ชาวอัฟกานิสถานเสียชีวิตเพิ่มอีก 7 ศพที่สนามบินกรุงคาบูล ในขณะที่ประชาชนเกือบ 20,000 คน กำลังรออพยพออกจากประเทศ เพื่อหนีการปกครองของกลุ่มตาลีบัน
สำนักข่าว บีบีซี รายงานว่า ผ่านไปแล้ว 1 สัปดาห์หลังจากกลุ่มตาลีบันยึดกรุงคาบูล สนามบินในเมืองหลวงแห่งนี้กลายเป็นจุดศูนย์กลางแห่งความวุ่นวาย เนื่องจากประชาชนหลายหมื่นคน ทั้งเจ้าหน้าที่ต่างชาติ, ล่ามชาวอัฟกัน กับผู้หญิงที่ตอนนี้ตกอยู่ในความเสี่ยงภายใต้การปกครองของตาลีบัน มารวมตัวกันเพื่อหลบหนีออกจากประเทศ
จนถึงช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ 22 ส.ค. 2564 จำนวนผู้ที่รอดขึ้นเครื่องบินในสนามบินคาบูลเพิ่มขึ้นเป็น 18,500 คน และอีกว่า 2,000 คนติดอยู่ที่ประตูเพื่อรอเข้าไปด้านใน
แหล่งข่าวบอกกับซีเอ็นเอ็นว่า หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้น คือการที่สหรัฐฯ ตัดสินในออกวีซ่าผู้อพยพกรณีพิเศษ (Special Immigrant Visa : SIV) ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยไม่มีชื่อหรือหมายเลขเอกสาร แล้ววีซ่าดังกล่าวก็ก๊อบปี้ด้วยการถ่ายภาพหน้าจอ แล้วส่งต่อจากชาวอัฟกันที่มีคุณสมบัติครบสำหรับได้รับวีซ่า ไปยังชาวอัฟกันอีกหลายพันคนที่ไม่เข้าเกณฑ์
...
แหล่งข่าวคนเดิมบอกด้วยว่า เกิดกรณีสมาชิกครอบครัวที่ได้อพยพ ต้องพลัดพรากจากกันและถูกส่งไปคนละประเทศด้วย อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจ และไม่ได้เป็นความผิดของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ทั้งหมด แต่เป็นเพราะครอบครัวที่พลัดหลงกัน แยกกันมาที่สนามบิน หรืออาจพลัดหลงกันระหว่างเดินทางเข้าไป เนื่องจากความสับสนวุ่นวาย
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตภายในและโดยรอบสนามบินคาบูลแล้วเกือบ 20 ศพ จากหลายสาเหตุทั้งเหยียบกันตายและถูกยิง โดยโฆษกกระทรวงกลาโหมสหราชอาณาจักรเผยว่า ในวันเสาร์ มีพลเรือนอัฟกันเสียชีวิตจากการเหยียบกันอีก 7 ศพ โดย 1 รายเสียชีวิตที่หน้าสนามบิน ส่วนที่เหลือเหตุเกิดที่หน้าโรงแรม บารอน โฮเทล ใกล้กับสนามบิน
ทั้งนี้ สนามบินในกรุงคาบูลเป็นหนึ่งในไม่กี่เส้นทางสำหรับเดินทางออกจากอัฟกานิสถาน โดยจนถึงตอนนี้มีชาวอัฟกานิสถานและชาวต่างชาติได้อพยพออกไปแล้วอย่างน้อย 26,500 คน โดยสหรัฐฯ ขนคนออกไปมากที่สุด ราว 17,000 คน ในจำนวนนี้ประมาณ 2,500 คนเป็นพลเรือนสหรัฐฯ ขณะที่สหราชอาณาจักรอพยพประชาชนออกไป 4,000 คน นับตั้งแต่ 13 ส.ค.