• กลุ่มติดอาวุธตาลีบัน ยึดครองอัฟกานิสถานได้อีกครั้งในรอบ 20 ปี การกลับมาของพวกเขาทำให้เกิดความกังวลอย่างยิ่งว่า ผู้หญิงอัฟกานิสถาน จะต้องกลับไปใช้ชีวิตภายใต้การกดขี่อีกครั้ง

  • ประเด็นเรื่องสิทธิสตรีในอัฟกานิสถาน เป็นเรื่องที่มีการถกเถียงและทำให้เกิดความขัดแย้งมานานนับร้อยปีแล้ว มีทั้งความพยายามสนับสนุนและบ่อนทำลายสลับไปมาตลอดหลายยุคสมัย

  • ตาลีบันกลับมาคราวนี้ พยายามสร้างภาพลักษณ์ที่ดีด้วยการรับประกันเรื่องสิทธิสตรีที่ชาติตะวันตกเป็นกังวล แต่เริ่มมีผู้หญิงหลายออกมาเปิดเผยว่า พวกเธอได้รับการปฏิบัติแทบไม่ต่างจากเมื่อครั้งอดีตเลย

กลุ่มติดอาวุธตาลีบัน ยึดครองอัฟกานิสถานได้อีกครั้งในรอบ 20 ปี หลังจากพวกเขาบุกสายฟ้าแลบยึดเมืองสำคัญต่างๆ และบุกเข้าควบคุมกรุงคาบูลได้สำเร็จภายในระยะเวลาเพียง 10 วันเท่านั้น ช็อกรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ตัดสินใจถอนทหารทั้งหมดออกจากอัฟกานิสถาน เนื่องจากประเมินว่า ตาลีบันน่าจะต้องใช้เวลาประมาณ 90 วันในการยึดเมืองหลวงแห่งนี้

การกลับมาของกลุ่มตาลีบัน ทำให้เกิดความกังวลอย่างยิ่งว่า ผู้หญิงอัฟกานิสถาน โดยเฉพาะคนยุคนี้ ที่เติบโตมาพร้อมกับสิทธิเสรีภาพ จะต้องกลับไปสู่ยุคมืด ที่ถูกตาลีบันปกครองอย่างกดขี่โหดร้ายในช่วงปี 1996-2001 ซึ่งผู้หญิงถูกจำกัดสิทธิ ชนิดที่ไม่สามารถออกจากบ้านได้โดยไม่มีผู้ชายไปด้วย และต้องสวมผ้าคลุมศีรษะตลอดเวลา

เมื่อวันอังคาร (17 ส.ค.) โฆษกตาลีบันออกมาให้คำมั่นว่า พวกเขาจะเคารพสิทธิสตรี ให้พวกเธอได้ทำงาน ได้ศึกษา แต่กำชับด้วยว่า ทั้งหมดต้องอยู่ในกรอบของกฎหมายชาริอะห์ กฎหมายเดียวกับที่พวกเขาใช้เมื่อ 20 ปีก่อน ทำให้ชาวอัฟกานิสถานทำใจเชื่อไม่ลง เพราะมีตัวอย่างให้เห็นในอดีตแล้วว่า คำพูดกับการกระทำของตาลีบันนั้น มักสวนทางกันเสมอ

...

ก่อน-หลังตาลีบัน สิทธิสตรีอัฟกันเป็นอย่างไร?

เชื่อหรือไม่ว่าครั้งหนึ่ง ผู้หญิงอัฟกานิสถานเคยมีสิทธิใกล้เคียงกับเหล่าสตรีในยุโรป แต่เรื่องนั้นต้องย้อนกลับไปกลับไปในยุคการปกครองระบอบกษัตริย์ ในปี 1919 คิงอามานุลเลาะห์ ข่าน ผู้ต้องการทำให้ประเทศทันสมัยเหมือนชาติตะวันตก ทรงออกรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อรับประกันสิทธิสตรีให้เทียบเท่าผู้ชาย ยกเลิกการแต่งงานในเด็ก ไม่สนับสนุนการมีภรรยาหลายคน ลดอำนาจผู้นำศาสนา ผู้หญิงไม่ต้องสวมผ้าปิดหน้าอีกต่อไป และมีการเปิดโรงเรียนสตรีแห่งแรกในกรุงคาบูล

แต่ความเปลี่ยนแปลงที่เร็วเกินไปนำมาซึ่งการต่อต้าน เกิดการจลาจลในอัฟกานิสถานจนคิงอามานุลเลาะห์ต้องสละบัลลังก์ในปี 1929 และมาตรการเกือบทั้งหมดถูกยกเลิกโดยกษัตริย์องค์ต่อมาคือ คิง โมฮัมเหม็ด นานีร์ ชาห์ ทว่าพระองค์ปกครองประเทศได้เพียง 4 ปีก็ถูกลอบปลงพระชนม์ เข้าสู่ยุคของคิง ซาฮีร์ ชาห์ กษัตริย์องค์สุดท้ายของอัฟกานิสถาน พระองค์ทรงสานต่อเจตนารมณ์ของคิงอามานุลเลาะห์ แต่ด้วยความระมัดระวังกว่าเดิม

ในปี 1964 อัฟกานิสถานมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยให้สตรีร่วมร่างด้วย ทำให้ผู้หญิงมีสิทธิ์ในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งและสมัครชิงตำแหน่งในรัฐบาล พวกเธอสามารถทำงาน, ประกอบธุรกิจ และเข้าสู่การเมืองได้เป็นครั้งแรก

การบุกรุกของสหภาพโซเวียตในปี 1979 ทำให้เกิดสงครามกลางเมือง ส่งผลให้สิทธิสตรีเสื่อมถอยลง ผู้ชนะและขับไล่โซเวียตไปได้อย่างกลุ่มตาลีบันขึ้นมาครองอำนาจโดยสัญญาณจะเป็นรัฐบาลที่สงบสุขและทันสมัย แต่ความเป็นจริงกลับต่างออกไป ตลอดการปกครองของตาลีบันช่วงปี 1996-2001 พวกเขาบังคับใช้กฎหมายชาริอะห์ มีการกดขี่และลิดรอนสิทธิ์อย่างหนักโดยเฉพาะผู้หญิง พวกเขาเธอถูกห้ามไปโรงเรียน ห้ามทำงาน ห้ามพูดในที่สาธารณะ ห้ามออกจากบ้านโดยไม่มีผู้ชายไปด้วย และถูกบังคับให้สวมผ้าคลุมหน้าอีกครั้ง

ผู้ที่ฝ่าฝืนกฎจะถูกลงโทษหลากหลายระดับ ตั้งแต่การเฆี่ยนตีในที่สาธารณะ ไปจนถึงปาหินใส่จนตาย ส่งผลให้การฆ่าตัวตายในหมู่สตรีอัฟกันเพิ่มสูงขึ้น ส่วนทางกับการเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุข เพราะการจำกัดการเคลื่อนไหวและต้องไปที่โรงพยาบาลสำหรับสตรีโดยเฉพาะ ผู้หญิงยังถูกตัดขาดจากการเมืองและหน่วยงานรัฐบาลทั้งหมด

หลังกองทัพสหรัฐฯ บุกอัฟกานิสถานในปี 2001 และขับไล่รัฐบาลตาลีบันลงจากอำนาจ พวกเขาดำเนินภารกิจสร้างชาติโดยมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและสตรีเป็นหลัก ในปี 2004 มีการร่างรัฐธรรมนูญรับรอง และกำหนดโควตา เพื่อรับประกันว่าผู้หญิงจะได้มีส่วนร่วมในกระบวนการทางการเมือง ผู้หญิงสามารถเข้าร่วมกองทัพและหน่วยตำรวจ ฝึกฝนเป็นศัลยแพทย์ ผู้พิพากษา และอัยการได้ รวมทั้งทำงานเป็นนักข่าว ล่าม และผู้ประกาศข่าวได้ด้วย

...

ซาบิฮุนเลาะห์ มูจาฮิด โฆษกของกลุ่มตาลีบัน
ซาบิฮุนเลาะห์ มูจาฮิด โฆษกของกลุ่มตาลีบัน

ตาลีบันหวนคืนอำนาจ ความกลัวปกคลุม

หลังจากยึดครองกรุงคาบูลได้สำเร็จ กลุ่มตาลีบันพยายามสร้างภาพลักษณ์ที่เป็นมิตรมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ในการแถลงข่าวครั้งแรกของพวกเขา นายซาบิฮุลเลาะห์ มูจาฮิด โฆษกของกลุ่ม ประกาศนิรโทษกรรมทั่วประเทศ ยืนยันว่าจะไม่มีการตามล่าล้างแค้นผู้ที่เคยทำให้งานกองกำลังต่างชาติ รวมทั้งสัญญาจะไม่ใช้ความรุนแรงกับคนชนกลุ่มน้อยกลุ่มใด

ในด้านสิทธิสตรี นายมูจาฮิดบอกว่า ผู้หญิงจะมีบทบาทมากภายในสังคมของพวกเขา และพวกเธอจะได้รับอนุญาตให้ทำงานภายใต้กรอบที่กำหนดไว้ในกฎหมายชาริอะห์ หรือกฎหมายอิสลาม ขณะที่โฆษกอีกคนคือนาย ซูฮาอิล ชาฮีน กล่าวว่า ตาลีบันจะเคารพสิทธิสตรีและชนกลุ่มน้อย ตามค่านิยมของอิสลาม พวกเขายังบอกว่าต้องการให้ผู้หญิงมาร่วมในรัฐบาลด้วย

แต่ชาวอัฟกานิสถานไม่ค่อยเชื่อคำพูดของตาลีบันเท่าไรนัก นายนาซิม จาวิด แหล่งข่าวของ บีบีซี ผู้รายงานสถานการณ์ในเมืองมาซารีชาริฟ ซึ่งเต็มไปด้วยชนกลุ่มน้อย มาตั้งแต่หลังกรุงแตก เล่าว่า ทุกคนกำลังพยายามทำตัวเป็นปกติ แต่ไม่มีอะไรปกติอีกแล้ว เขารู้สึกหวาดกลัวเข้ากระดูกทุกครั้งที่ออกไปนอกบ้าน เพราะมีตาลีบันอยู่ทุกที่ ความหวาดกลัวกระจายไปทุกแห่งหน ผู้หญิงไม่กล้าออกจากบ้าน สถานีโทรทัศน์ก็หยุดออกอากาศดนตรีและภาพยนตร์ที่เป็นของห้ามของตาลีบันในอดีต

ขณะที่หญิงสาวคนหนึ่งในกรุงคาบูล บอกกับบีบีซีว่า “ตาลีบันบอกให้ทุกคนกลับไปทำงาน แต่ผู้คนหวาดกลัวจนไม่กล้าออกจากบ้าน เราทุกคนพยายามอยู่แต่ในบ้าน” “มีคนมากมายถูกตาลีบันทุบตีที่สนามบินและระหว่างการชุมนุมในจังหวัดนันการ์ฮาร์ รวมทั้งนักข่าว และการค้นบ้านเรือนยังดำเนินแต่ไป แม้จะประกาศนิรโทษกรรมแล้ว”

...

มาลาลา ยูซาฟไซ นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรี เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ
มาลาลา ยูซาฟไซ นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรี เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

เสียงเพรียกจากเหล่าสตรี

มาลาลา ยูซาฟไซ เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ผู้ถูกตาลีบันยิงตั้งแต่อายุ 15 ปี จากความพยายามผลักดันการศึกษาของเด็กหญิงในปากีสถาน เป็นคนแรกๆ ที่ออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ และความปลอดภัยของผู้หญิงและเด็กในอัฟกานิสถาน หลังจากกลุ่มตาลีบันยึดครองกรุงคาบูลได้สำเร็จ

เธอเล่าว่า เธอมีโอกาสคุยกับนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรีหลายคนในอัฟกานิสถาน ซึ่งหลายคนจำได้ว่าเกิดอะไรขึ้นช่วงปี 1996-2001 และพวกเขากังวลมากเรื่องความปลอดภัย, สิทธิ และการไปโรงเรียน “เราเห็นข่าวมากมายว่าผู้หญิงหลายคนเริ่มถูกส่งกลับจากมหาวิทยาลัยแล้ว และผู้หญิงอีกหลายคนถูกขอให้แต่งงานตอนอายุเพียง 15 ปี หรือแค่ 12 ปี”

ขณะที่ผู้หญิงอีกหลายคนออกมาเล่าสิ่งที่ตัวเองเผชิญ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า สัญญาของตาลีบันอาจเป็นเพียงลมปาก และอัฟกานิสถานกำลังย้อนกลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อนอีกครั้ง เช่นกรณีของนางชับนาม ดอว์ราน หนึ่งในผู้ประกาศข่าวหญิงชื่อดังของอัฟกานิสถาน เธอถูกห้ามไม่ให้เข้าสถานีแม้จะสวมผ้าคลุมศีรษะแล้วก็ตาม โดยนักรบตาลีบันที่ยืนคุ้มกันสถานีบอกกับเธอว่า รัฐบาลเปลี่ยนไปแล้ว เธอไม่ได้รับอนุญาตเข้าที่นี่ ให้กลับไปเสีย

หรือกรณีของหญิงอัฟกันผู้ไม่ประสงค์ออกนามคนหนึ่ง บอกกับบีบีซี ว่า เธอถูกนักรบตาลีบันห้ามไม่ให้เข้าสนามบินกรุงคาบูล ที่คนจำนวนมากไปรวมตัวกันเพื่อหวังเดินทางออกนอกประเทศ ทั้งที่เธอมีเอกสารพร้อม ด้วยเหตุผลว่า เธอมาคนเดียว โดยเธอถูกชายถือแส้ 2-3 คนเข้าหาทันทีไปถึงสนามบิน และพวกเขาพยายามถามเธอว่า ทำไมไม่มีผู้ชายมากับเธอด้วย “มันน่ากลัวมาก เหมือนกับฝันร้าย”

เธอบอกด้วยว่า เธอไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงใดๆ ในกลุ่มตาลีบันยุคนี้เลย พวกเขายังป่าเถื่อนเหมือนเมื่อก่อน และเธอกลัวว่า พวกเขาจะไม่ให้เธอออกจากประเทศ “ไม่มีความหวังเหลือแล้ว มันเหมือนเป็นจุดจบของโลก”

...

นักรบตาลีบันเดินลาดตระเวนในกรุงคาบูล โดยมีโปสเตอร์นางแบบหญิงที่ถูกละเลงสีจนเละเทะเป็นฉากหลัง
นักรบตาลีบันเดินลาดตระเวนในกรุงคาบูล โดยมีโปสเตอร์นางแบบหญิงที่ถูกละเลงสีจนเละเทะเป็นฉากหลัง

เผชิญอนาคตที่ไม่แน่นอน

ขณะที่ นางปัชตานา ดูร์รานี นักเคลื่อนไหวหญิง บอกกับบีบีซี ว่า ผู้คนต้องทำความเข้าใจก่อนว่า สิ่งที่ตาลีบันพูดกับสิ่งที่พวกเขาปฏิบัตินั้น เป็นคนละเรื่องกัน “ผู้หญิงในเฮรัต พวกเธอไม่สามารถไปมหาวิทยาลัยได้ ผู้หญิงในกันดาฮาร์ ถูกบอกให้กลับบ้าน ขณะที่ญาติที่เป็นผู้ชายถูกส่งมาทำงานในธนาคารแทนที่พวกเธอ”

นางดูร์รานี กล่าวต่อว่า ตาลีบันพูดถึงสิทธิสตรีในความหมายกว้างๆ พวกเขาพูดถึงสิทธิในการเดินทาง, การเข้าสังคม, สิทธิทางการเมือง, สิทธิในการเป็นผู้แทน หรือ สิทธิในการลงคะแนนเสียงหรือไม่? มันไม่ชัดเจนเลยว่าพวกเขาหมายถึงสิทธิทุกอย่างหรือแค่บางส่วน

หลังจากนี้ ผู้หญิงและเด็กๆ ในอัฟกานิสถานคงได้แต่รอดูว่า ชีวิตที่ไม่แน่นอนของพวกเธอภายใต้การปกครองครั้งใหม่ของกลุ่มตาลีบัน จะดำเนินไปอย่างไร




ผู้เขียน : H2O

ที่มา : bloomberg, bbcfrance24