ขานรับนโยบาย “อยู่ร่วมกับไวรัส”

ข่าว

      ขานรับนโยบาย “อยู่ร่วมกับไวรัส”

      วีรพจน์ อินทรพันธ์
      17 ต.ค. 2564 06:01 น.
      SHARE

      ขานรับนโยบาย “อยู่ร่วมกับไวรัส”

      วีรพจน์ อินทรพันธ์

      17 ต.ค. 2564 06:01 น.

      ภาพความหวังของการเดินทางไปต่างประเทศเริ่มจะกระจ่างชัดขึ้นมาอีกครั้ง หลังนานาชาติพากันประกาศจุดยืน “อยู่ร่วมกับไวรัส” เพื่อเปิดการทำมาค้าขาย ฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจที่เสียหายหนัก

      ดูเหมือนว่ารัฐบาลประเทศต่างๆคงตัดสินใจกันแล้วว่าทำ

      ยังไงก็ยากที่คุมยอดโควิด-19 ให้เป็นศูนย์ได้ ด้วยปัจจัยจากความอึดอัดของประชาชน ที่รูปแบบการใช้ชีวิตได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงมาเป็นเวลาเกือบจะ 2 ปี งานที่มีรายได้เป็นกอบเป็นกำ พังทลายในพริบตา การปฏิสัมพันธ์ทางสังคมพินาศสิ้น

      เห็นได้หลายต่อหลายครั้งว่า เวลาเปิดเมือง ผ่อนคลายมาตรการเมื่อใด คนก็จะแห่กันไปต่อคิว ใช้บริการเพื่อตอบสนองความอยาก รำลึกพฤติกรรมที่ขาดหายไป โดยที่ละเลยหรือหลงลืมไปเสียสนิทถึงการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันเบื้องต้น ไม่ว่าจะเป็นการรักษาระยะห่างทางสังคม และการสวมหน้ากากอนามัย

      นอกจากนี้ การไม่สามารถคุมยอดในประเทศให้เป็นศูนย์ได้ ไม่ใช่แค่ปัญหาจากคนเท่านั้น แต่ยังมาจากปัจจัยการอุบัติของไวรัสตัวกลายพันธุ์ “เดลตา” ที่ทะลุทะลวงทุกสิ่ง ติดง่ายกว่า ป่วยเร็วกว่า ไปจนถึงเลี่ยงภูมิคุ้มกันในร่างกายของคนที่เคยป่วยเป็นโควิดมาก่อน หรือกระทั่งคนที่ฉีดวัคซีนมาบ้างแล้ว

      ประเทศที่พอจะเอาอยู่ได้ เห็นจะมีแต่ “จีน” เท่านั้น โดยเมื่อเดลตาโผล่มาเมื่อไร ทางการจีนจะมีการเร่งหาต้นตอ และทำการเร่งตัด “ห่วงโซ่” การแพร่ระบาด ปิดเมือง สกัดกั้นการสัญจรข้ามมณฑล ระงับเที่ยวบิน ก่อนทำการตรวจหาเชื้อประชากร “ทั้งหมด” ในเมืองนั้นๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก จนมั่นใจว่าภัยคุกคามเริ่มที่จะเบาบางลง ถึงจะมีการอนุมัติให้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติ

      อย่างไรก็ตาม รูปแบบการบริหารประเทศของจีน มีความชัดเจนเรื่องการใช้กฏเหล็ก สามารถขอความร่วมมือหรือสั่งการให้ประชาชนปฏิบัติตามได้ ซึ่งประเทศต่างๆรวมถึงประเทศไทย มิเป็นเช่นนั้น ประชาชนเคยชินกับความ “เสรีนิยม” มีความทำอะไรตามใจฉันสูง ทำให้โมเดล “การเร่งควบคุมสกัดกั้นไวรัส” แบบจีน ยากที่จะนำมาปฏิบัติจนบรรลุผลในประเทศของตัวเองได้

      จึงเป็นที่มาของโมเดลที่สอดรับกับความเสรีนิยม พยายามอยู่ร่วมกับไวรัส และลดอัตราการล้มป่วยรุนแรงและเสียชีวิตด้วยการกระหน่ำฉีดวัคซีนต้านไวรัสหลากหลายยี่ห้อให้มากที่สุด ไทยเองก็กำลังเร่งทำให้ได้ตามเป้าหมายนั้น ฉีดวัคซีนเข็มแรกให้ประชากรแล้วราว 62 ล้านคน ครบสองโดส 24.3 ล้านคน

      และไม่แปลกว่าทำไมไทยเราถึงมีการประกาศเปิดประเทศ “วันที่ 1 พ.ย.” รับนักเดินทางจากกลุ่มประเทศ (ที่เป็นรายได้หลักของอุตสาห กรรมท่องเที่ยว) ที่มองว่ามีความเสี่ยงต่ำเนื่องด้วยชาติเหล่านั้นฉีดวัคซีนให้ประชากรไปแล้วเป็นจำนวนมาก พร้อมขอความมั่นใจเพิ่ม ให้นักเดินทางแสดงผลตรวจเชื้อก่อนบินมา

      ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเทศในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก เริ่มแสดงจุดยืนอยู่ร่วมกับไวรัสมากขึ้น แต่ก็จะมีขั้นตอนของตัวเองที่แตกต่างกันออกไป อย่าง “ออสเตรเลีย” ประกาศให้วันเดียวกับไทย เป็นวันที่เปิดอ้าแขนรับพลเมืองที่อยู่ในต่างแดน หรือชาวต่างชาติที่ถือวีซ่าพำนักถาวรกลับเข้ามา ก่อนจะเริ่มพิจารณาว่าในเดือน ธ.ค. นี้ สมควรหรือไม่ ที่จะเปิดรับต่างชาติเพิ่มเติม ขณะที่ “เวียดนาม” มีกระบวนการคล้ายกัน คือประกาศเปิดรับนักท่องเที่ยวเข้าเกาะฟูโกว๊ก ในอ่าวไทยภายในเดือน พ.ย. เพื่อดูทิศทางลม จากนั้นจึงจะเปิด เพิ่มเติมในช่วงเดือน ธ.ค. ให้นักเดินทางจากประเทศที่ได้รับการผ่อนผัน เยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวหลักๆได้ ไม่ว่าจะเป็นฮาลอง เบย์ ฮอยอัน หรือดาลัต

      ส่วน “สิงคโปร์” มีความน่าสนใจว่า เริ่มเปิดประเทศในวันที่ 19 ต.ค.นี้ แต่สำหรับประชาชนนั้นจะต้องมีการสร้าง “ความปกติใหม่” กันยกใหญ่ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาการปรับตัวใช้ชีวิตประมาณ 3-6 เดือน โดยแน่นอนเรื่องวัคซีนไม่ต้องพูดถึง ต้องฉีดกันต่อไปเรื่อยๆ แต่คนที่ยังไม่ไปฉีดนี่แหละจะมีปัญหา เพราะจะไม่สามารถอยู่ร่วมในสังคมได้ จะถูกกีดกันจากการใช้บริการร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า ไปจนถึงตลาดแผงลอย เช่นเดียวกับการปรับพฤติกรรมการไปโรงพยาบาล ใครที่อายุต่ำกว่า 49 ปี ฉีดวัคซีนครบแล้วและรู้สึกป่วย ให้รักษาตัวอยู่บ้าน เพื่อลดโหลดบุคลากรการแพทย์ ป้องกันปัญหาโรงพยาบาลล้น จนคนที่ป่วยโรคอื่นๆไม่สามารถเข้าถึงการรักษาได้

      รูปแบบเหล่านี้ เห็นได้ว่าถอดแบบมาจากชาติตะวันตก ไม่ว่า สหรัฐฯ อังกฤษ ที่พากันเปิดเมืองแบบเต็มรูปแบบหลังฉีดวัคซีนได้ในระดับที่คิดว่าเหมาะสม อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ชัดเจนในประเทศชั้นนำดังกล่าวคือ การระบาดจะโผล่มาเป็นระยะๆ แต่จำนวนคนเสียชีวิตจะลดลง (ตามอัตราการฉีดวัคซีน) ตัวอย่างเช่นสหรัฐฯยังเหลือคนไม่ฉีดวัคซีนประมาณ 66 ล้านคน เสียชีวิตวันละประมาณ 1,600 คน ขณะที่อังกฤษยังเหลือคนที่ฉีด

      ไม่ครบสองโดสประมาณ 22 ล้านคน แต่จากที่เคยเสียชีวิตวันละประมาณ 1,200 คน ก็ลดลงเหลือวันละกว่า 110 คน โดยผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่นั้น แน่นอนว่าคือผู้ที่ยังไม่ฉีดวัคซีน หรือผู้สูงอายุที่มีโรคอื่นๆแทรกซ้อน

      เป็นเรื่องน่าจับตาว่า หลังจากวันที่ 1 พ.ย. ไปจนถึงสิ้นปี รูปแบบการใช้ชีวิตของเราจะเริ่มกลับมาเป็นปกติหรือไม่ หรือจะปรับเปลี่ยนไปในรูปแบบใด แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ การอยู่ร่วมกับไวรัสคงเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงไปเสียแล้ว.

      วีรพจน์ อินทรพันธ์

      อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

        แท็กที่เกี่ยวข้อง

        โควิด-19สถานการณ์โควิดสถานการณ์โควิดทั่วโลกอยู่ร่วมกับไวรัสเปิดประเทศวีรพจน์ อินทรพันธ์7 วันรอบโลก

        คุณอาจสนใจข่าวนี้

        thairath-logo

        ApplicationMy Thairath

        ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
        Trendvg3 logo
        Sonp logo
        inet logo
        วันจันทร์ที่ 6 ธันวาคม 2564 เวลา 23:04 น.
        ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
        เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์