• รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติพม่า เกิดจากการรวมตัวของนักการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งในปี 2020 มีภารกิจหนักในการรณรงค์ให้นานาชาติรับรองสถานะว่าเป็นรัฐบาลที่ชอบธรรม และปฏิเสธสภาบริหารแห่งชาติที่ตั้งขึ้นหลังการรัฐประหาร
  • โดยทั่วไปแล้ว การให้การยอมรับว่ารัฐบาลใดเป็นตัวแทนของประเทศใดประเทศหนึ่ง มักทำกันโดยการประกาศของนานาชาติว่าให้การรับรองรัฐบาลนั้นๆ
  • สิ่งที่รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติจะต้องทำคือ หามติจาก 9 ใน 15 ชาติที่เป็นสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ไม่ให้การยอมรับรัฐบาลทหาร เพื่อทำให้ที่นั่งในสหประชาชาติของพม่าว่างลง


รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติพม่า (National Unity Government: NUG) เกิดจากการรวมตัวของนักการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2020 มีภารกิจหนักหน่วงในการรณรงค์ให้นานาชาติรับรองสถานะว่าเป็นรัฐบาลที่ชอบธรรมเพียงหนึ่งเดียวของสาธารณรัฐสหภาพเมียนมา และปฏิเสธสภาบริหารแห่งชาติที่ตั้งขึ้นหลังการรัฐประหารของ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย

นายแพทย์ซาซา รัฐมนตรีความร่วมมือสากลและโฆษกรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ บอกกับนักข่าวและนักวิจัยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ว่า นานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มอาเซียนที่กำลังพยายามแสวงหาบทบาทในการแก้ไขวิกฤตการณ์พม่าอยู่ในเวลานี้ มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะต้องให้การรับรอง (recognition) รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ เพราะนี่เป็นตัวแทนเพียงหนึ่งเดียวที่ประชาชนชาวพม่าเลือกมาอย่างถูกต้องชอบธรรมในการต่อสู้กับเผด็จการทหารพม่า หรือ ‘ตัตมาดอว์’

สมาชิกรัฐสภาพม่าที่ถูกทหารยึดอำนาจประกาศเมื่อวันที่ 16 เมษายน จัดตั้งรัฐบาลคู่ขนานโดยมี อู วิน มินต์ เป็นประธานาธิบดี, ดูวา ลาชิ ลา เป็นรองประธานาธิบดี, ออง ซาน ซูจี เป็นที่ปรึกษาแห่งรัฐ, มาน วิน คาย ถั่น เป็นนายกรัฐมนตรี และมีบรรดานักการเมืองของพรรคสันนิบาติแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (National League for Democracy: NLD) พร้อมด้วยผู้นำของกลุ่มชาติพันธุ์อีกจำนวนหนึ่งเป็นรัฐมนตรีด้านต่างๆ เช่น กลาโหม คลัง ศึกษาธิการ สาธารณสุข แรงงาน และสิทธิมนุษยชน

รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติมีเป้าหมายสำคัญในการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐในพม่า ที่สามารถรวบรวมการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนและเผ่าพันธุ์ในประเทศ ให้สามารถเข้าถึงสิทธิและทรัพยากรได้อย่างเท่าเทียม ปราศจากการเลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นเพศ เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม หรืออัตลักษณ์ใดๆ

ในการนี้ นายแพทย์ซาซา ตั้งใจเอ่ยถึงกลุ่มชาติพันธุ์โรฮีนญจา ในรัฐยะไข่ที่ชนชั้นนำและกองทัพพม่าไม่เคยให้การยอมรับว่าเป็นพลเมืองของพม่า แต่กลับเรียกว่า ‘เบงกาลี’ แทนที่จะเรียกโรฮีนจาอย่างที่พวกเขาเรียกตัวเอง

เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว นายแพทย์ซาซาบอกว่า รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติจะต้องได้รับการรับรองจากนานาชาติเสียก่อนว่ามีสถานะรัฐบาลซึ่งเป็นผู้แทนของประชาชนชาวพม่าทั้งมวล

โดยทั่วไปแล้ว การให้การยอมรับว่ารัฐบาลใดเป็นตัวแทนของประเทศใดประเทศหนึ่ง มักทำกันโดยการประกาศของนานาชาติว่าให้การรับรองรัฐบาลนั้นๆ และเปิดการติดต่อปฏิสัมพันธ์ด้วย แต่ในกรณีนี้ ประเด็นการรับรองจะเป็นปัญหายุ่งยาก เพราะมีคณะบุคคลมากกว่า 1 กลุ่มที่อ้างความชอบธรรมในการเป็นตัวแทนของพม่า กลุ่มหนึ่งคือ ตัตมาดอว์ ภายใต้การนำของ มิน อ่อง หล่าย อีกกลุ่มหนึ่งคือ รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ

ปัจจุบันประเทศพม่าเป็นสมาชิกสหประชาชาติและมีความสัมพันธ์ทางการทูตอยู่กับ 88 ประเทศทั่วโลก คำถามคือ สหประชาชาติและประเทศเหล่านั้นรับรองคณะไหนเป็นรัฐบาล

แม้ว่าหลายประเทศจะออกมาตรการคว่ำบาตรตัตมาดอว์และนายพลที่ยึดอำนาจอยู่ที่กรุงเนปิดอว์ แต่สหประชาชาติและนานาชาติ แม้แต่ประเทศตะวันตก ก็ยังลังเลที่จะให้การรับรองรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ

ในทางปฏิบัติแล้ว ทูตและผู้แทนทางการทูตของพม่าในสหประชาชาติและประเทศต่างๆ จะรายงานต่อรัฐบาลในเมืองหลวงมากกว่ารัฐบาลที่ไม่แน่ใจว่าตั้งอยู่ที่ใด

เรื่องที่จะต้องถกเถียงกันในสหประชาชาติในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้คือ จ่อ โม ตุน ผู้แทนถาวรของพม่าในสหประชาชาติ ประกาศต่อต้านรัฐบาลทหาร และถูกรัฐบาล มิน อ่อง หล่าย สั่งปลดจากตำแหน่ง แต่คณะกรรมาธิการรับรองสถานะของสหประชาชาติยังให้เขาปฏิบัติหน้าที่ต่อไป และเขาบอกว่าตัวเองเป็นตัวแทนของรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ

ปัญหาคือ สหประชาชาติมีสำนักงานอยู่หลายที่ในโลก ไม่ใช่แค่ที่นิวยอร์ก แต่ยังมีที่เจนีวาอีกด้วย และผู้แทนของพม่าส่วนใหญ่ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ก็ยังรายงานกลับไปเมืองหลวงซึ่งรัฐบาลทหารยึดอำนาจอยู่ ประเด็นก็กลายเป็นว่า ประเทศพม่ามี 2 รัฐบาลในสหประชาชาติ

สิ่งที่รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติจะต้องทำคือ หามติจาก 9 ใน 15 ชาติที่เป็นสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงเพื่อทำให้ที่นั่งของประเทศพม่าในสหประชาชาติว่างลงคือ พูดง่ายๆ ไม่ให้สหประชาชาติยอมรับผู้แทนพม่าที่มาจากเมืองหลวง

นายแพทย์ซาซาบอกว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะได้มติเช่นนั้น เพราะมีโอกาสที่จีนหรือรัสเซีย ซึ่งเป็นสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคง ใช้สิทธิยับยั้ง เอาแค่มติห้ามการค้าอาวุธให้ตัตมาดอว์ที่รณรงค์กันอยู่ตอนนี้ยังยาก ต้องเจอกับโรคเลื่อน เนื่องจากทั้งสองชาตินั้นเป็นผู้ขายรายใหญ่

อย่างไรก็ตาม ถ้าข้อมติใดถูกยับยั้ง ก็อาจยังมีโอกาสไปตัดสินในที่ประชุมสมัชชาใหญ่ ซึ่งจะเปิดขึ้นราวเดือนกันยายน แต่รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติเองก็จะต้องรณรงค์กันอย่างขนานใหญ่ เพื่อให้ได้เสียงสนับสนุนมากพอจะลงมติ

นายแพทย์ซาซาบอกว่า ตอนนี้รัฐบาลเอกภาพแห่งชาตินิยามเรื่องการให้การรับรองอย่างง่ายๆ เพียงแค่ว่า ได้รับการติดต่อ ความร่วมมือ และการสนับสนุนจากรัฐบาลนานาชาติ ก็อาจจะเพียงพอที่จะบอกได้ว่า “ใครยืนอยู่ข้างเราบ้าง” และจากคำพูดของนายแพทย์ซาซา การทำงานประสานงานเบื้องหลังกับหลายประเทศทั่วโลกตอนนี้ มีหลายรัฐบาลแสดงท่าทีเป็นบวกที่จะให้การสนับสนุนในทางใดทางหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ภารกิจสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการแสวงหาการรับรองจากนานาชาติ คือการสร้างตัวตนที่แท้จริงของรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ ให้สามารถทำงานและให้บริการกับประชาชน ซึ่งภารกิจเฉพาะหน้าคือ ปกป้องคุ้มครองประชาชนให้ปลอดภัยจากการคุกคามของตัตมาดอว์

...

รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติประกาศจัดตั้งกองทัพแห่งสหพันธ์ขึ้นมา แต่ยังไม่เป็นที่ชัดเจนนักว่ากองกำลังอยู่ที่ไหน มีจำนวนเท่าใด มีความเป็นไปได้ว่าจะแสวงหาจากกองกำลังของกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งน่าจะมีอยู่ประมาณ 80,000 นาย แต่กระจัดกระจายตามฐานที่มั่นของตัว ซึ่งคงจะผนึกกำลังในการต่อสู้กับตัตมาดอว์ได้ยาก ไม่นับว่าจำนวนและแสนยานุภาพยังเทียบกันไม่ได้