ฉากสงครามเย็นสหรัฐฯ–จีน

ข่าว

ฉากสงครามเย็นสหรัฐฯ–จีน

วีรพจน์ อินทรพันธ์
13 มิ.ย. 2564 05:02 น.
SHARE

ฉากสงครามเย็นสหรัฐฯ–จีน

วีรพจน์ อินทรพันธ์

13 มิ.ย. 2564 05:02 น.

คำว่า “สงครามเย็น” ถูกบัญญัติขึ้น เพื่ออธิบายถึงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างชาติตะวันตกนำโดยสหรัฐฯ และตะวันออกนำโดยสหภาพโซเวียต ระหว่างปี 2490–2534 โดยที่ใช้คำว่าเย็น เพราะไม่มีการรบพุ่งกันอย่างเต็มรูปแบบ เป็นการเผชิญหน้าผ่าน “ตัวแทน” 

แม้นักประวัติศาสตร์จะหยิบยกเหตุการณ์สหภาพโซเวียตล่มสลายเป็นจุดสิ้นสุดของสงครามเย็น แต่หากดูจากสภาพการเมืองโลกปัจจุบันนี้ คงไม่ผิดเพี้ยนเท่าไรนัก หากจะกล่าวว่าสงครามเย็นยังไม่หายไปไหน เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบของการเผชิญหน้าที่ต่างไปจากเดิม มีการใช้กลไกทางกฎหมาย องค์กรระหว่างประเทศ และเศรษฐกิจเงินตราเป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุเป้าประสงค์

ตลอดช่วงเดือนที่ผ่านมา “ฉากหนึ่ง” ของสงครามเย็นแห่งศตวรรษที่ 21 ได้เขม็งเกลียวมากขึ้นไปทุกขณะ จากการเผชิญหน้าระหว่าง สหรัฐอเมริกา ทุนนิยมตะวันตกสายประชาธิปไตย กับ สาธารณรัฐประชาชนจีน ทุนนิยมตะวันออกสายคอมมิวนิสต์ หลัง โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ หวังกำหนดทิศทางโลกครั้งใหม่ ประกาศเดินสายต่างประเทศเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา

การแสดงความเป็นผู้นำโลกครั้งนี้ โจ ไบเดน จะร่วมประชุมสุดยอดผู้นำชาติอุตสาหกรรมชั้นนำโลกจี 7 หารือกลุ่มชาติสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือหรือนาโต้ ประชุมสุดยอดผู้นำสหรัฐฯ-ยุโรป ไปจนถึงหารือทวิภาคีกับผู้นำประเทศต่างๆ รวมถึงอังกฤษ และรัสเซีย ซึ่งโธมัส ไรต์ ผู้อำนวยการศูนย์อเมริกา-ยุโรปของสถาบันบรู๊คกิง สหรัฐฯมองว่าสมควรหรือไม่ที่จะขนานนามว่า การเผยแพร่ “ลัทธิไบเดน” เหมือนครั้งลัทธิทรูแมน วางแผนต้านคอมมิวนิสต์

“ตอนนี้ในมุมมองของไบเดนต้องการอย่างยิ่งที่จะแสดงให้โลกเห็นว่าระบอบการปกครอง ประชาธิปไตย แบบของสหรัฐฯคือสิ่งสุดยอด มันไม่ใช่การที่สหรัฐฯจ่อปากกระบอกปืนหยิบยื่นประชาธิปไตยให้ ไม่ใช่การโปรโมตส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยเหมือนคราวก่อนๆ แต่เป็นการเดินสายเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้โลกเห็นว่า ระบอบประชาธิปไตยยังคงมีศักยภาพอยู่หรือดียิ่งกว่า เมื่อเทียบกับระบอบการปกครองแบบเบ็ดเสร็จของจีน”

แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องแปลกที่ไบเดนจะต้องเดินสายสร้างความเชื่อมั่น และกระตุ้นความเป็นเอกภาพในกลุ่มชาติพันธมิตร เพราะขณะนี้สภาพการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ รวมถึงสหรัฐฯเองอยู่ในสภาพชะลอตัว หรือยังไม่เห็นหนทางที่จะดีขึ้น จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด–19 ที่มาทำลายอุตสาหกรรมวงการต่างๆจนย่อยยับ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลพวงมาจากความมี “เสรีภาพ” ที่เกินพอดี บังคับประชากรได้ยาก ทำให้เชื้อโรคลามไม่หยุด

ต่างกับจีนที่บริหารด้วยความเด็ดขาด คุมสถานการณ์เอาไว้อยู่หมัด ด้วยสไตล์เชื่อรัฐบาลชาติพ้นภัย จึงทำให้เศรษฐกิจเริ่มเดินหน้าต่อไปได้ มีการจัดงานจัดกิจกรรมตามเมืองต่างๆ การไหลเวียนของเงินตรากำลังกลับมาอีกครั้ง...จนกลายเป็นคำถามที่ไม่ได้ยินมานานในโลกยุคใหม่ว่า ระบบไหนดีกว่ากัน

ทั้งนี้ มีการพูดคุยในแวดวงนักวิชาการด้วยว่า สิ่งที่ทำให้ไบเดนตัดสินใจว่าอยู่เฉยไม่ได้อีกต่อไป มาจากการที่ไบเดนโทรศัพท์หารือเป็นการส่วนตัวกับ “สี จิ้นผิง” ประธานาธิบดีจีน เป็นเวลากว่า 2 ชั่วโมงเมื่อเดือน ก.พ. ซึ่งจากการเปิดเผยของหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัล สหรัฐฯ ระบุว่าผู้นำจีนอธิบายให้ผู้นำสหรัฐฯฟังอย่างชัดเจนเป็นขั้นเป็นตอนว่า “จีนจะทำอย่างไรบ้าง เพื่อให้แซงหน้าสหรัฐฯในฐานะมหาอำนาจโลก” ซึ่งหลังจากเหตุการณ์นั้น ไบเดนก็พูดถึงจีนถี่ขึ้นๆ

ส่วนอีกมุมที่ไม่แพ้กัน จีนก็มีการจับตาความเคลื่อนไหวของไบเดนมาตลอดเวลา โดยจากการเปิดเผยของสำนักข่าวเซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ ระบุว่าจีนได้มีการสร้างกลไกคานอำนาจสหรัฐฯชิ้นสำคัญเก็บไว้ตั้งแต่สมัยรัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯเพียงแต่ต้องการรอดูว่า โจ ไบเดน ผู้สืบทอดตำแหน่ง จะมีทิศทางดำเนินความสัมพันธ์กับจีนเช่นไร

จากการเปิดเผยของเทียน เฟยหลง ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายประจำมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ระบุว่า เมื่อปีก่อนคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ มีการประชุมหารือและวางแนวทางร่างกฎหมาย “ต้านการคว่ำบาตร” ของจีน เพื่อใช้ตอบโต้ชาติที่ดำเนินการคว่ำบาตรจีนก่อน และเพิ่งมีผลบังคับใช้ไปเมื่อวันที่ 10 มิ.ย.ที่ผ่านมา หลังเห็นชัดแล้วว่าคำตอบของอเมริกาในเรื่องความสัมพันธ์คืออะไร โดยกฎหมายมีรายละเอียดเบื้องต้นว่า รัฐบาลจีนสามารถยึดหรืออายัดทรัพย์สิน สั่งระงับธุรกรรมทางการเงินของสถาบัน องค์กร บริษัทเอกชน บุคคลต่างๆและสมาชิกครอบครัว ไปจนถึงการระงับวีซ่าหรือเนรเทศออกจากแผ่นดินจีน

สรุปสั้นๆว่าการ “คว่ำบาตร” อาวุธในการสร้างความชอบธรรมบนเวทีสากลไม่ได้เป็นเครื่องมือของมหาอำนาจสหรัฐฯและชาติตะวันตกแต่เพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป จีนมีอาวุธของตัวเองแล้ว...ซึ่งหากดูจากสถานการณ์ของประเทศต่างๆที่มีเศรษฐกิจเชื่อมโยงหรือพึ่งพาจีนแล้ว นับว่าน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก

เกมการเมืองระหว่างมหาอำนาจสหรัฐฯ–จีนกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น ชิงจังหวะผลัดกันรุกรับที่คงไม่หยุดเพียงแค่นี้ จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับชาติที่อยู่ตรงกลางควรวางตัวอย่างรัดกุม มิฉะนั้นอาจลงเอยดังคำว่าช้างสารชนกัน หญ้าแพรกก็แหลกลาญ.

วีรพจน์ อินทรพันธ์

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    สงครามเย็นสงครามเย็นครั้งที่ 2สหรัฐอเมริกาสาธารณรัฐประชาชนจีนโจ ไบเดนสี จิ้นผิงวีรพจน์ อินทรพันธ์7 วันรอบโลก

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันจันทร์ที่ 20 กันยายน 2564 เวลา 02:01 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์