- รัฐบาลอังกฤษ เดินหน้าทดลองทางคลินิกการให้วัคซีนเสริมเข็มที่ 3 สำหรับต้านโควิด-19 เป็นแห่งแรกของโลก คาดว่าผลการทดลองขั้นต้นกับวัคซีนทั้ง 7 ชนิด จะออกมาในเดือนกันยายนนี้ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการฉีดวัคซีนเสริมในอนาคตต่อไป
- การทดลองทางคลินิกดังกล่าวจะถูกนำเข้าหารือในวาระการประชุมของรัฐมนตรีสาธารณสุข จี 7 ในเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งจะจัดขึ้นในมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด
- การทดลองทางคลินิกครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก กองทุนมูลนิธิระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเซาแทมป์ตัน ด้วยเงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาลจำนวน 19.3 ล้านปอนด์
การทดลองในประชากรกลุ่มใหญ่หรือการทดลองระดับคลินิกดังกล่าว จะนับเป็นครั้งแรกของโลกที่มีการทดสอบผลของการฉีดวัคซีนต้านโควิดเข็มที่ 3 ว่าจะมีผลต่อการกระตุ้นภูมิคุ้มกันของผู้รับวัคซีนอย่างไร โดยจะเริ่มการทดลองในเดือนมิถุนายนนี้ กับกลุ่มเป้าหมายหลัก คือประชากรวัยทำงานอายุ 30 ปีขึ้นไป ซึ่งได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิดสองเข็มแรกแล้ว เพื่อประเมินถึงประสิทธิภาพและผลข้างเคียงของวัคซีนเสริมตัวนี้
ข้อมูลที่ได้จากการทดลองจะช่วยให้รัฐบาลตัดสินใจได้ว่า จำเป็นต้องเร่งฉีดวัคซีนเสริมภูมิคุ้มกันเข็มที่ 3 ให้กับประชากรกว่า 20 ล้านคนที่ได้รับวัคซีนโควิดไปครบถ้วนก่อนหน้านี้แล้วหรือไม่ เพื่อป้องกันการระบาดระลอกใหม่จากไวรัสกลายพันธุ์ในช่วงฤดูหนาวครั้งหน้า และเป็นข้อมูลสำคัญให้กับนักวิทยาศาสตร์ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกที่จะนำไปพิจารณาการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 เข็มที่สาม เพื่อปกป้องชีวิตของพลเมืองของตัวเองต่อไป
...
โครงการทดลองวัคซีนเข็มที่ 3 นี้มีชื่อว่า “โคฟ-บูสต์” เป็นโครงการที่ได้รับทุนสนับสนุนจำนวน 19.3 ล้านปอนด์ จากรัฐบาลสหราชอาณาจักร ร่วมกับมหาวิทยาลัยเซาแทมป์ตัน ซึ่งจะใช้อาสาสมัครทุกกลุ่มอายุจำนวน 2,886 คน จากสถานที่ 18 แห่งทั่วประเทศ โดยคนกลุ่มนี้ต้องเป็นผู้ที่รับวัคซีนโควิดเข็มแรกไปในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว หรือเดือนมกราคมที่ผ่านมา
อาสาสมัครที่เข้าร่วมการทดลองจะได้รับการดูแล และดูว่ามีผลข้างเคียงใดๆ เกิดขึ้นหรือไม่ โดยจะเก็บตัวอย่างเลือดมาวิเคราะห์ระดับภูมิคุ้มกันที่เพิ่มขึ้น ทั้งในช่วงหลังฉีดไปแล้ว 28 วัน 84 วัน 308 วัน และ 365 วัน และทุกๆ จุดทดลองจะมีไดอารี่อิเล็กทรอนิกส์ แจกให้กับผู้ร่วมทดลองทุกคน ซึ่งจะมีการส่งสัญญาณเตือนไปยังเจ้าหน้าที่แบบเรียลไทม์ หากมีความผิดปกติเกิดขึ้น และยังมีโทรศัพท์ฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อติดต่อแพทย์ที่ดูแลการทดลอง ที่จะสามารถให้คำแนะนำต่างๆ ได้ทันท่วงที โดยการทดสอบนี้จะใช้วัคซีนที่สหราชอาณาจักรได้สั่งซื้อแล้วทั้ง 7 ชนิด ได้แก่ วัคซีนโควิดของแอสตราเซเนกา โมเดอร์นา ไฟเซอร์ โนวาแวกซ์ แจนส์เซน วัลนีวา และเคียวแวค โดยจะฉีดให้ผู้ร่วมทดลองห่างจากการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ประมาณ 10-12 สัปดาห์ และจะให้วัคซีนคนละยี่ห้อกับที่ผู้ทดลองได้รับใน 2 โดสแรกด้วย
ศาสตราจารย์ ซอล เฟาสต์ จากมหาวิทยาลัยเซาแทมป์ตัน ผู้นำทีมวิจัยของโครงการทดลองโคฟ-บูสต์ บอกว่า การทดลองครั้งนี้ เพื่อให้มีข้อมูลในการตัดสินใจว่ามีความจำเป็นต้องให้วัคซีนเข็มที่ 3 หรือไม่ หากเกิดการระบาดระลอกใหม่ในอนาคต เพราะบางกลุ่มอายุอาจไม่จำเป็นต้องใช้วัคซีนเสริมนี้ แต่บางกลุ่มก็อาจมีความจำเป็นอยู่ โดยคาดว่าผลทดลองที่ได้จากวัคซีนทุกตัวจะไม่มีผลข้างเคียงร้ายแรงใดๆ ตามมา
สำหรับผลการทดลองในเบื้องต้น คาดว่าจะทราบในช่วงเดือนกันยายนนี้ โดยจะส่งให้คณะกรรมการร่วมด้านการฉีดวัคซีนและการสร้างภูมิคุ้มกันโรค ใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจว่าจะมีการฉีดวัคซีนกระตุ้นภูมิอีกรอบในช่วงฤดูหนาวนี้หรือประมาณ เดือน ธ.ค. หรือไม่ เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดการระบาดระลอกใหม่ในช่วงฤดูหนาว ซึ่งเป็นช่วงที่เปราะบางที่สุด
ด้านนายแมทท์ แฮนค็อก รัฐมนตรีสาธารณสุขของอังกฤษ ยังระบุด้วยว่า ในการประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุข จี 7 ที่จะจัดขึ้นในมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดในวันที่ 3-4 มิถุนายนนี้ จะมีการหารือกันในประเด็นนี้ รวมทั้งประเด็นการหาแนวทางป้องกันโรคระบาดในอนาคตด้วย
...
สำหรับการเดินหน้าฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ในสหราชอาณาจักรเวลานี้ สามารถฉีดวัคซีนให้แก่พลเมืองได้แล้วกว่า 57.8 ล้านโดส แบ่งเป็นผู้รับวัคซีนโดสแรก 36.9 ล้านราย คิดเป็น 7 ใน 10 ของประชากรผู้ใหญ่ ส่วนผู้ที่รับวัคซีนครบ 2 โดส แล้วมีอยู่ 20.8 ล้านราย ซึ่งทำให้ประชาชนส่วนใหญ่มีเกราะป้องกันตนเองแล้ว.
ผู้เขียน : อาจุมม่าโอปอล
ที่มา : สกายนิวส์ , โกฟดอทยูเค