เหตุออสเตรเลียล้มดีล “เรือดำน้ำ”

ข่าว

    เหตุออสเตรเลียล้มดีล “เรือดำน้ำ”

    วีรพจน์ อินทรพันธ์
    26 ก.ย. 2564 06:05 น.
    SHARE

    เหตุออสเตรเลียล้มดีล “เรือดำน้ำ”

    วีรพจน์ อินทรพันธ์

    26 ก.ย. 2564 06:05 น.

    การตัดสินใจประกาศภาคีสหรัฐฯ-อังกฤษ-ออสเตรเลียด้วยข้อตกลง “ออกัส” (AUKUS) ยังคงส่งผลกระทบทางการเมือง และความเป็น “พันธมิตรชาติตะวันตก” ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา

    สะท้อนเรื่องผลประโยชน์ไม่เข้าใครออกใคร ฝรั่งเศสเดือดดาลที่เงินก้อนใหญ่หายวับไปกับตา หลังถูกออสเตรเลียประกาศยกเลิกดีลซื้อเรือดำน้ำพลังงานดีเซล-ไฟฟ้า 12 ลำ มูลค่าเกือบ 70,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (กว่า 2.3 ล้านล้านบาท) เลือกซื้อจากอเมริกา อังกฤษแทน พร้อมอัปเกรดสเปกเป็น “เรือดำน้ำนิวเคลียร์” 8 ลำ ซึ่งจะทำให้ออสเตรเลียในอนาคตกลายเป็นชาติที่ 7 ของโลก ที่ครอบครองอาวุธมรณะดังกล่าว

    จนถึงขั้นดำเนินการเรียกเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส ประจำสหรัฐฯและออสเตรเลีย กลับประเทศเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต้องต่อสายเคลียร์ใจกับ เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ง้อให้ส่งทูตกลับมาดังเดิม

    แต่สำหรับออสเตรเลียนั้น ยังไม่มีท่าทีว่าจะคุยกันได้ โดยมีรายงานข่าวว่า บริษัทต่อเรือนาวัล กรุ๊ป ที่รัฐบาลฝรั่งเศสถือหุ้นใหญ่ จะดำเนินการส่งใบเสร็จเก็บเงินแก่รัฐบาลออสเตรเลียในเร็ววัน เพื่อเช็กบิลกรณีล้มดีลจัดซื้อเรือดำน้ำ พร้อมเผยว่า จนถึงปัจจุบันทางบริษัทลงเงินไปกับโครงการต่อเรือดำน้ำให้ออสเตรเลียแล้วกว่า 1,100 ล้านดอลลาร์ (กว่า 35,200 ล้านบาท) แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะงบก้อนนี้ ออสเตรเลียจ่ายมาแล้ว

    ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลฝรั่งเศสโวยวายต่อเนื่องว่า “ถูกแทงข้างหลัง” “คิดว่าเคยเป็นเพื่อนกัน” “พวกฉวยโอกาส” และอื่นๆอีกสารพัด แต่เอาเข้าจริงแล้ว เป็นเช่นนั้นจริงๆหรือเปล่า?

    ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2559 รัฐบาลออสเตรเลียได้ประกาศเปิดประมูลโครงการ “SEA1000” จัดซื้อเรือดำน้ำรุ่นใหม่ จำนวน 12 ลำ เพื่อมาทดแทนเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าชั้นคอลลินส์ฝูงเดิม 6 ลำ ที่กำลังจะหมดอายุประจำการในอีกไม่กี่ปี โดยตั้งงบประมาณไว้ไม่เกิน 40,000 ล้านดอลลาร์ (กว่า 1.32 ล้านล้านบาท)

    ครั้งนั้นมีทั้งหมด 3 บริษัทที่ยื่นซองเข้าร่วมการประมูล คือ 1.บริษัทไธส์เซน กรุ๊ป ของเยอรมนี เสนอเรือดำน้ำ “รุ่น 214” เวอร์ชันปรับปรุง ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นตรงความต้องการของออสเตรเลีย โดยจะเปลี่ยนชื่อเรียกเป็น“รุ่น 216” พร้อมคิดค่าใช้จ่ายประมาณครึ่งเดียวของเพดานงบที่ออสเตรเลียตั้งไว้ 2.บริษัทอุตสาหกรรมหนักมิตซูบิชิ-คาวาซากิ ของญี่ปุ่น เสนอเรือดำน้ำชั้น “โซริว” เรือดำน้ำรุ่นใหม่ที่อยู่ระหว่างต่อให้กองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นพอดี ซึ่งสเปกและความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับออสเตรเลียในช่วงนั้นอยู่ในช่วงขาขึ้น จนเชื่อกันว่าจะชนะประมูล

    และ 3.บริษัทนาวัล กรุ๊ป ของฝรั่งเศส เสนอเรือดำน้ำรุ่นใหม่ที่กองทัพเรือฝรั่งเศสเพิ่งนำเข้าประจำการ ชั้น “บาร์ราคูดา” แต่จะปรับโครงสร้างให้ใหม่ เปลี่ยนจากพลังงานนิวเคลียร์เป็นดีเซล-ไฟฟ้า ตามสเปก พ่วงด้วยเทคโนโลยีขับเคลื่อนแบบเงียบพิเศษระดับเดียวกับเรือดำน้ำนิวเคลียร์รุ่นใหม่ของสหรัฐฯ ชั้น “เวอร์จิเนีย” หรือ “ซีวูล์ฟ” ซึ่งเกินสเปกโครงการของออสเตรเลีย ภายใต้ชื่อรหัส “ชอร์ตฟิน บาร์ราคูดา บล็อก 1 เอ” (หรือบาร์ราคูดาครีบสั้น) โดยมีราคาเกือบเต็มเพดานงบ

    ผลสรุป เรือดำน้ำของเยอรมนี มีเสียงเล่าว่าไม่ผ่านเรื่องโครงสร้าง ส่วนของญี่ปุ่นติดที่อายุการใช้งาน 20 ปี แต่ออสเตรเลียต้องการ 30 ปี ขณะที่ของฝรั่งเศสปิดดีลได้ เนื่องจากตรงตามเงื่อนไข พร้อมทั้งบริษัทมีขีดความสามารถในการเข้ามาต่อเรือดำน้ำในอู่ของออสเตรเลีย การถ่ายทอดเทคโนโลยี ไปจนถึงการประสานงานกับผู้รับเหมาสหรัฐฯ เนื่องจากออสเตรเลียต้องการเรือดำน้ำฝรั่งเศสก็จริง แต่อุปกรณ์การรบภายในทั้งหมดต้องการของอเมริกัน

    อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลายสิ่งก็ถาโถมเข้ามาเต็มไปหมด ทั้งเรื่องความล่าช้า การขาดรายละเอียดของการก่อสร้าง การตั้งชื่อคลาสของเรือดำน้ำรุ่นใหม่ ให้เรียกว่า “แอทแท็ก” (Attack) ที่กว่าจะคลอด และที่สำคัญงบ ประมาณของโครงการในด้านต่างๆก็เพิ่มขึ้นเป็นระยะๆ จากเดิม 40,000 ล้านดอลลาร์ (กว่า 1.32 ล้านล้านบาท) ก็กลายเป็นเกือบ 70,000 ล้านดอลลาร์ (กว่า 2.3 ล้านล้านบาท) หรือเกือบเท่าตัวของเพดานงบ เช่นเดียวกับคำถามสำคัญจากทางออสเตรเลียว่า ทำไมกองทัพฝรั่งเศสใช้งบก่อสร้างเรือดำน้ำนิวเคลียร์ชั้นบาร์ราคูดา 6 ลำ ของตัวเองเพียง 10,000 ล้านดอลลาร์ (กว่า 330,000 ล้านบาท)

    อีกทั้งสัญญาที่ลงนามกันระหว่างออสเตรเลีย-ฝรั่งเศส มีเงื่อนไขว่า ออสเตรเลียสามารถจ่ายเงินเพื่อทิ้งโปรเจกต์ได้ และการดำเนินงานจะทำกันไปทีละขั้นตอน เพื่อบังคับให้นาวัล กรุ๊ป ปิดงานไปทีละอย่าง ทำยังไม่ครบก็ไปต่อไม่ได้ ซึ่งกรณีนี้ก็พบว่า เพียงแค่ขั้นตอนการดีไซน์ออกแบบขั้นแรก ก็ล่าช้าไปกว่า 2 ปีแล้ว

    ประเด็นเหล่านี้ จึงทำให้เดือน ม.ค. ที่ผ่านมา รัฐบาลออสเตรเลียได้ประกาศว่า ควรจะมี “แผนสำรอง” นอกเหนือจากเรือดำน้ำฝรั่งเศส ตามด้วยเดือน มิ.ย. ประกาศอัปเกรดปรับปรุงสมรรถนะเรือดำน้ำเก่าชั้นคอลลินส์ 6 ลำ ซึ่งทางฝรั่งเศสเองก็รับรู้ความกังวล โดยหลักฐานบันทึกการประชุมในสภาฝรั่งเศส ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า มีการหารือเรื่องออสเตรเลียไม่โอเคกับปัญหาความล่าช้า และความเป็นไปได้ที่ออสเตรเลียจะกระโดดหนีไปหาผู้ค้าเจ้าอื่น

    จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมสหรัฐฯ อังกฤษ ถึงมาคว้าพุงปลาไปกิน และทางฝรั่งเศสที่มีหลักฐานปรากฏออกมาว่า พอรู้ตัวอยู่บ้างว่าจะโดนเท ก็ออกมาแก้เกี้ยวทีหลังว่า ออสเตรเลียอยากได้เรือดำน้ำนิวเคลียร์ทำไมไม่บอกกัน.

    วีรพจน์ อินทรพันธ์

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      ออกัสAUKUSสหรัฐอังกฤษออสเตรเลียพันธมิตรชาติตะวันตกวีรพจน์ อินทรพันธ์7 วันรอบโลก

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันเสาร์ที่ 16 ตุลาคม 2564 เวลา 21:30 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์