เกิดอะไรขึ้นกับอังกฤษ? ติดโควิดรายวันทะลุครึ่งแสน หลังปลดล็อกดาวน์

ข่าว

    เกิดอะไรขึ้นกับอังกฤษ? ติดโควิดรายวันทะลุครึ่งแสน หลังปลดล็อกดาวน์

    ไทยรัฐออนไลน์
    22 ต.ค. 2564 09:30 น.
    SHARE

    เกิดอะไรขึ้นกับอังกฤษ? ติดโควิดรายวันทะลุครึ่งแสน หลังปลดล็อกดาวน์

    ไทยรัฐออนไลน์

    22 ต.ค. 2564 09:30 น.
    • สหราชอาณาจักรมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มขึ้น ตัวเลขรายวันมากกว่า 40,000 รายต่อเนื่องนับสัปดาห์ และล่าสุดในวันพุธที่ 21 ต.ค. ผู้ติดเชื้อใหม่ทะลุ 50,000 รายแล้ว

    • การติดเชื้อที่กลับมาสูงขึ้น ทำให้หลายหน่วยงานออกมาเรียกร้องให้รัฐบาล กลับมาใช้มาตรการควบคุมการระบาดอีกครั้งก่อนฤดูหนาวจะมาถึง แต่รัฐบาลยังไม่เคลื่อนไหว

    • ผู้เชี่ยวชาญให้เหตุผลที่ทำให้การติดเชื้อในสหราชอาณาจักรกลับมาสูงขึ้นในตอนนี้ไว้หลายข้อ ซึ่งรวมถึงการที่ยูเคเริ่มฉีดวัคซีนเร็วกว่าหลายประเทศด้วย

    ในปี 2563 สหราชอาณาจักรเป็นหนึ่งในประเทศที่เผชิญการระบาดอย่างหนักของไวรัสโควิด-19 จนทำให้พวกเขามีผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเป็นอันดับต้นๆ ของยุโรป แต่มาตรการล็อกดาวน์ และโครงการฉีดวัคซีนอันรวดเร็ว ช่วยพลิกสถานการณ์จนควบคุมการระบาดได้สำเร็จ รัฐบาลเริ่มคลายมาตรการควบคุม และประชาชนก็กลับมาใช้ชีวิตใกล้เคียงกับคำว่าปกติ

    ทว่าหลังจากนั้น มุมมองที่รัฐบาลมีต่อไวรัสมรณะตัวนี้ก็เปลี่ยนไป พวกเขาตัดสินใจยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์ และข้อจำกัดสำหรับควบคุมการระบาดทั้งหมดในเดือนกรกฎาคม ทั้งที่จำนวนผู้ติดเชื้อเริ่มกลับมาแตะหลักหมื่นต่อวัน ขณะที่นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ออกมาเรียกร้องให้ชาวอังกฤษเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับไวรัส

    ตอนนี้ หลังจากปลดล็อกดาวน์ได้ราว 3 เดือน สถานการณ์ในสหราชอาณาจักรแตกต่างจากเมื่อช่วงต้นปีอย่างสิ้นเชิง พวกเขาพบผู้ติดเชื้อมากกว่า 40,000 ราย ในวันเดียวต่อเนื่องนับสัปดาห์แล้ว และในวันพุธจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ก็พุ่งทะลุครึ่งแสนที่ 52,009 รายเป็นสถิติใหม่ ขณะที่ 1 วันก่อนหน้านั้น พวกเขามีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ถึง 223 ศพ มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม

    โชคยังดีที่อัตราการฉีดวัคซีนที่สูงในสหราชอาณาจักร ทำให้จำนวนผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และผู้ป่วยรุนแรง ต่ำกว่าช่วงแรกของการระบาดมาก แต่จำนวนคนไข้ก็กำลังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนใกล้เต็มความจุของโรงพยาบาลต่างๆ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขหลายคนออกมาเรียกร้องให้รัฐบาล กลับมาใช้มาตรการควบคุมอีกครั้ง ก่อนที่ฤดูหนาว ซึ่งเป็นช่วงที่การระบาดรุนแรงที่สุด จะมาถึง

    บอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร
    บอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร

    เทียบสถิติกับปีก่อน

    จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในสหราชอาณาจักรระหว่างเดือนกรกฎาคมจนถึงตุลาคมปีนี้ มีจำนวนประมาณ 3 ล้านคน มีผู้ป่วยต้องเขารับการรักษาในโรงพยาบาลราว 79,000 ราย ขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้อตั้งแต่ตุลาคมปีก่อนจนถึงมกราคมปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงก่อนจะมีการฉีดวัคซีนอย่างแพร่หลาย อยู่ที่ประมาณ 2.7 ล้านคน แต่มีผู้ป่วยเข้าโรงพยาบาลสูงถึง 185,000 ราย

    สถิติดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากการยกเลิกข้อจำกัดต่างๆ และการแพร่กระจายมากขึ้นของไวรัสโควิดสายพันธุ์เดลตา ที่ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้น ในทางกลับกัน โครงการฉีดวัคซีนสามารถทำให้จำนวนผู้ป่วยที่ต้องเข้าโรงพยาบาลลดต่ำลงได้

    ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานสาธารณสุขอังกฤษ (PHE) ระบุว่า ตอนนี้ในอังกฤษ ประชาชนที่ไม่ฉีดวัคซีนมีความเสี่ยงป่วยหนักเข้าโรงพยาบาลสูงกว่าคนที่ได้รับวัคซีนแล้วถึง 3 เท่า ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตในแต่ละวันก็ยังถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับช่วงพีกเมื่อปีก่อน ที่มีผู้เคราะห์ร้ายวันละกว่า 1,000 คน

    โรงพยาบาลส่อรับไม่ไหว

    อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจำนวนผู้ป่วยโควิดเข้าโรงพยาบาลจะไม่ได้เพิ่มขึ้นจากพรวดพราดเหมือนเมื่อปีก่อน แต่โรงพยาบาลต่างๆ ในสหราชอาณาจักรก็เริ่มกลับมาแบกรับแรงกดดันจากจำนวนผู้ป่วยที่สูงขึ้นอีกครั้ง ซึ่งนางดีปตี กูร์ดาซานี นักระบาดวิทยาจากมหาวิทยาลัย ควีน แมรี ระบุว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ นี่เป็นผลจากการเปิดทุกอย่างทั้งหมด และอะไรๆ จะเลวร้ายลงเมื่อฤดูหนาวมาถึง

    นายซาจิด จาวิด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของสหราชอาณาจักร ยอมรับในวันพุธว่า จำนวนผู้ติดเชื้อรายวันอาจพุ่งทะลุ 100,000 รายก่อนถึงวันคริสต์มาส แต่ยังยืนยันว่า ไม่มีความจำเป็นต้องใช้มาตรการเพิ่มเติมในตอนนี้ เช่นเดียวกับนายกฯ จอห์นสัน ที่ยังไม่บังคับใช้มาตรการควบคุมเพิ่มเติม แม้จะไม่ตัดความเป็นไปได้ก็ตาม

    ถึงกระนั้น ผู้เชี่ยวชาญหลายคน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลเอง กำลังต้องการให้รัฐบาลเปลี่ยนแปลงแนวทางโดยเร็ว เช่น สมาพันธ์ NHS ซึ่งเป็นผู้แทนของสำนักงานบริการสุขภาพแห่งชาติ เรียกร้องให้รัฐบาลบังคับใช้ “แผนบี” (Plan B) เพื่อกลับมาใช้มาตรการควบคุมการระบาดรวมถึง การบังคับสวมหน้ากาก และออกบัตรผ่านวัคซีนเพื่อใช้บริการต่างๆ แบบเดียวกับชาติอื่นๆ ในยุโรป

    ด้านสมาคมการแพทย์แห่งบริติช (BMA) ซึ่งเป็นตัวแทนของแพทย์ในสหราชอาณาจักร ออกแถลงการณ์กล่าวหารัฐบาลว่ากำลัง “จงใจเพิกเฉย” ไม่ใช้มาตรการเพิ่มเติมเพื่อควบคุมการระบาดของโควิด-19 “รัฐบาลเวสต์มินสเตอร์บอกว่า พวกเขาจะใช้แผนบี เพื่อป้องกัน NHS จากการรับมือคนไข้จำนวนมากไม่ไหว แต่ในฐานะแพทย์ที่ทำงานในแนวหน้า เราบอกได้เลยว่าเวลานั้น คือตอนนี้”

    ขณะที่ นายมาร์ติน แมกคี ศาสตราจารย์ด้านสาธารณสุขยุโรปจากวิทยาลัยแพทย์เขตร้อนและสุขอนามัยลอนดอน กล่าวว่า “มีมาตรการหลายอย่างที่เป็นมาตรฐานในประเทศอื่นๆ และมีมาตรการมากมายของเราที่ไม่สอดคล้องกับชาติยุโรปตะวันตก และชาติอื่นทั่วโลก” “เราได้เห็นแล้วว่าในชาติยุโรปอื่นๆ มาตรการร่วมสามารถสร้างความแตกต่างอย่างใหญ่หลวง เราควรถามตัวเราเองว่า เราทำถูกหรือไม่? เพราะไม่มีหลักฐานชี้ว่าเราทำถูกต้อง”

    ทำไมยอดติดโควิดพุ่งสูง?

    ผู้เชี่ยวชาญให้เหตุผลที่ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในสหราชอาณาจักรกลับมาพุ่งสูงไว้หลายข้อ ตั้งแต่การไม่ยอมใส่หน้ากากป้องกันในตอนที่มาตรการยังบังคับใช้อยู่ ไปจนถึงการรวมตัวกันเป็นจำนวนมากในที่ร่ม ซึ่งเปิดโอกาสให้ไวรัสแพร่กระจาย ขณะที่การฉีดวัคซีนให้เด็กล่าช้า แต่กลับอนุญาตให้เด็กกลับไปโรงเรียนในเดือนกันยายน ก็ถูกยกเป็นหนึ่งในสาเหตุเช่นกัน

    แต่สิ่งที่ย้อนแย้งที่สุดคือ การเริ่มฉีดวัคซีนอย่างรวดเร็วของสหราชอาณาจักร ตั้งแต่ธันวาคม 2563 ก็อาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ผู้ติดเชื้อพุ่งขึ้นในตอนนี้ด้วย เพราะผลวิจัยต่างๆ ทำให้เรารู้แล้วว่า ภูมิคุ้มกันที่เกิดจากวัคซีนจะเริ่มลดลงเมื่อเวลาผ่านไป 5-6 เดือน

    ดร.อีริค โทโปล ผู้ก่อตั้งสถาบันวิจัย สคริปป์ส ตั้งข้อสงสัยในประสิทธิภาพของวัคซีนแอสตราเซเนกา หลังจากมีผลการศึกษาของสำนักงานสาธารณสุขอังกฤษชี้ว่า การป้องกันการติดเชื้อของวัคซีนชนิดนี้ (ฉีดครบ 2 โดสแล้ว) ลดลงจาก 66.7% เหลือ 47% หลังจากผ่านไป 20 สัปดาห์ ขณะที่วัคซีนของไฟเซอร์ประสิทธิภาพลดลงจาก 90% เหลือ 70% ในช่วงเวลาเดียวกัน ขณะที่การป้องกันผู้ติดเชื้อโควิดเดลตาเข้าโรงพยาบาล ก็ลดลงจาก 90% เหลือต่ำกว่า 80% หลังผ่านไป 140 วัน แต่วัคซีนไฟเซอร์ยังคงเกิน 90%

    ความรู้ใหม่เรื่องการลดลงของภูมิคุ้มกัน ทำให้สหราชอาณาจักร รวมถึง อิสราเอล สหรัฐฯ และชาติอื่นๆ ในยุโรป ตัดสินใจในเดือนกันยายน แนะนำให้ผู้ที่มีอายุเกิน 50 ปี, บุคลากรทางการแพทย์ และผู้มีปัญหาสุขภาพ ที่ได้รับวัคซีนครบ 2 โดสตั้งแต่ 6 เดือนก่อน มารับวัคซีนเข็มที่ 3 เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ซึ่งตอนนี้มีผู้เข้าข่ายราว 6.5 ล้านคน และในจำนวนนี้ได้รับวัคซีนเข็ม 3 ไปแล้วประมาณ 3.6 ล้านคน

    อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญยังคงออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งความเร็วในการฉีดวัคซีนแก่กลุ่มที่ยังไม่ได้รับวัคซีน รวมทั้งเร่งฉีดวัคซีนกระตุ้นให้เร็วขึ้น พร้อมกับเตือนให้เลิกพึ่งพาแนวคิดเรื่องภูมิคุ้มกันหมู่ได้แล้ว “ยูเคดูเหมือนจะค่อยๆ ตื่นขึ้นมายอมรับข้อเท็จจริงว่า ผู้ติดเชื้อโควิดนั้นสูงเกินไปแล้ว แต่ในความเป็นจริง จำนวนผู้ติดเชื้อพุ่งขึ้นมาหลายเดือนแล้วและหลายประเทศก็จับเราขึ้นบัญชีแดง” ศ.ทิม สเปกเตอร์ ศาสตราจารย์ด้านระบาดวิทยาพันธุศาสตร์ จากวิทยาลัย คิงส์ คอลเลจ ลอนดอน กล่าว

    “การติดเชื้อยังสูงในหมู่คนหนุ่มสาว และกำลังจะลามไปสู่คนอายุ 35-55 ปี ซึ่งหากมันไปถึงกลุ่มคนอายุมากกว่า 55 ปีเมื่อไหร่ ก็อาจก่อให้เกิดหายนะแก่ NHS ในช่วงฤดูหนาวได้” ศ.สเปกเตอร์กล่าว “ด้วยจำนวนผู้ติดเชื้อสูงขนาดนี้ มันชัดเจนว่าภูมิคุ้มกันหมู่ไม่ได้เกิดขึ้น และความเสี่ยงก็คือ คนส่วนใหญ่ยังเชื่อว่าพวกเขาปลอดภัยหากติดโควิดแล้ว หรือได้รับวัคซีนสักเข็ม เราต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ทุกคนได้รับวัคซีน 2 เข็ม และหยุดรอให้ภูมิคุ้มกันหมู่เกิดขึ้นจากการติดเชื้อตามธรรมชาติได้แล้ว”



    ผู้เขียน : ทิตชนม์ สว่างศรี

    ที่มา : BBC, CNN, CNBC

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      อังกฤษspecial contentโควิด-19ไวรัสโคโรนาคลายล็อกดาวน์โรงพยาบาลผู้ติดเชื้อวัคซีนโควิดผู้เสียชีวิตภูมิคุ้มกันหมู่

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันพุธที่ 8 ธันวาคม 2564 เวลา 11:35 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์