ไลฟ์สไตล์
100 year

บทบาทตาเฉยของไทยในวิกฤติพม่า รักษาไมตรีและรักษาผลประโยชน์

ไทยรัฐออนไลน์
18 มิ.ย. 2564 17:02 น.
SHARE

บทบาทตาเฉยของไทยในวิกฤติพม่า รักษาไมตรีและรักษาผลประโยชน์

ไทยรัฐออนไลน์

18 มิ.ย. 2564 17:02 น.
  • สิ่งที่รัฐบาลไทยได้ทำในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา หลังการรัฐประหารของพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดและประธานสภาบริหารแห่งรัฐพม่า เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ คือพยายามทำทุกอย่างให้เป็นปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
  • รัฐบาลไทยชุดปัจจุบันยืนกรานว่าจะไม่ดำเนินการใดๆ ในทางยุทธศาสตร์เพื่อประชาธิปไตยในพม่าด้วยเหตุผลสำคัญคือมีที่มาจากการยึดอำนาจเหมือนกัน ความใกล้ชิดของผู้นำ และผลประโยชน์ของชนชั้นนำ
  • ท่าทีเพิกเฉยของไทย นอกจากจะไม่เป็นการคลี่คลายวิกฤติความรุนแรง แต่คาดกันถึงขั้นว่า อาจเป็นการขัดขวางความช่วยเหลือจากประชาคมโลกก็เป็นได้

แม้ว่านานาชาติและคนไทยส่วนหนึ่ง ทั้งนักการเมืองฝ่ายค้าน นักวิชาการ ภาคประชาชน เรียกร้องต้องการให้รัฐบาลไทยแสดงท่าทีและบทบาทที่ชัดเจนในการแก้ไขวิกฤตการณ์ในพม่าซึ่งกำลังทำท่าจะลุกลามบานปลาย แต่ดูเหมือนรัฐบาลไทยภายใต้การนำของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังไม่มีทีท่าว่าจะทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

นักสิทธิมนุษยชนเรียกร้องให้ไทยเปิดพื้นที่ปลอดภัยแก่ผู้อพยพ และไม่ให้ส่งฝ่ายต่อต้านไปให้กองทัพพม่าลงโทษ พรรคการเมืองฝ่ายค้านของไทยเรียกร้องให้สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้านระงับความช่วยเหลือกว่า 4,000 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างถนนจากเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายสู่ชายแดนไทย จนกว่าพม่าจะพัฒนาไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย

นั่นดูเหมือนเป็นข้อเรียกร้องที่น่าสนใจ แต่ไม่ค่อยได้รับความสนใจ

สิ่งที่รัฐบาลไทยได้ทำในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา หลังการรัฐประหารของพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดและประธานสภาบริหารแห่งรัฐพม่า เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ คือพยายามทำทุกอย่างให้เป็นปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เริ่มต้นจากการเชิญ วันนา หม่อง ลวิน ในฐานะรัฐมนตรีต่างประเทศของรัฐบาลทหารพม่า มาเยือนประเทศไทยอย่างเงียบๆ (แต่บังเอิญเป็นข่าวดัง) เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ เพื่อพบกับผู้นำในรัฐบาลไทยและ เรทโน มาร์ซูดี รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นหัวหอกเคลื่อนไหวเรื่องพม่าตั้งแต่ต้น ในวงการทูตมองกันว่านั่นเป็นความพยายามช่วยลดแรงกดดันให้กับรัฐบาลทหารพม่ามากกว่าจะช่วยแก้ปัญหาใดๆ

ประเทศไทยเหมือนกับเพื่อนบ้านอื่นๆ ของพม่า อย่างบังกลาเทศ อินเดีย และจีน ซึ่งมีชายแดนติดกัน คือหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมต่อผู้อพยพหลายพันคนที่หนีภัยการสู้รบระหว่างกองทัพพม่ากับกองกำลังของกลุ่มชาติพันธุ์และฝ่ายต่อต้าน แต่ความช่วยเหลือประเภทนี้เป็นไปด้วยความอีหลักอีเหลื่ออย่างยิ่ง

ด้านหนึ่งรัฐบาลไทยไม่ต้องการต้อนรับผู้อพยพเพราะเกรงใจกองทัพพม่า และอยากพิสูจน์ว่าไทยไม่ได้ใช้คนเหล่านี้และกองกำลังของกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ใกล้ชายแดนไทยเป็นกันชนอีกต่อไป แต่อีกด้านหนึ่งรัฐบาลไทยก็อยากได้ชื่อเสียงจากนานาชาติ ว่าเป็นประเทศที่มีมนุษยธรรมและเอื้ออารีต่อคนที่ตกทุกข์ได้ยากหนีร้อนมาพึ่งเย็น ดังนั้น สิ่งที่ทำได้มากที่สุดคือ กักกันให้ผู้ลี้ภัยเหล่านั้นอยู่แต่บริเวณชายแดน (ซึ่งบางครั้งก็ไม่ใช่ที่ปลอดภัย) เปิดทางให้องค์กรบรรเทาทุกข์จากต่างประเทศเข้าไปช่วยเหลือพวกเขาบ้างตามสมควร แต่จะไม่ให้อยู่นาน

กระทรวงการต่างประเทศไทยแถลงตัวเลขล่าสุดเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ว่ามีผู้ลี้ภัยเหลืออยู่ในที่พักพิงชั่วคราวด้านจังหวัดแม่ฮ่องสอนเพียง 58 คน ลดลงจาก 1,039 คนเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม

รัฐบาลไทยชุดปัจจุบันยืนกรานว่าจะไม่ดำเนินการใดๆ ในทางยุทธศาสตร์เพื่อประชาธิปไตยในพม่าด้วยเหตุผลสำคัญคือ ประการแรก รัฐบาลชุดปัจจุบันของไทยมีรากฐานจากการรัฐประหารแบบเดียวกันกับรัฐบาลของ มิน อ่อง หล่าย ดูเป็นเรื่องขัดเขินกระอักกระอ่วนอย่างยิ่ง ถ้ารัฐบาลไทยจะสั่งสอนพม่าในเรื่องประชาธิปไตย หรือเอาใส่ไว้ในนโยบายต่างประเทศ

ตรงกันข้าม สิ่งที่รัฐบาลไทยทำ คือแสดงให้พม่าเห็นว่าแบบแผนทางการเมืองหลังการยึดอำนาจที่จะทำให้ทหารอยู่ในอำนาจได้นานนั้นต้องเริ่มต้นด้วยการยืดระยะเวลาการเลือกตั้งออกไปให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ออกแบบกฎหมาย ซึ่งรวมถึงรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้งให้เอื้อประโยชน์ต่อการสืบทอดอำนาจในรูปแบบพรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง และประการสำคัญอย่าปล่อยให้ฝ่ายค้านได้รับเลือกตั้งเข้ามามากอย่างมีนัยสำคัญ และการยุบพรรคการเมืองฝ่ายค้านเป็นสิ่งที่ต้องทำ

ดูเหมือนว่า มิน อ่อง หล่าย จะชื่นชมโมเดลแบบไทยอยู่ไม่น้อย จนได้แสดงท่าทีว่า การยุบพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (National League of Democracy: NLD) และห้าม ออง ซาน ซูจี ลงสมัครรับเลือกตั้ง เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากเสียแล้ว

ประการที่สอง ผู้นำรัฐบาลไทยในปัจจุบันและผู้นำทหารพม่า มีความใกล้ชิดเป็นการส่วนตัว นับถือกันเหมือนพี่น้องญาติสนิท ลงเรือลำเดียวกัน ร่วมชะตากรรมกัน ถึงกับมีเรื่องที่พูดกันวงในว่า มิน อ่อง หล่าย กล้าตัดสินใจยึดอำนาจเพราะมั่นใจว่าเพื่อนมิตรในประเทศไทยจะช่วยปกป้องและอุ้มชูให้อยู่ในอำนาจได้ต่อไป เพราะถ้าเขาอยู่ไม่ได้ หรือกองทัพตัตมาดอว์ (Tatmadaw) มีอันจำต้องถอนตัวจากการเมือง ทั้งๆ ที่ควบคุมการเมืองได้มากกว่าและยาวนานกว่า ก็คงกลายเป็นโดมิโนที่จะผลักดันให้กองทัพไทยต้องถอยร่นออกไปจากการเมืองไปด้วย 

ดังนั้น ผู้นำไทยจึงไม่เพียงแอบเอาใจช่วย แต่มีการสื่อสารกันตลอดเวลา เพื่อให้คำแนะนำช่วยเหลือ หรือช่วยลดแรงกดดันและประคับประคองให้ระบอบทหารของพม่าอยู่รอดต่อไป

ประการที่สาม ชนชั้นนำของไทยมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในพม่าค่อนข้างมาก บริษัทขนาดใหญ่ของไทย ตั้งแต่เครือซีเมนต์ไทย เครือเจริญโภคภัณฑ์ เครือสหพัฒน์ โอสถสภา ทุนธนาคารใหญ่เกือบทุกราย และกลุ่ม ปตท. ความจริงก่อนหน้ารัฐประหารไม่กี่วันก็มีรายงานว่าทุนไทยเตรียมขยายการลงทุนในพม่า เช่น ปตท. สผ. วางแผนจะลงทุนอีกกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติและโรงไฟฟ้าในพม่า

ปัจจุบัน ปตท. สผ. ลงทุนร่วมกับ Total, Chevron และรัฐวิสาหกิจปิโตรเลียมของพม่า ผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวเมาะตะมะ ส่งผ่านท่อเข้ามาป้อนโรงงานไฟฟ้าในประเทศไทย สิ่งที่บริษัทธุรกิจขนาดใหญ่ของไทยกลัวที่สุดคือผลกระทบจากการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ แต่ในเวลานี้ก็ทำได้แค่เพียงประคองตัวไปก่อน และภาวนาให้ความวุ่นวายทางการเมืองจบลงโดยเร็ว ไม่ว่าตอนท้ายฝ่ายใดเป็นฝ่ายชนะ ก็ต้องทำให้ผลประโยชน์เหล่านี้ได้รับความเสียหายน้อยที่สุด ประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนไม่ได้อยู่ในบัญชีการลงทุนของไทย

ที่ผ่านมาหลายบริษัทชะลอการลงทุนหรือยุติธุรกรรมบางส่วนเพื่อบรรเทาความเสียหายระหว่างรอดูสถานการณ์ แต่ไม่ใช่การมีส่วนร่วมกับนานาชาติในการคว่ำบาตรพม่าที่หวังผลทางการเมืองหรือชื่อเสียงของประเทศแต่อย่างใด ดังนั้น ชนชั้นนำของไทยจะไม่ยอมให้รัฐบาลใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจ เช่น ตัดความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนากดดันพม่าเป็นอันขาด เพราะนั่นคือการยิงปืนใส่หัวแม่เท้าพวกเขาเอง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่รัฐบาลไทยต้องระมัดระวังอย่างมากในเวลานี้คือ ทำอย่างไรให้การเพิกเฉยเช่นว่านั้นไม่กลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาในสายตานานาชาติ เพราะในขณะที่ อาเซียน สหประชาชาติ สหรัฐฯ สหภาพยุโรป ต่างกำลังกุลีกุจอรวมทั้งออกแรงกดดันหาทางแก้ไขวิกฤติ การนิ่งเฉยของไทยอาจจะกลายเป็นอุปสรรคขัดขวางไม่ให้การดำเนินการต่างๆ เกิดผลก็เป็นได้

ข่าวแนะนำ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

พม่ารัฐประหารพม่าปฏิวัติพม่ามินอ่องลายความสัมพันธ์ไทย-พม่าspecial contentpremium contentมิน อ่อง หล่าย

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันจันทร์ที่ 2 สิงหาคม 2564 เวลา 00:09 น.