- ความขัดแย้งระลอกล่าสุดของอิสราเอลกับปาเลสไตน์เกิดจากคำตัดสินของศาลแขวงเมืองเยรูซาเล็ม มีผลขับไล่ชาวปาเลสไตน์ 12 ครอบครัวออกจากบ้านในย่าน ชีค ญะราฮ์ และมอบบ้านให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของชาวยิวอิสราเอลที่ชนะคดี
- เมื่อรัฐอิสราเอลได้ก่อตั้งขึ้นอย่างผิดกฎหมายระหว่างประเทศและขัดกับมติของสหประชาชาติ หลังสงครามของพวกเขากับบรรดาชาติอาหรับในปี 1948 ชาวยิวได้อพยพหนีภัยสงครามเข้ามาอยู่ในเขตยึดครอง ส่วนชาวปาเลสไตน์ราว 750,000 คน ก็ถูกขับไล่โดยกองกำลังอิสราเอลให้ต้องเร่ร่อนออกจากบ้านเรือนของตนเอง
- กระบวนการขับไล่ชาวปาเลสไตน์และแทนที่ด้วยชาวยิวอิสราเอลในย่านรอบเมืองเก่า มิใช่เรื่องใหม่ แต่เกิดขึ้นต่อเนื่องอย่างน้อยตั้งแต่ปี 2001 โดยใช้กระบวนการทางกฎหมายที่ศาลแขวงไปจนถึงศาลสูงสุด ให้การรับรองสิทธิ์ในการครอบครองของภาคเอกชนอิสราเอล
บนฐานของความไม่เป็นธรรมและความขัดแย้งรุนแรงอันมีประวัติศาสตร์ยาวนานมากกว่า 70 ปี ความรุนแรงระลอกล่าสุดที่เกิดขึ้นกับปาเลสไตน์ดังที่ทุกท่านเห็นตามหน้าสื่อต่างๆ นั้น ก่อตัวขึ้นเมื่อราวปลายปีที่แล้ว จากคำตัดสินของศาลแขวงเมืองเยรูซาเล็ม มีผลขับไล่ชาวปาเลสไตน์ 12 ครอบครัวออกจากบ้านของตนเองในย่าน ชีค ญะราฮ์ (Sheik Jarrah) และมอบบ้านเหล่านั้นให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของชาวยิวอิสราเอลที่ชนะคดี โดยมีเส้นตายบีบให้ชาวปาเลสไตน์ต้องย้ายออกภายในวันที่ 2 พฤษภาคม นำมาซึ่งการประท้วงอย่างยืดเยื้อของชาวปาเลสไตน์ตั้งแต่ราวเดือนมีนาคมเป็นต้นมา
เหตุการณ์นี้แยกไม่ขาดจากอดีต และเราจะไม่เข้าใจเหตุแห่งความคับข้องใจของชาวปาเลสไตน์ได้เลย ถ้าไม่เห็นว่ากระบวนการอันบิดเบี้ยวทางกฎหมายนี้ถูกใช้มาโดยตลอดในฐานะส่วนหนึ่งของนโยบายขับไล่กำจัดชาวปาเลสไตน์ออกจากพื้นที่เยรูซาเล็มตะวันออก ซึ่งมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ ในฐานะพื้นที่บริเวณรอบเมืองเก่า (the Old City) ที่ตั้งศาสนสถานสำคัญของอิสลาม คริสต์ และยูดาย
...
ยุทธศาสตร์ดังกล่าวสะท้อนความพยายามอย่างกว้างขวางไม่แคร์สื่อ ในการนำชาวยิวอิสราเอลมาตั้งรกรากอยู่อาศัยแทนที่ชาวอาหรับปาเลสไตน์บริเวณโดยรอบ โอบล้อมพื้นที่ยุทธศาสตร์เอาไว้นั่นเอง
เหตุการณ์นี้จึงเป็นภาพตัวแทนที่จับต้องได้ของประเด็นปัญหาปาเลสไตน์หลายทศวรรษหลัง และการขับไล่ชาวปาเลสไตน์ด้วยเครื่องมือทางกฎหมายเช่นนี้ถูกคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นอีกกับครอบครัวอื่นๆ ในเดือนสิงหาคมที่กำลังจะมาถึง
มาถึงตรงนี้หลายท่านคงจะงุนงงว่ากระบวนการทางกฎหมายดังกล่าวมันบิดเบี้ยวบิดเบือนอย่างไร ผมขอนำเสนอเป็นลำดับขั้นการอ้างอิงให้เหตุผล ดังนี้ครับ
1.
พึงระลึกก่อนว่า รัฐอิสราเอลซึ่งถูกก่อตั้งขึ้นอย่างผิดกฎหมายระหว่างประเทศ ในหลายปีหลังมานี้ มักประกาศบ่อยๆ ในเชิงเน้นย้ำสิทธิ์อันชอบด้วยกฎหมายของชาวยิวอิสราเอลในการปลูกสร้างและครอบครองสิ่งก่อสร้างภายในดินแดนอันประกาศฝ่ายเดียวว่าเป็น ‘เมืองหลวงของเรา’ คือ เยรูซาเล็ม ทั้งที่โดยทั่วไปประชาคมนานาชาติรับรองกรุงเทลอาวีฟเป็นเมืองหลวง
แนวทางของรัฐบาลอิสราเอลดังกล่าวมานี้ถูกเรียกว่า ยุทธศาสตร์การตั้งถิ่นฐานในลุ่มน้ำศักดิ์สิทธิ์ (the Holy Basin Settlement Strategy) ซึ่งถูกขับเคลื่อนโดยกลไกระดับต่างๆ ตั้งแต่หน่วยการปกครองระดับท้องถิ่นไปจนถึงองค์กรตุลาการ
2.
เราคงต้องสืบย้อนกลับไปไกลนิดหนึ่ง จึงจะเห็นภาพชัดเจน
ย่าน ชีค ญะราฮ์ มีประวัติศาสตร์ยาวนานมาตั้งแต่ปี 1865 โดยตั้งชื่อย่านชุมชนขึ้นตามชื่อของชัยค์ ฮัสซัม อัลญะราฮีย์ (Sheik Hussam al-Din al-Jarrahi) แพทย์ประจำตัวของ เศาะลาฮุดดีน ผู้พิชิตสงครามครูเสด ผู้คนอาหรับปาเลสไตน์ นำโดยตระกูลฮูซัยนี ลงหลักปักฐานก่อตัวเป็นชุมชนขึ้นในบริเวณรอบๆ สุสานของชัยค์ท่านนี้ และพัฒนามาเป็นย่านที่อยู่อาศัยของชนชั้นนำมุสลิมในเยรูซาเล็ม (อาคารบ้านเรือนหลังแรกที่ถูกปลูกสร้างขึ้นสมัยนั้นกลายมาเป็นโรงแรม American Colony ในปัจจุบัน)
เวลานั้น ชาวยิวก็ตั้งถิ่นฐานขึ้นในละแวกเดียวกัน คือก่อตั้งชุมชนขึ้นรอบๆ สุสานของนักบวชคนสำคัญในศาสนายูดาย คือ ชิมอน ฮาตซาดิก (Shimon Hatzadik) และพอถึงปี 1876 ชาวยิวกลุ่มหนึ่งก็ได้ทำการกว้านซื้อที่ดินสุสานและบริเวณโดยรอบเอาไว้ในครอบครอง จึงทำให้ชาวยิวเรียกย่านนี้ตามชื่อนักบวชท่านนั้นว่า ย่าน ชิมอน ฮาตซาดิก
ส่วนในปี 1890 ที่ดินฝั่งตะวันตกถัดออกไปจาก ชิมอน ฮาตซาดิก ก็ถูกกว้านซื้อเพิ่มและถูกตั้งชื่อว่าย่าน นะหะลัต ชิมอน (Nahalat Shimon - Nahalat มาจาก Nahala ในภาษาฮิบรูแปลอย่างง่ายได้ว่า อสังหาริมทรัพย์) และกลุ่มทุนชาวยิวก็ได้เริ่มขับเคลื่อนโครงการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างและโครงสร้างพื้นฐานชุมชนอย่างจริงจังขึ้นตั้งแต่ช่วงเวลานั้นเป็นต้นมา จนกลายเป็นย่านชุมชนที่หนาแน่น
สภาพธรรมชาติพื้นฐานทางสังคมและประชากรของสามย่านนี้ รวมถึงโดยทั่วไปของผืนแผ่นดินทั้งหมดที่เป็นปัญหา โดยข้อเท็จจริงแล้วจึงกอปรขึ้นจากคนหลากเชื้อชาติศาสนามาตั้งแต่ยุคโบราณ
อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐอิสราเอลได้ถูกก่อตั้งขึ้นอย่างผิดกฎหมายระหว่างประเทศและขัดกับมติของสหประชาชาติ หรือมีลักษณะเป็น ‘รัฐผิดกฎหมาย’ หรือ 'รัฐผู้ยึดครอง' (occupying power)
...
คำนี้เป็นคำทางการที่ปรากฏอยู่ในข้อมติ และเอกสารของกลไกระดับโลกหลายหน่วยงาน เมื่อพวกเขาใช้เรียกอิสราเอล ก็จะขยายความด้วยคำนี้ในหลายวาระด้วยกัน เพื่อสื่อถึงพฤติการณ์อันมิชอบของอิสราเอลเหนือดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกพวกเขาเข้ายึดครอง (Occupied Territory) อย่างละเมิดต่อกฎหมายระหว่างประเทศและคุณค่าสากลของโลก หน่วยงานดังข้างต้น อาทิ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ
สงครามของพวกเขากับบรรดาชาติอาหรับในปี 1948 ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงถิ่นฐานประชากรครั้งใหญ่ กล่าวคือ ชาวยิวในย่านที่กล่าวถึงข้างต้น ได้อพยพหนีภัยสงครามเข้ามาอยู่ในเขตยึดครองของรัฐอิสราเอล ส่วนชาวปาเลสไตน์ราว 750,000 คน ก็ถูกขับไล่โดยกองกำลังของรัฐบาลอิสราเอล ให้ต้องเร่ร่อนออกจากบ้านเรือนของตนเองในย่านซึ่งถูกก่อเป็นรัฐอิสราเอลปัจจุบัน
ต่อมาปี 1956 รัฐบาลจอร์แดน ด้วยการทำงานร่วมกับกลไกของสหประชาชาติ จึงดำเนินการให้ผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์เข้าอยู่อาศัยในอพาร์ตเมนต์และย่านชุมชนที่ถูกชาวยิวทิ้งร้างไปเมื่อครั้งปี 1948
3.
ด้วยเหตุนี้ ชาวยิวอิสราเอลจึงได้อ้างสิทธิ์ในการครอบครองพื้นที่ย่านดังกล่าวว่าเป็นสิทธิ์ที่พวกเขามีก่อนจะเกิดสงครามกับอาหรับในปี 1948 ตามการอนุญาตจากระบบกฎหมายของรัฐอิสราเอลเองผู้ยึดครอง ซึ่งให้สิทธิ์ไม่ใช่แค่ย่าน ชีค ญะราฮ์ เท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงดินแดนเขตเวสต์แบงค์ทั้งหมดอีกด้วย ในลักษณะที่ชาวปาเลสไตน์ไม่สามารถกระทำแบบเดียวกันได้ กับการอ้างสิทธิ์เหนือที่ดินและทรัพย์สินของตนที่เคยมีก่อนหน้าสงคราม ไม่ว่าจะในเยรูซาเล็ม หรือในดินแดนที่ถูกยึดครองตั้งขึ้นเป็นรัฐผิดกฎหมายอิสราเอล
กระบวนการขับไล่ชาวปาเลสไตน์และแทนที่ด้วยชาวยิวอิสราเอลในย่านโดยรอบเมืองเก่า บนฐานแนวคิดดังกล่าวมิใช่เรื่องใหม่ หากแต่เราเห็นเรื่องราวเช่นนี้ได้อย่างต่อเนื่องมาอย่างน้อยตั้งแต่ปี 2001 ด้วยโครงเรื่องซ้ำๆ คือกระบวนการทางกฎหมายที่ศาลแขวงไปจนถึงศาลสูงสุดของอิสราเอล ให้การรับรองสิทธิ์ในการครอบครองของภาคเอกชนอิสราเอล
ล่าสุด กรณีย่าน ชีค ญะราฮ์ ก็คือ สิทธิ์ขององค์กรเอกชนที่ชื่อ นะหะลัต ชิมอน ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ ด้วยสิทธิ์ดังกล่าว สถานะของชาวปาเลสไตน์ที่อยู่อาศัยในแถบเหล่านั้น โดยจำนวนไม่น้อยเป็นผู้ลี้ภัยมาจากฝั่งรัฐอิสราเอลในสงครามปี 1948 จึงตกเป็น ‘ผู้เช่า’ ซึ่งต้องเสียค่าเช่าให้กับเจ้าของที่แท้จริง และดังนั้น ระบบกฎหมายอิสราเอลจึงยืนยันสิทธิ์ของชาวยิวอิสราเอลในการเข้าครอบครองกรรมสิทธิ์แทนที่ชาวปาเลสไตน์ที่ไม่ยอมจ่ายค่าเช่าที่อยู่อาศัย
ประเด็นนี้จึงมิใช่แค่เรื่องข้อพิพาททางคดีระหว่างเอกชนกับเอกชน หากแต่วางอยู่ภายใต้โครงสร้างของระบบกฎหมายอันไม่เป็นธรรม และแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวของรัฐบาลอิสราเอล
...
4.
ในเหตุการณ์ล่าสุดอันเป็นชนวนเหตุของความรุนแรงระลอกปัจจุบันก็พัฒนามาจากเรื่องที่ดังได้กล่าวไว้แล้ว ชาวปาเลสไตน์ถูกกระทำด้วยวิธีเดิมๆ เพื่อขับไล่ที่ เข้าสู่กระบวนการต่อสู้ทางคดีในชั้นศาล ทำการอุทธรณ์และยื่นเรื่องสู่ศาลสูงสุดตามลำดับ แต่กระบวนการยังมิทันจะได้ข้อยุติ กองกำลังของอิสราเอลก็ใช้กำลังเข้าขับไล่อย่างรุนแรง เป็นที่มาของการชุมนุมประท้วงที่ขยายตัวและยืดเยื้อ โดยได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างกว้างขวางไปทั่วโลกอยู่ในขณะนี้ อันเป็นผลมาจากการที่รัฐอิสราเอลเลือกใช้กำลังตอบโต้ในทุกๆ ขั้นตอนการเรียกร้องความเป็นธรรมของชาวปาเลสไตน์ รวมไปถึงการยิงแก๊สน้ำตา และกระสุนโลหะหุ้มยางเข้าไปยังผู้กำลังละหมาดในมัสยิดอัลอักซอ
คำอธิบายเรื่อง ‘รัฐผิดกฎหมาย’
การระบุนิยามคำว่า ‘รัฐผิดกฎหมายอิสราเอล’ หรือ 'รัฐผู้ยึดครอง' หากเราพิจารณาข้อเท็จจริงในการก่อรูปความเป็นรัฐขึ้นมา การแผ่ขยายดินแดนด้วยกระบวนการเช่นว่านี้ รวมทั้งคำตัดสินของศาลแขวงเยรูซาเล็มหนล่าสุดล้วนเป็น
“…สิ่งที่ขัดต่อมติของสหประชาชาติที่ผ่านมาทั้งหมด เช่น มติ 194, 181, 303, 478 และอื่นๆ ซึ่งล้วนระบุยืนยันไปในทิศทางเดียวกันให้เยรูซาเล็มเป็นพื้นที่สากลภายใต้การดูแลของสหประชาชาติ และการกำหนดสถานะสุดท้ายหรือการดำเนินการใดๆ ต้องมาจากการเจรจาระหว่างกัน รวมทั้งการคัดค้านความพยายามของอิสราเอลในการยึดครองเยรูซาเล็ม โฆษก UN ยังเรียกร้องให้อิสราเอลยุติการขับไล่ชาวปาเลสไตน์ออกจากที่อยู่อาศัยของพวกเขา พร้อมกับเตือนว่าพฤติกรรมที่อิสราเอลทำอาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม…” (อ่านข้อวิเคราะห์นี้ของ ผศ.ดร.มาโนชญ์ อารีย์ เพิ่มเติม ที่นี่
นอกจากนี้ การใช้อำนาจทางตุลาการของรัฐอิสราเอล แม้จะอ้างว่าเป็นเรื่องภายในประเทศ แต่ก็นับได้ว่าละเมิดต่อหลักกฎหมายเด็ดขาด (jus cogens) ของระบบกฎหมายระหว่างประเทศ อันเป็นแนวปฏิบัติที่รัฐต่างๆ ยอมรับกันว่า
“…การใช้อำนาจอธิปไตยของตนยังต้องตกอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของกฎหมายระหว่างประเทศบางประการ โดยที่รัฐไม่สามารถจะแสดงเจตจำนงเป็นอื่นไปได้ เช่น การห้ามรุกราน การทำลายล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งการรุกไล่กวาดล้างชาวปาเลสไตน์เช่นนี้ก็เข้าข่ายละเมิดต่อหลักกฎหมายเด็ดขาดในแง่มุมที่ว่าเช่นกัน โดยที่ตามหลักการแล้ว หลักกฎหมายเด็ดขาดของกฎหมายระหว่างประเทศเช่นว่านี้ ย่อมอยู่ในลำดับศักดิ์ที่สูงกว่ากฎหมายภายในของรัฐ รัฐจะออกกฎหมายภายในที่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายระหว่างประเทศที่มีลักษณะเป็นกฎหมายเด็ดขาดมิได้
"กรณีที่กฎหมายภายในของรัฐขัดกับกฎหมายเด็ดขาดแห่งกฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายภายในของรัฐนั้นสิ้นผลบังคับทันที แม้จะเป็นการใช้บังคับแค่ภายในดินแดนของรัฐนั้นๆ เองก็ตาม…” (อ่านหลักกฎหมายระหว่างประเทศนี้เพิ่มเติมได้ใน จุมพต สายสุนทร. กฎหมายระหว่างประเทศ เล่ม 1 (พิมพ์ครั้งที่ 8 แก้ไขเพิ่มเติม). กรุงเทพฯ: วิญญูชน, 2552. 112-113)
...
พฤติกรรมของอิสราเอลนั้นผิดกฎหมายอย่างแน่ชัด ผิดมานับตั้งแต่วิธีการก่อตั้งรัฐ แต่เพราะเหตุใดจึงไม่สามารถมีใครเอาผิดได้ และตัวแสดงระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดต่อเรื่องนี้ มีท่าทีกับเหตุการณ์ความรุนแรงระลอกล่าสุดกันอย่างไร เอาไว้มาต่อกันสัปดาห์หน้าครับ.