กระแสความไม่พอใจรัฐบาลออสเตรเลียกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลังทางการสั่งล็อกดาวน์รัฐที่ 3 เพื่อควบคุมโควิด-19 ทำให้ประชาชนกว่าครึ่งประเทศถูกห้ามออกจากบ้าน
สำนักข่าว บีบีซี รายงานว่า ออสเตรเลียประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์ในรัฐเซาท์ออสเตรเลีย เมื่อวันอังคารที่ 20 ก.ค. 2564 ที่ผ่านมา นับเป็นรัฐที่ 3 หลังจากก่อนหน้านี้พวกเขาบังคับใช้คำสั่งห้ามประชาชนออกจากบ้านในรัฐวิกตอเรีย และบางพื้นที่ในรัฐนิวเซาท์เวลส์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองเมลเบิร์นกับนครซิดนีย์ตามลำดับ
ความเคลื่อนไหวล่าสุดทำให้ประชาชนกว่า 13 ล้านคน หรือกว่าครึ่งประเทศออสเตรเลีย ต้องอดทนต่อมาตรการล็อกดาวน์รอบใหม่ เพื่อควบคุมการระบาดของไวรัสโควิด-19 ในขณะที่ประชาชนเริ่มออกมาแสดงความไม่พอใจมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ต้องถูกควบคุมอย่างเข้มงวดอีกครั้ง สวนทางกับสหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ ที่เริ่มเปิดประเทศกันแล้ว
ด้านนายกรัฐมนตรี สกอตต์ มอร์ริสัน กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเนื่องจากอัตราการฉีดวัคซีนในประเทศที่ล่าช้า โดยจนถึงตอนนี้มีประชาชนได้รับวัคซีนไม่ถึง 14% ต่ำที่สุดในหมู่ชาติสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) 38 ประเทศ แต่นายมอร์ริสันยังยืนยันที่จะไม่ขอโทษ
“ไม่มีประเทศใดที่ตอบสนองต่อการระบาดในประเทศตัวเองได้ 100%” นายมอร์ริสันบอกกับผู้สื่อข่าวในวันพุธที่ 21 ก.ค. พร้อมกล่าวย้ำว่า ออสเตรเลียประสบความสำเร็จในการคงอัตราการติดเชื้อโดยรวมให้อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับหลายๆ ประเทศ
อนึ่ง จนถึงเมื่อไม่นานมานี้ ออสเตรเลียควบคุมโควิด-19 ด้วยการปิดพรมแดน, โครงการกักตัวและล็อกดาวน์อย่างฉับไว แต่การมาของไวรัสโควิด-19 สายพันธ์ุเดลตา กำลังท้าทายมาตรการป้องกันของแดนจิงโจ้ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา
...
การระบาดระลอกใหม่ในนครซิดนีย์ ทำให้มีผู้ติดเชื้อแล้วมากกว่า 1,500 ราย โดยพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 110 รายในวันพุธ แม้ว่าเมืองแห่งนี้จะอยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์เป็นสัปดาห์ที่ 4 แล้ว ท่ามกลางความกังวลว่า มาตรการล็อกดาวน์อาจถูกใช้ไปจนถึงเดือนกันยายน
ส่วนที่รัฐวิกตอเรีย พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 22 คนในวันพุธ และจะถูกล็อกดาวน์อย่างน้อยจนถึงวันอังคารที่ 27 ก.ค. ขณะที่รัฐเซาท์ออสเตรเลีย ถูกล็อกดาวน์เป็นเวลา 7 วัน หลังพบผู้ติดเชื้อโควิดเดลตา 5 คน.