ไลฟ์สไตล์
100 year

อียิปต์กับบทบาทคนกลางสร้างสันติภาพ ในสถานการณ์ความรุนแรงที่ปาเลสไตน์

ไทยรัฐออนไลน์
11 มิ.ย. 2564 09:43 น.
SHARE

อียิปต์กับบทบาทคนกลางสร้างสันติภาพ ในสถานการณ์ความรุนแรงที่ปาเลสไตน์

ไทยรัฐออนไลน์

11 มิ.ย. 2564 09:43 น.
  • บริเวณกาซาที่มีเหตุการณ์ความรุนแรงระหว่างอิสราเอลและฮามาส เป็นดินแดนที่ถูกปิดล้อมโดยรอบเอาไว้โดยอิสราเอล จะมีก็เพียงด้านชายแดนเดียวเท่านั้นที่เปิดให้ผู้คนเดินทางผ่านไปมาได้บ้าง คือชายแดนด้านประชิดกับอียิปต์
  • ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์แล้ว อียิปต์จึงเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงกับสถานการณ์ปาเลสไตน์ ในลักษณะที่อาจจะโดดเด่นกว่าชาติอาหรับอื่นๆ อย่างชัดเจน
  • อียิปต์ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม แต่ชาวปาเลสไตน์ยังไม่ไว้วางใจว่าบทบาทการเป็นคนกลางของอียิปต์ในกรณีการตกลงหยุดยิง เพราะถึงที่สุดแล้วมันอาจเป็นการหาทางลงให้กับอิสราเอลมากกว่า

หลังการสู้รบในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ต่อเนื่อง 11 วัน รัฐบาลอิสราเอลและกลุ่มฮามาสของปาเลสไตน์ก็บรรลุข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกันเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม

แต่เพียงไม่กี่ชั่วโมงให้หลังเท่านั้น กองกำลังตำรวจอิสราเอลก็เริ่มต้นก่อความรุนแรงระลอกใหม่ ด้วยการยิงกระสุนยางและแก๊สน้ำตาเข้าสลายกลุ่มชาวปาเลสไตน์ที่รวมตัวกันเฉลิมฉลองการประกาศหยุดยิงหลังเสร็จสิ้นละหมาดญุมอะฮฺ (ละหมาดวันศุกร์) ณ มัสยิดอัลอักซอ

ข้อเท็จจริงดังกล่าวสะท้อนความน่าวิตกต่อประชาคมโลกที่กำลังจับตามองสถานการณ์ความขัดแย้งนี้ ว่าข้อตกลงหยุดยิงที่เกิดขึ้นมีลักษณะชั่วคราวและเปราะบางยิ่ง มิอาจคาดหวังได้ว่าจะเป็นก้าวแรกของกระบวนการสันติภาพที่มั่นคงถาวร ดังคำที่สำนักข่าวหลายแห่งเลือกใช้คือคำว่า ‘truce’ อันแปลว่า ‘การพักรบ’ ก็ยืนยันสภาพการณ์ดังกล่าวได้เป็นอย่างดี

ขณะเดียวกัน เหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นหลังการประกาศหยุดยิงเพียงไม่กี่ชั่วโมง ก็เป็นตัวอย่างล่าสุดที่ยืนยันข้อสรุปของผมจากบทความชิ้นก่อน ว่าหลายอย่างที่อิสราเอลกระทำนั้นผิดกฎหมายระหว่างประเทศและฉีกข้อตกลงสัญญาอยู่เสมอ การถล่มอาคารอันเป็นที่ตั้งของสำนักข่าวต่างชาติในกาซา ทั้งอัลญาซีเราะฮฺ (Aljazeera) และ AP โดยอ้างว่าเป็นแหล่งกบดานของฮามาส ก็เป็นที่ชัดเจนในเชิงยุทธศาสตร์ว่าประสงค์จะจำกัดเสรีการปฏิบัติของสื่อมวลชนด้วยการปิดปากการนำเสนอข้อเท็จจริงที่อาจยืนยันความผิดของตนเอง

เหตุการณ์นี้จึงสำทับประเด็นที่เคยทิ้งท้ายเอาไว้ นั่นคือ ทั้งที่พฤติกรรมของอิสราเอลเป็นดังเช่นว่านี้ แล้วเพราะเหตุใดจึงไม่สามารถมีใครเอาผิดกับพวกเขาได้ ประเด็นนี้มีสาเหตุแยกอย่างง่ายได้เป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือ ตัวแปรสาเหตุภายในอิสราเอลเอง ทั้งหลักนิยมในการดำเนินการต่างประเทศและสภาพของการเมืองภายในประเทศ

อีกส่วนคือ ตัวแปรสาเหตุภายนอกประเทศอิสราเอล บทบาทของตัวแสดงระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด ซึ่งทิ้งท้ายไว้ในบทความชิ้นที่แล้วด้วยเช่นกัน จึงขออนุญาตจำกัดการนำเสนอให้กระชับด้วยการฉายภาพเฉพาะตัวแสดงแวดล้อม คือ รัฐที่มีบทบาทเด่นบางรัฐเสียก่อน โดยจะเริ่มกล่าวถึงอียิปต์เป็นลำดับแรก

ข่าวแนะนำ


อียิปต์

ขณะที่สหรัฐอเมริกาดูมีบทบาทโดดเด่นในเชิงกำหนดวาระประเด็นและระดมเครือข่ายเพื่อสร้างกระบวนการอันนำไปสู่ข้อตกลงหยุดยิง บทบาทในระดับพื้นที่นั้น เราจะเห็นอียิปต์ที่โดดเด่นกว่าใครเพื่อน

หากดูจากแผนที่แล้ว บริเวณกาซาที่มีขบวนการต่อสู้ปาเลสไตน์กลุ่มหลักๆ อย่างฮามาสและอิสลามิกญิฮาดปักหลักอยู่ เป็นดินแดนที่ถูกปิดล้อมโดยรอบเอาไว้โดยอิสราเอล จะมีก็เพียงด้านชายแดนเดียวเท่านั้นที่เปิดให้ผู้คนเดินทางผ่านไปมาได้บ้าง คือ ชายแดนด้านประชิดกับอียิปต์ ณ จุดผ่านแดนราฟาห์ ซึ่งอนุญาตให้การผ่านแดนของคนเพียงสถานเดียวเท่านั้น โดยก่อนหน้าเหตุการณ์ ‘การสู้รบ 11 วัน’ อียิปต์ในยุครัฐบาลปัจจุบันได้ปิดการผ่านแดนด้านดังกล่าวเอาไว้เกือบตลอดเวลา

ส่วนสิ่งของที่ต้องข้ามแดน จำต้องผ่านอีกช่องทางหนึ่ง คือ จุดผ่านแดนกาเร็ม ชาล็อม ซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของอิสราเอล โดยการกำกับเฝ้าระวังของกลไกให้ความช่วยเหลือด้านชายแดนฝั่งราฟาห์ของสหภาพยุโรป (the European Union Border Assistance Mission Rafah: EUBAM)
ดังนั้น ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์แล้ว อียิปต์จึงเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงกับสถานการณ์ปาเลสไตน์ โดยเฉพาะในฝั่งกาซา พร้อมกันนั้น สภาพที่ตั้งของประเทศก็เป็นปัจจัยหนุนให้อียิปต์สามารถเลือกการดำเนินการต่างประเทศต่อปาเลสไตน์ในลักษณะที่อาจจะโดดเด่นกว่าชาติอาหรับอื่นๆ อย่างชัดเจน

เราจะพบว่า ขณะที่การสู้รบระลอกล่าสุดระหว่างอิสราเอลกับขบวนการต่อสู้ปาเลสไตน์นำโดยฮามาสและอิสลามิกญิฮาดดำเนินอยู่นั้น อียิปต์ได้เปิดจุดผ่านแดนราฟาห์ เพื่อรับชาวปาเลสไตน์ที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบ ให้เข้ามารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลของอียิปต์ และอาศัยช่องทางจุดผ่านแดนราฟาห์ให้ความช่วยเหลือบรรเทาทุกข์แก่ชาวปาเลสไตน์ ซึ่งรวมถึงความช่วยเหลือในรูปตัวเงิน ที่รัฐบาลของ ประธานาธิบดี อับเดล ฟัตตาห์ อัล-ซีซี อนุมัติเงินช่วยเหลือเข้าไปยังกาซากว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ที่สำคัญกว่านั้นคือ อียิปต์ได้ส่งคณะผู้แทนด้านข่าวกรองเข้าไปเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยกับอิสราเอลและขบวนการต่อสู้ปาเลสไตน์ให้เกิดข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกัน การดำเนินการนี้ทำให้อียิปต์มีบทบาทที่โดดเด่นยิ่งในแถวหน้าของสนามรบ (frontline) ในฐานะเป็นคนกลางสร้างสันติภาพ หรือ ‘Peace Broker’

ผมมองว่ามีเหตุผลอย่างน้อย 3 ประการสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจเล่นบทบาทดังกล่าว คือ

1. บริบทใหม่ระดับโลก

สหรัฐอเมริกาในยุคของ ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ดูจะมี ‘วิธีการ’ ดำเนินการต่างประเทศแตกต่างออกไปจากยุคของอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ อย่างเห็นได้ชัด กล่าวคือ ในยุคของทรัมป์ อเมริกามักเลือกใช้วิธีการดำเนินการแบบเอกภาคี/ดำเนินการฝ่ายเดียว (unilateral) ในเรื่องราวต่างๆ แต่ยุคของไบเดน วิธีการที่อเมริกาใช้กับสถานการณ์ความรุนแรงในปาเลสไตน์ คือ การดำเนินการภายใต้กรอบคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และกลไกของสหประชาชาติในภาพรวม รวมทั้งการกระตุ้น รุกเร้า และสนับสนุนให้ตัวแสดงระดับภูมิภาคอย่างอียิปต์และรัฐอาหรับแสดงบทบาทเชิงรุกในกรณีขัดแย้ง

กรณีการจัดการปัญหานี้เป็นตัวอย่างหนึ่งอันสะท้อนแนวโน้มว่า อเมริกาภายใต้การนำของไบเดนน่าจะอาศัย ‘วิธีการ’ ดำเนินการต่างประเทศแบบพหุภาคีหรือหลายฝ่าย (multilateral) และการอาศัยเครือข่ายพันธมิตรเดิมของตนดำเนินการในภูมิภาคต่างๆ ให้ไปสู่ทิศทางที่สนองตอบและรักษาทั้งผลประโยชน์แห่งชาติและสถานะนำของอเมริกาในพื้นที่เหล่านั้น แทนที่จะบุกตะลุยแบบ “ข้ามาคนเดียว และข้าก็เอาแต่ใจด้วย” เหมือนในยุคทรัมป์

วิธีการจัดกระบวนการดำเนินการต่างประเทศของอเมริกาที่เปลี่ยนแปลงไปเช่นนี้ เป็นการวางตัวใหม่ในบริบทระดับโลก เอื้ออำนวยต่อการเล่นบทบาทเชิงรุก และโดดเด่นมากขึ้นสำหรับตัวแสดงระดับภูมิภาคต่างๆ

หนึ่งในผู้เล่นระดับภูมิภาคที่อาศัยการเปิดทางของบริบทระดับโลก และขับเน้นทางเลือกนโยบายที่ตอบสนองผลประโยชน์แห่งชาติของตนเองได้อย่างโดดเด่น ก็คือ อียิปต์

ทั้งนี้ การติดต่อสื่อสารทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดต่อเนื่องทั้งสัปดาห์ระหว่างอียิปต์กับอเมริกาเพื่อร่วมกันหยุดยั้งการปะทะสู้รบที่ปาเลสไตน์ คาดหวังได้ว่า อียิปต์จะสามารถพัฒนาความสัมพันธ์ให้มีความใกล้ชิดยิ่งขึ้นกับอเมริกาภายใต้การนำของ โจ ไบเดน ได้ หลังจากก่อนหน้านี้ เหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนในอียิปต์ ผลักให้ความสัมพันธ์กับอเมริกาในยุคไบเดนเป็นไปอย่างเย็นชา

หลักฐานยืนยันแนวโน้มดังกล่าวปรากฏชัดและรวดเร็วทันใจ เมื่ออเมริกาประกาศตกลงขายอาวุธซึ่งมีสิริราคารวมเกือบ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ให้กับอียิปต์ในไม่กี่วันที่ผ่านมานี้เอง อันนับเป็นการขายอาวุธยุทโธปกรณ์ไปยังตะวันออกกลางครั้งแรกที่เกิดขึ้นในสมัยของประธานาธิบดีโจ ไบเดน

2. บริบทการเมืองระดับภูมิภาค

แม้ว่าอียิปต์จะมีความสัมพันธ์แบบปกติกับอิสราเอลและตั้งสถานเอกอัครราชทูตประจำอิสราเอลมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1980 ภายหลังสนธิสัญญาสันติภาพระหว่างกันเมื่อปี 1979 อันเป็นผลสำคัญของข้อตกลงแคมป์เดวิด (Camp David Accords) แต่พึงระลึกว่า เหตุการณ์ความรุนแรงปาเลสไตน์ระลอกล่าสุดบังเกิดขึ้นในบริบทของการเมืองระดับภูมิภาคที่หลายรัฐในโลกอาหรับกำลังปรับความสัมพันธ์แบบปกติกับอิสราเอล โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และบาห์เรน ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างดำเนินการตั้งสถานเอกอัครราชทูตประจำอิสราเอล สวนกระแสการแสดงออกทางการเมืองของผู้คนในโลกอาหรับที่เรียกร้องการยืนหยัดเคียงข้างชาวปาเลสไตน์

การตัดสินใจช่วยเหลือทางมนุษยธรรมของอียิปต์ต่อชาวปาเลสไตน์โดยเปิดจุดผ่านแดนราฟาห์จึงเป็นการอาศัยข้อได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์ของตน และการที่หน่วยข่าวกรองของตนมีความสัมพันธ์แนบแน่นยาวนานอยู่กับกลุ่มฮามาส ยิ่งขับเน้นบทบาทให้โดดเด่นขึ้นเชิงเปรียบเทียบในเวทีการเมืองระดับภูมิภาค โดยหวังสร้างการยอมรับนับถือและสนับสนุนจากคนอาหรับวงกว้างที่ยืนข้างปาเลสไตน์ พร้อมกันนั้น ก็เป็นการจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของตนไว้ในสถานะบทบาท ‘peace broker’ ที่เป็นกลาง สามารถร่วมมือกับคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่าย และพึ่งพาได้ต่อการแสวงหาทางออกให้กับกรณีปัญหาดังกล่าว อันจะทำให้อียิปต์กลับขึ้นมาเป็นรัฐที่มีบทบาทนำในการเมืองระดับภูมิภาคได้อีกครั้งหนึ่ง หลังจากหลังถูกบดบังโดยซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มาอย่างน้อยตั้งแต่อียิปต์เกิดรัฐประหารปี 2013

3. บริบทการเมืองภายในประเทศ

รัฐประหารอียิปต์ปี 2013 เป็นการโค่นล้มรัฐบาลของ ประธานาธิบดีมุฮัมหมัด มุรซี ซึ่งมีความหมายเท่ากับเป็นการล้มระบอบการเมืองที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่หลังชัยชนะของประชาชนในเหตุการณ์อาหรับสปริงไปด้วย กลุ่มขบวนการที่เป็นพลังสำคัญเบื้องหลังระบอบการเมืองของมุรซี ก็คือ ขบวนการภราดรภาพมุสลิมอียิปต์ (อิควาน มุสลีมูน - Muslim Brotherhood) ซึ่งมีสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับกลุ่มฮามาสในปาเลสไตน์ กล่าวให้ถึงที่สุดแล้วก็คือ ฮามาสนั้นจัดตั้งขึ้นในปี 1987 จากฐานของบรรดาสถาบันทางสังคมและองค์กรการกุศลในเครือของกลุ่มอิควานอียิปต์ที่เข้าไปช่วยเหลือคนปาเลสไตน์มาตั้งแต่ 20 ปีก่อนหน้านั้นนั่นเอง

ดังนั้น เมื่อประธานาธิบดีซีซีขึ้นครองอำนาจ นอกจากเขาไล่ล่ากำจัดเครือข่ายอิควานฯ ในอียิปต์แล้ว ก็ยังปิดพรมแดนเพื่อตัดขาดอิทธิพลและการแทรกซึมประสานงานระหว่างฮามาสในปาเลสไตน์กับอิควานฯ ในอียิปต์อีกด้วย อียิปต์หลังรัฐประหารจึงตกอยู่ในสภาวะแสวงหาสมดุลใหม่ในความสัมพันธ์กับฮามาส พร้อมกันนั้น เมื่อโจทย์การเมืองภายในเป็นดังที่ว่า จึงหนุนส่งให้อียิปต์ภายใต้ประธานาธิบดีซีซีกับอิราเอลมีความสัมพันธ์พิเศษด้านความมั่นคงระหว่างกัน

แม้ว่าหน่วยข่าวกรองของอียิปต์จะมีสายสัมพันธ์ยาวนานกับกลุ่มฮามาส

แม้ว่ากองทัพอียิปต์เอาเข้าจริงแล้วก็ไม่ได้ไว้วางใจอิสราเอลเท่าใดนัก

และที่สำคัญคือ แม้ว่ารูปแบบความสัมพันธ์ใกล้ชิดนี้จะเป็นสิ่งที่คนอียิปต์ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยก็ตาม

เมื่อเหตุการณ์ความรุนแรงระลอกล่าสุดต่อปาเลสไตน์เกิดขึ้น คนอียิปต์ที่กล่าวถึงนี้จำนวนมากก็พากันลงถนนเดินขบวนเรียกร้อง กดดันให้รัฐบาลของพวกเขาดำเนินการบางอย่างเพื่อช่วยเหลือและยืนเคียงข้างปาเลสไตน์อย่างจริงจัง ดังนั้น จึงปฏิเสธมิได้ว่า บทบาทอียิปต์ต่อปัญหานี้เกิดขึ้นเพื่อมุ่งลดแรงเสียดทานและตอบสนองต่อมติมหาชนภายในประเทศของตนเอง ไม่น้อยไปกว่าการตอบสนองเป้าหมายทางการเมืองระดับภูมิภาคและคว้าโอกาสเปิดจากบริบทใหม่ระดับโลกดังได้ว่ามาข้างต้นเพื่อปรับสมดุลความสัมพันธ์กับฮามาส และยกระดับตำแหน่งแห่งที่ของตนในเวทีการเมืองระดับภูมิภาคไปสู่สถานะบทบาทนำมากขึ้น

เมื่อมองผสานกันทุกระดับการวิเคราะห์ดังกล่าว กลุ่มฮามาสสำหรับอียิปต์ภายใต้ประธานาธิบดีซีซีจึงมิได้มีฐานะเป็นภัยคุกคามที่อาจบ่อนทำลายแทรกซึมความมั่นคงภายในอียิปต์อีกต่อไป หากแต่เป็นหมากสำคัญหนึ่งบนกระดานที่อียิปต์มุ่งชนะ 2 เกมพร้อมกัน คือเกมการเมืองมวลชนภายในประเทศ และเกมของการทะยานกลับขึ้นเป็นมหาอำนาจระดับภูมิภาค

การพิจารณาตามแง่มุมดังกล่าวมาทั้งหมดนี้ ช่วยให้ไม่แปลกใจเลยกับทรรศนะของ ดร.อาลี จั๊ดบา (Ali Jadba) แห่งมหาวิทยาลัยอัลอักซอ ณ กาซา ที่มองบทบาทของอียิปต์อย่างกังขาว่า คนปาเลสไตน์ในฝั่งกาซา แม้จะขอบคุณความช่วยเหลือจากอียิปต์ แต่พร้อมกันนั้นก็มองอียิปต์อย่างไม่ไว้วางใจว่าบทบาทการเป็นคนกลางของอียิปต์ในกรณีการตกลงหยุดยิง ถึงที่สุดแล้วมันเป็นการหาทางลงให้กับอิสราเอลผู้เป็นพันธมิตรของพวกเขาเสียมากกว่า เพราะพฤติกรรมที่ผ่านมาของอียิปต์ภายใต้ประธานาธิบดีซีซีฟ้องอยู่ว่าร่วมมือกับอิสราเอลในการปิดชายแดน ส่งผลทำให้กาซาตกอยู่ในสภาพที่หลายคนเรียกว่า ‘คุกเปิดที่ใหญ่ที่สุดในโลก’ (อ้างอิงจากบทสนทนาออนไลน์บางช่วงตอนระหว่าง ดร.อาลี จั๊ดบา กับ ดร.รุสตั้ม หวันสู)

ด้วยเหตุนี้จึงสะท้อนชัดเกี่ยวกับนัยต่อประเด็นปาเลสไตน์ว่า บนกระดานแห่งอำนาจดังกล่าวมานั้น อียิปต์กำลังอาศัยจุดแข็งด้านภูมิรัฐศาสตร์ถือไพ่ที่เหนือกว่าในการคุมเกมผ่านการปิดและเปิดจุดผ่านแดน
พรมแดนหนึ่งเดียวที่จะเชื่อมต่อผู้คนปาเลสไตน์ในฝั่งกาซากับโลกภายนอก.

แท็กที่เกี่ยวข้อง

อิสราเอลปาเลสไตน์ฉนวนกาซาฮามาสยิวสงครามปาเลสไตน์กลุ่มฮามาสอียิปต์special contentpremium content

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอังคารที่ 15 มิถุนายน 2564 เวลา 15:46 น.