สหรัฐฯ กำลังเผชิญการระบาดรอบใหม่ของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อ กับผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง ขณะที่ความเร็วในการฉีดวัคซีนกลับชะลอตัวลง

สำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น รายงานว่า การฉีดวัคซีนในสหรัฐฯ ที่ช้าลง และการแพร่กระจายของโควิด-19 เดลตา ซึ่งมีอัตราการติดต่อสูงกว่าสายพันธุ์อื่น ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อในสหรัฐฯ กลับมาพุ่งพรวดอีกครั้ง จนหน่วยงานสาธารณสุขต้องแนะนำให้ประชาชนกลับสวมหน้ากาก และใช้มาตรการป้องกันต่างๆ อีกครั้ง แต่การระบาดยังไม่มีทีท่าจะชะลอตัวลง

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขสหรัฐฯ ระบุว่า การระบาดรอบนี้ถูกผลักดันโดยชาวอเมริกันที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน ซึ่งคิดเป็นส่วนใหญ่ของผู้ป่วยโควิดที่ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล ขณะที่ ดร.เจอโรม อดัมส์ อดีตหัวหน้าศัลยแพทย์สหรัฐฯ เตือนว่า หากยังมีชาวอเมริกันฉีดวัคซีนแล้วไม่มากพอจะช่วยกดการแพร่กระจายของเชื้อได้ ประเทศอาจจะได้เห็นการระบาดครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ซีเอ็นเอ็นเปิดเผย 5 สถิติที่ชี้ว่า สถานการณ์การระบาดในสหรัฐฯ ตอนนี้รุนแรงถึงขั้นไหน

1.จำนวนผู้ติดเชื้อเฉลี่ย เพิ่มขึ้นจากช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 9 เท่า

สถิติจนถึงเมื่อวันศุกร์ที่ 6 ส.ค. 2564 ค่าเฉลี่ยผู้ติดเชื้อรายวันของสหรัฐฯ ในช่วง 1 สัปดาห์อยู่ที่มากกว่า 107,100 ราย ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยสูงที่สุดในรอบเกือบ 6 เดือน และมากกว่าช่วงต้นเดือนกรกฎาคมถึง 9 เท่า โดยครั้งสุดท้ายที่ค่าเฉลี่ยนี้ทะลุ 100,000 ราย ต้องย้อนไปถึงวันที่ 11 ก.พ.

นาย เจฟฟ์ ไซเอนต์ส เจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานตอบสนองต่อโควิด-19 ของทำเนียบขาวสหรัฐฯ เผยว่า ผู้ติดเชื้อรายใหม่เกือบทั้งหมดมาจากพื้นที่ที่อัตราการฉีดวัคซีนต่ำ โดยเฉพาะภาคใต้ เช่น รัฐฟลอริดา ซึ่งมีผู้ติดเชื้อในสัปดาห์ก่อนถึง 134,506 รายหรือเฉลี่ยวันละ 19,215 ทำลายสถิติสูงสุดที่ทำเอาไว้เมื่อเดือนมกราคม

...

2.จำนวนผู้ป่วยโควิดในโรงพยาบาลสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์

จนถึงคืนวันเสาร์ที่ 7 ส.ค. จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมีมากกว่า 66,000 รายทั่วประเทศ สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ โดยรัฐฟลอริดานำเป็นอันดับ 1 ในแง่ของผู้ป่วยผู้ใหญ่และเด็กในโรงพยาบาลที่ 12,373 ราย กับ 143 รายตามลำดับ

ส่วนที่รัฐลุยเซียนา มีผู้ป่วยโควิดในโรงพยาบาล 2,421 ราย ทุบสถิติสูงสุดที่เพิ่งทำไว้เมื่อ 1 วันก่อนหน้านี้ โดยผู้ป่วยถึง 91% ไม่ได้ฉีดวัคซีน ขณะที่รัฐอาร์คันซอ เผยเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า พวกเขาเหลือเตียงไอซียูเพียง 25 เตียงทั่วทั้งรัฐ ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ ที่รัฐมิสซิสซิปปี เหลือเตียงไอซียูเพียง 6 เตียงเท่านั้น

3.เด็กและวัยรุ่นติดโควิดเพิ่มขึ้น 84% ในสัปดาห์เดียว

ตามข้อมูลจากสถาบันกุมารเวชศาสตร์อเมริกัน สหรัฐฯ มีเด็กติดเชื้อโควิด-19 เกือบ 72,000 ราย ในช่วงสัปดาห์วันที่ 22-29 ก.ค. เพิ่มจากสัปดาห์ก่อนหน้านั้นที่พบราว 39,000 ราย และเพิ่มเกือบ 5 เท่าจากสถิติช่วงสิ้นเดือนมิถุนายน ในขณะที่โรงเรียนทั่วสหรัฐฯ เตรียมเปิดให้เด็กๆ กลับเข้าห้องเรียนได้

ดร.ปีเตอร์ โฮเตซ คณบดีสถาบันอายุรศาสตร์เขตร้อนแห่งชาติ ของวิทยาลัยแพทย์ เบย์เลอร์ บอกว่า ไวรัสไม่ได้เจาะจงไปที่เด็กๆ หรือวัยรุ่นมากขึ้น แต่สถานการณ์ตอนนี้เป็นเหมือนไฟป่า ที่ทุกคนถูกกลืนกินเข้าไปหมด ซึ่งทางแก้คือการฉีดวัคซีนให้มากที่สุด เพื่อชะลอการติดต่อของโรค

4.ผู้ป่วยโควิดรายใหม่ในสหรัฐฯ 93% ติดเชื้อสายพันธุ์เดลตา

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (ซีดีซี) ของสหรัฐฯ ระบุว่า ไวรัสที่อยู่เบื้องหลังการระบาดรอบใหม่คือสายพันธุ์เดลตา โดยผู้ป่วยโควิดรายใหม่ในสหรัฐฯ 93% ติดเชื้อชนิดนี้ รวมถึงสายพันธุ์ย่อยของมัน ซึ่งมีอยู่มากมายและถูกจัดเป็น ‘ไวรัสสายพันธุ์ที่น่ากังวล’ ทั้งหมด ทั้งที่ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ซีดีซีพบเชื้อเดลตาในผู้ป่วยเพียง 3% เท่านั้น สะท้อนให้เป็นว่า มันแพร่กระจายเร็วเพียงใด

เอกสารภายในของ ซีดีซี ที่เผยแพร่เมื่อเดือนก่อนระบุว่า โควิดเดลตาดูเหมือนจะทำให้เกิดอาการป่วยรุนแรงกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิม และติดต่อง่ายเหมือนเชื้ออีสุกอีใส ด้าน ดร. โรเชลล์ วาเลนสกี จากซีดีซี บอกกับซีเอ็นเอ็น ว่า นี่เป็นหนึ่งในไวรัสที่มีการติดต่อเร็วที่สุดที่พวกเขารู้จัก

5.ชาวอเมริกันเกือบทั้งหมดอยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโควิด-19 ‘สูง’ หรือ ‘หนาแน่น’

ตามข้อมูลจาก ซีดีซี ชาวอเมริกันถึง 97% อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการกระจายของไวรัสโควิด-19 ในระดับ ‘สูง’ หรือ ‘หนาแน่น’ โดยซีดีซีเพิ่งเตือนเมื่อเดือนกรกฎาคม ว่าแม้แต่ผู้ได้รับวัคซีนครบแล้วในพื้นที่ดังกล่าว ก็มีโอกาสติดเชื้อได้ และควรสวมหน้ากากเวลาอยู่ในที่ร่ม เพื่อป้องกันไม่ได้พวกเขากลายเป็นพาหะแพร่เชื้อโควิดเดลตา

ยังมีข่าวดีอยู่บ้าง

ท่ามกลางสถิติตัวเลขที่น่ากังวลเหล่านี้ ก็ยังมีข่าวดีอยู่บ้าง คืออัตราการฉีดวัคซีนในสหรัฐฯ เริ่มกลับมาสูงขึ้นแล้ว โดยมีค่าเฉลี่ย 1 สัปดาห์อยู่ที่วันละ 464,700 ราย สูงที่สุดในรอบเกือบ 7 สัปดาห์ และเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 19% โดยอัตราการฉีดวัคซีนในรัฐทางใต้ซึ่งคืบหน้าช้ามาตลอด กลับพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าดีใจ

รัฐแอละแบมา มีผู้ฉีดวัคซีนในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคมเพิ่มจากช่วง 3 สัปดาห์ก่อนหน้านั้นถึง 2 เท่า ส่วนรัฐลุยเซียนามีอัตราฉีดวัคซีนพุ่งขึ้นถึง 111% ในช่วงเวลาเดียวกัน ขณะที่รัฐมิสซูรี มีอัตราฉีดวัคซีนเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 87% ทำให้ตอนนี้ สหรัฐฯ มีประชากรที่ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โดสแล้ว 58.5% ขณะที่รับวัคซีนครบ 2 โดสเกินครึ่งทางที่ 50.1%.