ส่องความสำเร็จ เดนมาร์กชาติแรกในยุโรป เตรียมถอดมาตรการโควิดทั้งหมด

ข่าว

    ส่องความสำเร็จ เดนมาร์กชาติแรกในยุโรป เตรียมถอดมาตรการโควิดทั้งหมด

    ไทยรัฐออนไลน์
    13 ก.ย. 2564 08:49 น.
    SHARE

    ส่องความสำเร็จ เดนมาร์กชาติแรกในยุโรป เตรียมถอดมาตรการโควิดทั้งหมด

    ไทยรัฐออนไลน์

    13 ก.ย. 2564 08:49 น.
    • รัฐบาลเดนมาร์กประกาศแผนยกเลิกมาตรการโควิดที่ยังเหลืออยู่ออกทั้งหมด เหลือเพียงคุมเข้มพรมแดน หลังระบุว่าการแพร่ระบาดอยู่ในจุดที่ "ควบคุมได้"
    • ขณะที่เดนมาร์กซึ่งใช้วัคซีนไฟเซอร์และโมเดอร์นาเป็นหลัก ได้ฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ให้ประชาชนครบโดสแล้วถึงกว่า 73% ขณะที่ในกลุ่มประชากรสูงวัย 65 ปีขึ้นไปมีการฉีดไปแล้วถึง 96% และได้เริ่มฉีดเข็ม 3 ให้กับประชาชนไปแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
    • หลายประเทศแถบยุโรปยังต้องรับมือกับโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาที่ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นอีก และทำให้รัฐบาลยังต้องกลับมาบังคับใช้มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดรอบใหม่ 

    ช่วงเดือนที่ผ่านมาสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในเดนมาร์กเริ่มดีขึ้นตามลำดับ รัฐบาลได้ปล่อยให้การจัดอันดับโรคโควิดเป็นวิกฤติร้ายแรงต่อสังคม หมดอายุไปเมื่อ 10 ก.ย. โดยไม่ขยายเวลา ขณะที่กำลังจะยกเลิกมาตรการโควิดที่ยังเหลือบังคับใช้มีเพียงไม่กี่รายการ รวมไปถึง ให้ประชาชนแสดง "โคโรนา พาส" (Coronapas) เอกสารการยืนยันการฉีดวัคซีนครบโดสเวลาจะเข้าร้านอาหาร บาร์ สนามกีฬา โรงภาพยนตร์ หรือสถานที่ในร่มต่างๆเพื่อให้มั่นใจว่า ฉีดวัคซีนครบ หายป่วยแล้ว หรือปลอดเชื้อ ที่เริ่มใช้มาตั้งแต่ มี.ค.ปีนี้ และเริ่มทยอยยกเลิกใช้ในสถานที่บางแห่งอย่างพิพิธภัณฑ์ สถานที่จัดกิจกรรมในร่ม ที่มีคนเข้าร่วมไม่ถึง 500 คนแล้วตั้งแต่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา

    ขณะที่มาตรการบังคับให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัยเวลาไปที่สาธารณะได้มีการประกาศยกเลิกไปแล้วตั้งแต่เมื่อช่วงกลางเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา 

    นายมักนุส ฮิวนิเก รัฐมนตรีสาธารณสุขเดนมาร์ก บอกว่า รัฐบาลพยายามทำตามสัญญาที่ให้ไว้มาตลอด ว่าจะยกเลิกมาตรการที่ไม่จำเป็นออกไป และตอนนี้เดนมาร์กก็มาถึงจุดที่มีการฉีดวัคซีนให้ประชาชนในอัตราสูง โดยขณะนี้ชาวเดนมาร์กฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ครบโดสแล้วถึงกว่า 73% ขณะที่ในกลุ่มประชากรสูงวัย 65 ปีขึ้นไป มีการฉีดไปแล้วถึง 96%

    เดนมาร์ก เป็นประเทศสมาชิกอียูในกลุ่มสแกนดิเนเวีย ที่มีประชากรเพียง 5.8 ล้านคน นับตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19 เดนมาร์กมีอัตราการติดเชื้อและเสียชีวิตไม่มาก และเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ของอียู ที่ประกาศเปิดเศรษฐกิจได้ก่อนใคร ส่วนหนึ่งของความสำเร็จในการแก้ปัญหาโควิดของรัฐบาล มาจากการได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในระดับสูง 

    ขณะที่อัตราการติดเชื้อโควิด-19 ต่อประชากร 1 แสนคนของเดนมาร์ก อยู่ที่ 113 คน เทียบกับสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ที่ 333 คน ของอังกฤษอยู่ที่ 355 คน และของเยอรมนีอยู่ที่ 77 คน ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีผู้ติดเชื้อใหม่เฉลี่ยวันละ 400-500 ราย และมีผู้เสียชีวิตวันละไม่เกิน 5 ศพ

    ปัจจัยความสำเร็จของเดนมาร์ก

    เมื่อช่วงต้นเดือน พ.ค.ปีที่แล้ว ในขณะที่ทั่วโลกกำลังเผชิญการแพร่ระบาดอย่างหนัก เดนมาร์กมีผู้ติดเชื้อประมาณ 9,300 ราย เสียชีวิตรวม 460 ศพ ในขณะที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งอยู่ไกลกันเพียง 1,000 กม. และมีจำนวนประชากรพอๆ กัน กลับมีจำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตมากกว่าเดนมาร์กถึง 3 เท่า นอกจากข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่เป็นเกาะยื่นออกไปในทะเล มีเพื่อนบ้านพรมแดนติดกันทางบกเพียงประเทศเดียวคือเยอรมนี ตลอดจนความหนาแน่นของประชากรอยู่ในระดับต่ำ ยังเป็นผลงานของรัฐบาลในการแก้ปัญหาแบบรวดเร็วและเด็ดขาด

    ต้องเรียกได้ว่ารัฐบาลเดนมาร์ก เป็นหนึ่งในรัฐบาลแรกๆ ของยุโรปที่ประกาศล็อกดาวน์และปิดพรมแดนก่อนใคร รัฐบาลประกาศห้ามการออกไปพบปะสังสรรค์กันในกิจกรรมที่มีคนหมู่มาก สั่งปิดสถานที่ไม่จำเป็นต้องเปิดให้บริการทั่วประเทศ ออกคำเตือนประชาชนให้ระวังการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ และการเดินทางทุกประเภท ให้ออกนอกบ้านเฉพาะที่จำเป็นจริงๆ จนเกิดเป็น "นิวนอร์มอล" สำหรับชาวเดนมาร์ก 

    เมื่อเดือน มี.ค. 63 นายกรัฐมนตรีหญิงเมตเต เฟรเดริคเซน ประกาศปิดโรงเรียนและมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 แห่งเดนมาร์ก ทรงออกมาตรัสให้ขวัญกำลังใจพสกนิกรให้อดทนและปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโควิด ซึ่งต่อมามาตรการต่างๆ ก็ได้ถูกบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ

    นอกจากนี้ก็เป็นเรื่องของระบบสวัสดิการ การให้บริการสาธารณสุขของเดนมาร์กยังจัดว่าเพียบพร้อมในระดับต้นๆ ของโลก โรงพยาบาลและคลินิกของรัฐที่ให้บริการฟรี มีคุณภาพดีมีจำนวนมาก มีระบบการคัดกรอง และเตรียมพร้อมรับผู้ป่วยอาการหนัก 

    ขณะเดียวกัน เดนมาร์กเป็นประเทศที่ผู้คนถือว่ามีความเชื่อใจและเชื่อมั่นเป็นส่วนสำคัญสูงสุด ประชาชนมีความเชื่อใจในรัฐบาลและบรรดานักการเมืองของตัวเอง และเป็นสังคมที่แทบไม่มีการเผยแพร่หรือสนใจข่าวลือ ทฤษฎีสมคบคิดเกี่ยวกับโควิด-19 ถ้าเทียบกับหลายประเทศในยุโรป อย่างฝรั่งเศส ที่ข่าวลือทำให้เกิดกระแสต่อต้านมาตรการล็อกดาวน์ และโครงการฉีดวัคซีนต่างๆ 

    ไม่ประมาทและเฝ้าระวังต่อเนื่อง

    หลังจากรัฐบาลเดนมาร์กออกมาประกาศความสำเร็จในการควบคุมโควิด-19 และเตรียมยกเลิกมาตรการโควิดที่เหลือทั้งหมด ทางด้านนายฮันส์ ครูจ ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกประจำภูมิภาคยุโรป ออกมาเตือนว่า การฉีดวัคซีนให้กับประชาชนได้มากยังไม่ได้หมายความว่าจะยุติการแพร่ระบาดได้ แต่ช่วยป้องกันไม่ให้ประชาชนล้มป่วยหนักและเสียชีวิต โดยเชื่อว่าเชื้อไวรัสจะยังอยู่กับเดนมาร์ก และมีการกลายพันธุ์ไปอีกหลายปีนับจากนี้ ทำให้แต่ละประเทศต้องมีการวางแผนการฉีดวัคซีนอย่างดี 

    ขณะที่รัฐบาลเดนมาร์กได้เริ่มฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ให้กับประชาชนกลุ่มเสี่ยงแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยรัฐมนตรีสาธารณสุขของเดนมาร์กให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ระบุว่า วัคซีนมีส่วนสำคัญที่ทำให้เดนมาร์กกลับสู่ภาวะปกติได้ก็จริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าในวันข้างหน้าจะไม่มีความเสี่ยงอีกแล้ว เนื่องจากเชื้อไวรัสได้มีการกลายพันธุ์ไปหลายครั้ง ทำให้ไม่สามารถรับรองอะไรได้ แต่การฉีดวัคซีนให้กับประชาชนไปเป็นจำนวนมากแล้วถือเป็นการรับมือที่ดี จากนี้ไปเดนมาร์กยังต้องเฝ้าระวังจำนวนผู้ป่วยอาการหนักที่รับการรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล

    สถานการณ์โควิดในประเทศอื่นๆ ของยุโรป

    การระบาดของโควิด-19 กลายพันธุ์ สายพันธุ์เดลตา ได้ทำให้สถานการณ์ในหลายประเทศของยุโรปเปลี่ยนไป อย่างเนเธอร์แลนด์ ที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลงจนรัฐบาลสามารถยกเลิกมาตรการป้องกันโควิดทั้งหมดเมื่อเดือน มิ.ย. ก่อนที่จะพบการระบาดของสายพันธุ์เดลตา ซึ่งทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อพุ่งขึ้นไป 500% ภายในสัปดาห์เดียว ส่งผลให้ต้องกลับมาล็อกดาวน์กันอีกรอบใน 2 สัปดาห์ต่อมา ในตอนนี้นายกรัฐมนตรีมาร์ค รูทท์ ถึงกับออกมายอมรับว่าเป็นการคำนวณที่ผิดพลาดต่อสถานการณ์ 

    ในขณะที่เมื่อเดือน มิ.ย. รัฐบาลไอซ์แลนด์เพิ่งประกาศยกเลิกมาตรการโควิดไป แต่ก็ต้องกลับมาบังคับใช้อีกครั้ง หลังจากจำนวนผู้ติดเชื้อกลับมาเพิ่มขึ้นอีกรอบ

    ส่วนที่อังกฤษ จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ยังอยู่ที่เกือบ 3 หมื่นรายต่อวัน จำนวนผู้เสียชีวิตวันละเกือบ 200 ศพ นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน เตรียมประกาศ "แผนป้องกันโควิดฤดูหนาว" ในวันที่ 14 ก.ย.นี้ เพื่อป้องกันไม่ให้บุคลากรทางแพทย์ต้องรับมือสถานการณ์เสี่ยง แต่ระบุว่า คงจะไม่มีมาตรการล็อกดาวน์เพิ่มเติมจากที่เป็นอยู่ นอกจากนี้จะประกาศแผนฉีดวัคซีนเข็ม 3 ให้กับประชาชนกลุ่มเสี่ยง หลังได้รับคำแนะนำจากคณะกรรมการด้านวัคซีนว่า วัคซีนเข็มที่ 3 มีความจำเป็น หลังพบว่าประชาชนที่มีระบบภูมิคุ้มกันต่ำประมาณ 40% มีระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองต่อเชื้อโรคลดลง มีการป้องกันการติดเชื้อลดลง หลังฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มไปแล้ว  

    ในขณะที่ฝรั่งเศส มีตัวเลขการฉีดวัคซีนให้ประชาชนครบโดสแล้ว 68% มีประชาชนได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โดสแล้ว 73% ขณะเดียวกันฝรั่งเศสได้ฉีดวัคซีนบูสเตอร์เข็ม 3 ให้กับประชาชนกลุ่มเสี่ยงไปแล้วกว่า 250,000 ราย และกำลังมีการพูดถึงเข็มที่ 4 ที่จะมีขึ้นในช่วง 3-6 เดือน หลังจากได้รับวัคซีนเข็มที่ 3 ส่วนตัวเลขการติดเชื้อรายใหม่ของฝรั่งเศสอยู่ที่ประมาณวันละ 1 หมื่นราย เสียชีวิตวันละประมาณ 100 ศพ จำนวนผู้ป่วยสะสมอยู่ที่ 6.8 ล้านราย จำนวนผู้เสียชีวิตรวมแล้ว 115,488 ศพ.

    ผู้เขียน : เพ็ญโสภา สุคนธรักษ์

    ข้อมูล : AljazeeraFrance24PoliticoBBC

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      โควิด-19สถานการณ์โควิดโควิดวันนี้วัคซีนโควิดspecial contentล็อกดาวน์เดนมาร์กข่าวต่างประเทศข่าวต่างประเทศล่าสุดข่าวต่างประเทศวันนี้

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน 2564 เวลา 19:14 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์