ส่องผลวิจัยล่าสุด ติดเชื้อโควิดเสี่ยงเกิดลิ่มเลือดอุดตัน สูงกว่าฉีดวัคซีนกว่า 200 เท่า

ข่าว

ส่องผลวิจัยล่าสุด ติดเชื้อโควิดเสี่ยงเกิดลิ่มเลือดอุดตัน สูงกว่าฉีดวัคซีนกว่า 200 เท่า

ไทยรัฐออนไลน์
1 ก.ย. 2564 08:00 น.
SHARE

ส่องผลวิจัยล่าสุด ติดเชื้อโควิดเสี่ยงเกิดลิ่มเลือดอุดตัน สูงกว่าฉีดวัคซีนกว่า 200 เท่า

ไทยรัฐออนไลน์

1 ก.ย. 2564 08:00 น.
  • ผลการศึกษาล่าสุดจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดที่ตีพิมพ์ในวารสาร บริติช เมดิคอล ชี้ว่า ผู้ติดเชื้อโควิดมีความเสี่ยงเกิดลิ่มเลือดอุดตันสูงกว่าผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนแอสตราเซเนกามากกว่า 200 เท่า
  • การศึกษาครั้งนี้ซึ่งเป็นการรวบรวมข้อมูลจากประชากร 29 ล้านคน พบว่าผู้ที่เกิดอาการลิ่มเลือดอุดตันจากการฉีดวัคซีนแอสตราเซเนกาอยู่ที่ 66 รายต่อผู้ที่รับวัคซีน 10 ล้านคน ขณะที่พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 มีอาการลิ่มเลือดอุดตันถึง 12,614 รายต่อ 10 ล้านคน
  • สิ่งสำคัญที่นักวิจัยพบคือความเสี่ยงของโรคที่เกิดจากการฉีดวัคซีนจะเป็นความเสี่ยงเพียงระยะสั้น แต่ความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนเนื่องด้วยการติดเชื้อโควิดจะเป็นความเสี่ยงในระยะที่ยาวนานกว่า และยังพบด้วยว่าความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันจะยิ่งเพิ่มสูงมากขึ้นสำหรับคนที่ยังไม่ได้รับวัคซีน

ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมามีรายงานและผลวิจัยที่ชี้ว่า วัคซีนแอสตราเซเนกามีความเสี่ยงทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตัน จนหลายชาติในสหภาพยุโรปต้องสั่งระงับการใช้วัคซีน รวมทั้งต้องเฉพาะเจาะจงใช้งานกับผู้สูงอายุมาแล้ว แม้แต่ประเทศอังกฤษเองซึ่งเป็นแหล่งผลิตวัคซีนก็ยังต้องให้วัคซีนตัวนี้เฉพาะกับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปเท่านั้น แต่ผลการศึกษาล่าสุดจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดที่ตีพิมพ์ในวารสาร บริติช เมดิคอล กลับชี้ว่า ผู้ติดเชื้อโควิดเองกลับมีความเสี่ยงเกิดลิ่มเลือดอุดตัน สูงกว่าผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนแอสตราเซเนกามากกว่า 200 เท่า

การศึกษาวิจัยครั้งนี้ นับเป็นการรวบรวมศึกษาข้อมูลครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยนักวิจัยได้เก็บข้อมูลทางการแพทย์ของประชากรถึง 29 ล้านคนในอังกฤษ ทั้งในกลุ่มผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 และกลุ่มที่ได้รับวัคซีนจนถึงช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา เพื่อตรวจสอบกรณีที่มีลิ่มเลือดเกิดขึ้นภายใน 28 วัน หลังการฉีดวัคซีนหรือหลังการติดเชื้อ โดยพบว่ามีผู้ที่เกิดอาการลิ่มเลือดอุดตันจากการฉีดวัคซีนแอสตราเซเนกา 66 รายต่อ ผู้ที่รับวัคซีน 10 ล้านคน ขณะที่พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 มีอาการลิ่มเลือดอุดตันถึง 12,614 รายต่อ 10 ล้านคน

ขณะที่ผู้ที่ได้รับวัคซีนต้านโควิด-19 จากไฟเซอร์ ซึ่งใช้เทคโนโลยี mRNA ในการผลิต แตกต่างจากวัคซีนแอสตราเซเนกา นักวิจัยไม่พบความเชื่อมโยงใดๆ ระหว่างการฉีดวัคซีนกับภาวะลิ่มเลือดอุดตันหรือภาวะเกล็ดเลือดต่ำ ผลการศึกษาล่าสุดนี้จึงเป็นการยืนยันให้ประเทศที่ยังกังวลต่อการใช้งานวัคซีนแอสตราเซเนกา ให้หันกลับมาใช้งานวัคซีนตัวนี้ต่อไป เพื่อที่จะได้ช่วยรักษาชีวิตคนจำนวนมากจากไวรัสร้ายเอาไว้

ทั้งนี้ ในช่วงการกระจายวัคซีนให้แก่ประชาชนในอังกฤษช่วง 4 เดือนแรก ประชาชนราว 19.6 ล้านคนได้รับวัคซีนแอสตราเซเนกาของออกซ์ฟอร์ด และอีก 9.5 ล้านคนได้รับวัคซีนจากไฟเซอร์ ในขณะที่มียอดผู้ติดเชื้อโควิด 1.7 ล้านคน โดยทีมนักวิจัยที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทีมวิจัยที่พัฒนาวัคซีนแอสตราเซเนกา ได้เก็บข้อมูลการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล และการเสียชีวิต จากภาวะเกล็ดเลือดต่ำ และลิ่มเลือดอุดตันทั้งในเส้นเลือดและหลอดเลือดแดง ภายในระยะเวลา 28 วัน หลังจากได้รับวัคซีน ซึ่งทางทีมวิจัยประมาณการณ์ว่า ผู้ที่รับวัคซีนแอสตราเซเนกาโดสแรก 10 ล้านคน จะพบผู้ที่มีอาการเกี่ยวข้องกับภาวะเกล็ดเลือดต่ำราว 107 คน ในช่วง 8-14 วันหลังจากฉีดวัคซีนแล้ว

แต่สำหรับผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19  จะมีเคสที่พบภาวะเกล็ดเลือดต่ำ 934 ราย ต่อผู้ป่วย 10 ล้านคน และความเสี่ยงนี้จะยังคงสูงอยู่ในระยะ 28 วัน โดยภาวะเกล็ดเลือดต่ำหรือเกล็ดเลือดน้อย คือ ภาวะที่เลือดมีเกล็ดเลือดน้อยกว่าปกติเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการเลือดออกผิดปกติเมื่อบาดเจ็บหรือมีแผล

ศาสตราจารย์ อซิส ชีค หนึ่งในทีมวิจัยระบุว่า ความเสี่ยงของภาวะเกล็ดเลือดต่ำที่เกิดขึ้นกับวัคซีนต้านโควิด-19 ของแอสตราเซเนกาคล้ายคลึงกับวัคซีนอื่นๆ ที่เคยใช้ในอังกฤษมาก่อน เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ส่วนภาวะลิ่มเลือดอุดตันในเส้นเลือด พบว่ามีผู้ที่เกิดอาการลิ่มเลือดอุดตันจากการฉีดวัคซีนแอสตราเซเนกา 66 รายต่อ ผู้ที่รับวัคซีน 10 ล้านคน เปรียบเทียบกับผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 มีอาการลิ่มเลือดอุดตันถึง 12,614 รายต่อ 10 ล้านคน

นอกจากนี้นักวิจัยยังพบความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองกับกลุ่มที่ได้รับวัคซีนจากไฟเซอร์เกิดขึ้นราว 143 ราย จากผู้รับวัคซีนไฟเซอร์ 10 ล้านคน แต่ความเสี่ยงนี้จะพบในช่วง 15-21 วันหลังจากรับวัคซีนแล้วเท่านั้น ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ติดเชื้อโควิด-19 แล้ว พบว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหลอดเลือดสมองมากกว่าถึง 10 เท่า หรือคิดเป็น 1,699 รายต่อคนที่ติดเชื้อโควิด 10 ล้านคน โดยมีความเสี่ยงเป็นระยะเวลา 28 วัน หลังจากติดเชื้อ โดยนักวิจัยไม่พบความเชื่อมโยงของความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมองกับวัคซีนจากแอสตราเซเนกาแต่อย่างใด

ส่วนความเสี่ยงในการเกิดภาวะหลอดเลือดดำอุดตัน ในกลุ่มผู้ที่รับวัคซีนแอสตราเซเนกา พบว่ามีความเสี่ยงอยู่ที่ 7 ราย ต่อ 10 ล้านคน ขณะที่ผู้ป่วยโควิดจะมีความเสี่ยงภาวะหลอดเลือดดำอุดตัน 20 ราย ต่อ 10 ล้านคน

ศาสตราจารย์ จูเลีย ฮิปพิสลีย์ ค็อกซ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยาคลินิก จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ผู้เขียนงานวิจัยดังกล่าว ระบุว่า ความเสี่ยงที่จะเกิดโรคต่างๆ เหล่านี้จะเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ หลังจากการรับวัคซีนเท่านั้น ขณะที่คนที่ติดเชื้อโควิดจะมีช่วงเวลาความเสี่ยงที่จะเกิดโรคได้ยาวนานกว่า

ศาสตราจารย์ ฮิปพิสลีย์ ค็อกซ์ยังระบุด้วยว่า มันมีความเป็นไปได้เสมอ ที่อาจจะเกิดผลข้างเคียงที่ไม่คาดคิดจากยาทุกประเภท ซึ่งการศึกษาครั้งนี้นับเป็นการเปิดเผยข้อมูลที่ให้รายละเอียดมากที่สุด และน่าจะเกิดประโยชน์มากที่สุด หากเทียบกับงานวิจัยที่มีข้อจำกัดในการเก็บข้อมูล

โดยการบันทึกข้อมูลด้านสุขภาพทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะข้อมูลการฉีดวัคซีน ข้อมูลการติดเชื้อ ผลการรักษา และตัวชี้วัดต่างๆ ทำให้นักวิจัยมีข้อมูลมากมายเพื่อนำไปใช้ประเมินผลการฉีดวัคซีนแต่ละตัว และสามารถเปรียบเทียบความเสี่ยงต่างๆ จากการติดเชื้อโควิด-19 ได้ง่ายขึ้น

ดร.ปีเตอร์ อิงลิช ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อ ระบุว่า ทางการแพทย์จะทราบกันดีว่า เชื้อโควิดและโรคติดเชื้ออื่นๆ เช่น ไข้หวัดใหญ่ สามารถทำให้เกิดการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ซึ่งจะนำไปสู่ภาวะหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมองได้อยู่แล้ว
งานวิจัยชิ้นนี้จึงแสดงให้เห็นชัดเจนว่าโอกาสที่จะเกิดภาวะลิ่มเลือดจากการฉีดวัคซีนยังน้อยกว่าการที่ติดเชื้อโควิดหลายเท่า ดังนั้นประชาชนควรที่จะรีบฉีดวัคซีนเพื่อลดความเสี่ยงภาวะโรคแทรกซ้อนเหล่านี้ ดีกว่าจะเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 และเสี่ยงกับภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ที่สูงกว่าเดิม

โดยอัตราการติดเชื้อโควิดในอังกฤษขณะนี้อยู่ในอัตราที่ค่อนข้างสูงมาก และเชื้อกลายพันธุ์เดลตากำลังเป็นสายพันธุ์หลักในการแพร่ระบาด ดังนั้นคนที่ยังไม่ได้รับวัคซีนจะมีโอกาสสูงมากที่จะติดเชื้อ การที่นักวิจัยมีการเก็บรวบรวมข้อมูลได้มากขึ้น ก็จะทำให้นักวิจัยสามารถทำการเปรียบเทียบข้อมูลได้แม่นยำมากขึ้น อย่างเช่นวัคซีนตัวใดเหมาะกับคนกลุ่มอายุ หรือเพศใดมากกว่า ซึ่งจะทำให้ผู้รับวัคซีนมีความมั่นใจในการไปรับวัคซีนมากขึ้นในอนาคต.

ผู้เขียน : อาจุมมาโอปอล

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    โควิด-19special contentออกซ์ฟอร์ดผลวิจัยล่าสุดลิ่มเลือดอุดตันการฉีดวัคซีนแอสตราเซเนกาไฟเซอร์ข่าวต่างประเทศข่าวต่างประเทศล่าสุดข่าวต่างประเทศวันนี้ต่างประเทศข่าวรอบโลก

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันพฤหัสที่ 16 กันยายน 2564 เวลา 00:34 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์