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากโควิดมากกว่าเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี มากกว่า 10,000 เท่า และแม้เด็ก 10 ขวบที่ไม่ได้รับวัคซีนก็ยังมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากโรคนี้ต่ำกว่าผู้ที่มีอายุ 25 ปีที่รับวัคซีนครบโดสแล้วเช่นกัน

    ข้อมูลของนิวซีแลนด์หลังมีการระบาดของเชื้อเดลตา พบว่า เด็กอายุระหว่าง 0-9 ปี ติดเชื้อโควิด-19 คิดเป็น 17 เปอร์เซ็นต์ของเคสเด็กทั้งหมด 483 คน แต่คิดเป็นเพียง 4 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลทั้งหมด โดยไม่มีใครที่อาการหนัก หรือเสียชีวิต

    ส่วนข้อมูลจากการระบาดในรัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงตุลาคมที่ผ่านมา มีเด็กอายุระหว่าง 0-9 ปี เข้าโรงพยาบาลเพราะโควิด 455 ราย คิดเป็น 5 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มอายุดังกล่าว เปรียบเทียบกับกลุ่มอายุ 80-89 ปี ที่มีผู้ติดเชื้อสูงถึง 62 เปอร์เซ็นต์ ในจำนวนผู้ป่วยเด็กทั้งหมดนี้มีเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี 6 คน ที่ต้องเข้าไอซียู และไม่มีใครเสียชีวิต โดยทั้ง 6 คนต่างมีปัญหาสุขภาพและโรคประจำตัวอยู่แล้ว

    อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยังคงพบว่า จำนวนของเด็กที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลสูงกว่าที่คาดไว้ แต่สาเหตุที่ต้องเข้าโรงพยาบาลมักจะไม่ใช่เพราะโควิด แต่เป็นเพราะมีโรคประจำตัวอื่นๆ

    ส่วนผลการศึกษาของแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ พบว่า 40 เปอร์เซ็นต์ของเด็กที่เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล ไม่แสดงอาการป่วยใดๆ และอีก 45 เปอร์เซ็นต์ของการแอดมิท ก็ไม่ได้มีสาเหตุมาจากโรคโควิดเช่นกัน

    ศาสตราจารย์ปีเตอร์ แม็คอินไทร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและสตรี แห่งมหาวิทยาลัยโอตาโก ระบุว่า สำหรับเด็กๆ แล้ว โรคโควิด-19 ไม่เหมือนกับการระบาดของกาฬโรค แม้ว่ามันจะแย่ แต่ก็ไม่ได้ร้ายแรงเหมือนอีโบลา หรือไข้หวัดใหญ่ ในช่วงปี ค.ศ.1918-1919 แบบนั้น

    เช่นเดียวกับกุมารแพทย์ด้านโรคติดเชื้อ โทนี วอลส์ ที่เห็นว่า ความเสี่ยงรุนแรงจากโรคโควิด-19 ต่อเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีที่สุขภาพแข็งแรง ยังต่ำกว่าความเสี่ยงจากไข้หวัดใหญ่ด้วยซ้ำ ซึ่งแตกต่างกับผลที่เกิดกับผู้ใหญ่อย่างสิ้นเชิง แต่สำหรับเด็กๆ ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคปอด เด็กที่ปลูกถ่ายอวัยวะ หรือมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ก็นับว่ายังมีความเสี่ยงจากโควิดอยู่

    ขณะที่ จิน รัสเซลล์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเด็ก จากมหาวิทยาลัยโอ๊คแลนด์ ระบุว่า จากการศึกษาเคสของเด็กที่เข้าโรงพยาบาลจากโควิด-19 พบว่า 1 ใน 20 ราย ที่มีโรคประจำตัวอยู่มีอาการป่วยรุนแรงถึงขั้นต้องใช้ออกซิเจนและเครื่องช่วยหายใจ เปรียบเทียบกับเด็กที่มีสุขภาพแข็งแรง จะมีเพียง 1 ใน 500 เท่านั้นที่อาการป่วยรุนแรงขนาดนี้

    แต่ปัญหาจากการระบาดอย่างรวดเร็วของเชื้อกลายพันธุ์เดลตาอาจจะทำให้ตัวเลขเหล่านี้เพิ่มขึ้น เด็กที่ยังไม่ได้รับวัคซีนทุกคน ในที่สุดแล้วจะติดเชื้อ และอาจจะทำให้มีเคสที่ต้องเข้าโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น อย่างที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา ที่กำลังเจอการระบาดของเชื้อเดลตาอยู่ นอกจากนี้ที่น่ากังวลคือเรื่องของลองโควิด หรืออาการระยะยาวที่ตามมาหลังจากการติดเชื้อโควิด-19 ที่ยังไม่แน่ชัดว่าเด็กๆ จะได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใด โดยอาจจะยังมีอาการปวดศีรษะ อ่อนเพลีย มีความผิดปกติของระบบบางอย่างนานหลายเดือน แม้ว่าตอนป่วยจะอาการไม่รุนแรงก็ตาม นอกจากนี้อาจจะเกิดการรวมกันของโควิดและไวรัสชนิดอื่นๆ เช่น โรคอาร์เอสวี ที่เป็นอันตรายต่อเด็กๆ อยู่แล้ว

    ข้อดีและข้อเสียจากการรับวัคซีนของเด็กเล็ก

    ทั้งโรคหัด คอตีบ โปลิโอ ซึ่งเด็กทุกคนจะต้องรับวัคซีนตามโปรแกรม ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันเด็กเล็กจากอันตรายของโรค เพราะโรคเหล่านี้ล้วนเป็นโรคที่อันตรายต่อทารกมากกว่าผู้ใหญ่ ขณะที่โควิดกลับตรงข้าม

    นายแพทย์โทนี วอลส์ กุมารแพทย์ด้านโรคติดเชื้อ ระบุว่า วัคซีนที่เลือกให้เด็กๆ มักจะเป็นวัคซีนเพื่อหวังปกป้องตัวเด็กเองทั้งนั้น แต่กับวัคซีนโควิด-19 ดูเหมือนว่าจะเป็นการฉีดให้เด็กเพื่อปกป้องผู้ใหญ่ ซึ่งมันทำให้เกิดความขัดแย้งในประเด็นศีลธรรมอย่างมาก

    ในประเทศอังกฤษ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการใช้วัคซีนสำหรับเด็กอายุ 12-15 ปี พบว่า ผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการฉีดวัคซีนต่อเด็กๆ วัยรุ่นที่ไม่มีโรคประจำตัว ถือว่าน้อยมาก ดังนั้นแม้ว่าจะเกิดประโยชน์มากกว่าที่จะเกิดโทษ แต่กลุ่มผู้เชี่ยวชาญก็ยังไม่เห็นด้วยที่จะฉีดวัคซีนให้กลุ่มวัยรุ่นสุขภาพดี

    ขณะที่การทดลองวัคซีนในกลุ่มเด็กของบริษัทไฟเซอร์ ที่ศึกษาจากเด็กอายุ 5-11 ปี จำนวน 2,268 คน โดยมีการให้วัคซีนหลอก และวัคซีนจริง โดยเว้นระยะโดสแรกและโดสที่สอง 3 สัปดาห์ พบว่า วัคซีนมีประสิทธิภาพดีและมีความปลอดภัย โดยมีผลข้างเคียงเล็กน้อย ไม่ต่างกับการทดลองกับกลุ่มวัยรุ่น แต่ก็นับว่าการทดลองยังอยู่ในกลุ่มตัวอย่างเพียงจำนวนน้อย จึงเป็นการยากที่จะเห็นผลข้างเคียงอย่างชัดเจน

    นายแพทย์วอลส์ ระบุว่า การฉีดวัคซีนให้เด็กน่าจะเน้นไปที่เด็กที่มีความเสี่ยงสูง อย่างเด็กที่มีโรคประจำตัว รวมทั้งเด็กที่อยู่กับครอบครัวที่มีผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ แต่กับเด็กทั่วไปที่มีสุขภาพแข็งแรงดี ยังไม่สามารถชี้ชัดถึงความจำเป็นในการรับวัคซีนได้ คำถามที่ว่าพวกเขาควรจะรับวัคซีนหรือไม่ เพื่อการปกป้องตัวเด็กเอง ก็ตัดสินใจได้ยาก และหลายคนอาจจะมองว่าไม่จำเป็น

    แตกต่างกับศาสตราจารย์ ซู เครนเกิล ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มเฝ้าระวังโรคระบาดเมารี ที่เชื่อว่า ผลประโยชน์มหาศาลของวัคซีนควรจะถูกนำมาเป็นหลักในการพิจารณา ยกตัวอย่างในกรณีที่เด็กๆ ไปติดโควิดมาจากที่โรงเรียน และนำเชื้อกลับบ้านไปด้วย และหากคนที่บ้านยังไม่ได้รับวัคซีน หรือแม้จะรับวัคซีนแล้ว เขาก็ยังติดเชื้อได้ ยิ่งถ้าเป็นผู้ใหญ่หรือผู้สูงอายุที่ไม่แข็งแรง ก็เสี่ยงที่จะล้มป่วยอย่างรุนแรงจากโควิดด้วยเช่นกัน

    การฉีดวัคซีนให้เด็กจะลดการระบาดลงได้หรือไม่

    ยังไม่แน่ชัดว่าเด็กๆ มีบทบาทสำคัญอย่างไรต่อการระบาดของโควิด-19 เพราะเด็กๆ มีแนวโน้มที่จะมีอาการป่วยไม่รุนแรง บางครั้งก็ไม่มีอาการ และมีแนวโน้มที่จะพบการติดเชื้อไม่มากนัก

    จากการศึกษาถึงการแพร่ระบาดของโรคในโรงเรียนและศูนย์ดูแลเด็กในออสเตรเลีย พบว่า ไวรัสมีแนวโน้มที่จะติดต่อกันระหว่างผู้ใหญ่กับผู้ใหญ่ จากนั้นจึงเป็นการแพร่เชื้อจากผู้ใหญ่มายังเด็ก และเป็นการระบาดจากเด็กไปสู่เด็กต่อไป

    ขณะที่รายงานจาก ออสเตรเลียน โมเดลลิ่ง รีพอร์ต พบว่า เด็กอายุระหว่าง 12-15 ปี ที่ได้รับวัคซีนแล้ว จะได้รับผลกระทบน้อยมากจากการแพร่ระบาด อย่างไรก็ตาม หากกลุ่มอายุอื่นๆ ได้รับวัคซีนทั้งหมดแล้ว และเกิดการระบาดวงกว้างในกลุ่มเด็ก ก็จะเกิดการแพร่ระบาดในกลุ่มผู้ใหญ่เพิ่ม รวมไปถึงมีการระบาดในกลุ่มที่รับวัคซีนแล้วด้วยเช่นกัน

    ไมเคิล แพลงก์ ศาสตราจารย์ด้านคณิตศาสตร์ และโควิดโมเดล ระบุว่า จากรูปแบบที่คำนวณมาคาดการณ์ว่า หากมีการฉีดวัคซีนให้กลุ่มเด็กอายุ 5-11 ปี จะช่วยลดตัวเลข R หรืออัตราแพร่เชื้อที่บ่งบอกสถานการณ์อันตรายลงได้ 0.1-0.2 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเท่ากับตัวเลขเฉลี่ยของผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่จะสามารถแพร่เชื้อต่อไปยังผู้อื่นได้

    ดังนั้นการฉีดวัคซีนให้เด็กจะสามารถลดการแพร่ระบาดของเชื้อลงได้อย่างมีนัยสำคัญ และจะช่วยลดการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลและการเสียชีวิตในกลุ่มอายุอื่นด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม แพลงก์ ยอมรับว่าเป็นเรื่องยากที่จะตัดสินชี้ชัดว่าควรจะฉีดวัคซีนให้เด็กหรือไม่ เพราะต้องพิจารณาถึงความเสี่ยงต่อเด็กเป็นรายบุคคล และผู้ปกครองต้องตัดสินใจในมุมมองของเด็กด้วย เพราะเด็กต่างได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 มาแล้วทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งการติดเชื้อจากคนใกล้ชิด รวมทั้งการที่ไม่สามารถไปโรงเรียนได้ตามปกติ เนื่องจากการระบาดอย่างรุนแรงที่ผ่านมา และเชื้อกลายพันธุ์เดลตาอาจจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการระบาดไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง.

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      โควิด-19special contentวัคซีนโควิดวัคซีนไฟเซอร์ฉีดวัคซีนวัคซีนเด็กเล็กข่าวต่างประเทศข่าวต่างประเทศล่าสุดข่าวต่างประเทศวันนี้ต่างประเทศข่าวรอบโลกข่าวรอบโลกวันนี้

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันพุธที่ 1 ธันวาคม 2564 เวลา 23:53 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์