สหรัฐฯ ยกเลิกคำสั่งระงับชั่วคราวการใช้วัคซีคต้านโควิด "จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน" แล้วโดยพิจารณาเห็นว่ามีความจำเป็นมากกว่าความเสี่ยงของผลข้างเคียงการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน แต่ย้ำให้มีการติดฉลากเตือน

เว็บไซต์ข่าว CNN รายงานว่า เมื่อวันที่ 24 เม.ย. ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค หรือซีดีซี (Centers for Disease Control and Prevention-CDC) และองค์การอาหารและยา (Food and Drug Administration-FDA) ของสหรัฐฯ ยกเลิกคำสั่งระงับใช้วัคซีนต้านโรคโควิด-19 ของ บ.จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (Johnson & Johnson-J&J) แต่ระบุว่าจะมีการติดฉลากเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยงของการเกิดผลข้างเคียงลิ่มเลือดอุดตัน 

คณะกรรมการของซีดีซีและเอฟดีเอ ลงมติ 10-4 เสียง ลงมติให้กลับมาฉีดวัคซีนตัวนี้กับประชาชนอายุ 18 ปี และ 18 ปีขึ้นไปตามเดิม โดยระบุว่ามีความสำคัญอย่างมากที่ผู้รับวัคซีนกลุ่มที่เป็นผู้หญิง จะได้รับคำเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยงของวัคซีนตัวนี้ เพื่อที่จะได้มีโอกาสตัดสินใจหาทางเลือกอื่นๆ เนื่องจากผู้ที่มีลิ่มเลือดอุดตันส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงอายุในช่วงระหว่าง 18-48 ปี และเกิดอาการหลังจากได้รับวัคซีนแล้ว 6-13 วัน

ประกาศนี้มีขึ้นหลังจากคณะผู้เชี่ยวชาญของซีดีซี ได้พิจารณาหาเรือในประเด็นนี้ เนื่องจากมีผู้รับวัคซีน 15 รายจากจำนวนกว่า 8 ล้านรายที่ได้รับวัคซีน เกิดอาการลิ่มเลือดอุดตันหลังจากรับวัคซีนของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ทำให้ต้องระงับการใช้ไปเป็นเวลา 11 วัน 

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมการอาหารและยาของยุโรปก็สั่งให้กลับมาใช้วัคซีนตัวนี้แล้วเนื่องจากพิจารณาว่าวัคซีนมีประโยชน์ในการต้านโควิดมากกว่าความเสี่ยง

ขณะที่ ดร.ซาราห์ ลอง แห่งวิทยาลัยการแพทย์เดร็กเซล หนึ่งในคณะกรรมการตัดสินใจ ซึ่งเธอบอกว่าได้ลงคะแนนต่อต้านการนำวัคซีนตัวนี้กลับมาใช้เพราะมองว่ากลุ่มเสี่ยงซึ่งก็คือผู้หญิงไม่ได้รับการเตือนอย่างจริงจังมากพอ 

ทั้งนี้ วัคซีนของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน พัฒนาโดยใช้เวคเตอร์ของอาดีโนไวรัส แบบเดียวกับวัคซีนต้านโควิด-19 ของบริษัทแอสตราเซเนกา ซึ่งกำลังถูกตั้งคำถามเรื่องการทำให้เกิดลิ่มเลือดเช่นกัน โดยก่อนหน้านี้ สำนักงานยาแห่งยุโรป ได้ข้อสรุปว่า ควรบรรจุเรื่องการทำให้เกิด "ลิ่มเลือดผิดปกติร่วมกับเกล็ดเลือดต่ำ" ในรายการผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้ยากของวัคซีนตัวนี้ด้วย. 

ที่มา CNN