ไลฟ์สไตล์
100 year

ส่องท่าทีไทยต่อเมียนมา ชี้ชะตาเหตุเพื่อโลกจดจำ

ไทยรัฐฉบับพิมพ์
9 เม.ย. 2564 05:02 น.
SHARE

ส่องท่าทีไทยต่อเมียนมา ชี้ชะตาเหตุเพื่อโลกจดจำ

ไทยรัฐฉบับพิมพ์

9 เม.ย. 2564 05:02 น.

ผ่านพ้นมาสองเดือนกว่าแล้ว “กองทัพเมียนมาทำรัฐประหาร” ยึดอำนาจจาก “รัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง” จุดชนวนประชาชนออกมาต่อต้านประท้วงทวงคืนประชาธิปไตย ที่ต้องเผชิญหน้า “กองกำลังฝ่ายความมั่นคง” เข้ามาปฏิบัติการปราบปรามผู้ชุมนุมอย่างหนัก

โดยเฉพาะเหตุการณ์ใน “วันเฉลิมฉลองครบรอบ 76 ปี กองทัพเมียนมา” ที่มีรายงานว่า “ผู้ชุมนุมเสียชีวิต” จากการปราบปรามการชุมนุมอย่างน้อย 114 ศพ นับเป็นการนองเลือดครั้งใหญ่ที่สุด ตั้งแต่กองทัพเมียนมาก่อรัฐประหารยึดอำนาจมานี้ คาดว่ามีผู้ประท้วงเสียชีวิตสะสมไม่เป็นทางการมากกว่า 538 คนทั่วประเทศด้วยซ้ำ

ข่าวแนะนำ

ซ้ำร้ายยังส่งเครื่องบินรบเข้าโจมตีทางอากาศถล่มฐานที่ตั้งกองกำลังกะเหรี่ยง และส่งกำลังทหารหลายพันนายเข้าประชิดปิดล้อมทุกด้าน ส่งผลให้ “พลเรือนกะเหรี่ยงหลายพันคน” ต้องอพยพหนีตายข้ามมาชายแดนไทย เพื่อขอหนีภัยการสู้รบ ด้าน ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ต่อเนื่อง

ทำให้ “ผู้นำทหารประเทศตะวันตก” ประณามเจ้าหน้าที่รักษาความมั่นคงเมียนมา ระบุว่า กองทัพที่ชำนาญต้องปฏิบัติตามมาตรฐานสากล มีความรับผิดชอบปกป้องคุ้มครอง ไม่ทำร้ายประชาชน ขอให้หยุดความรุนแรง และฟื้นฟูความเคารพกับความน่าเชื่อถือของประชาชนชาวเมียนมาที่สูญเสียไปจากการกระทำของกองทัพนี้

จนล่าสุด...“กองทัพเมียนมา” ประกาศหยุดยิงฝ่ายเดียว 1 เดือน ที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1-30 เม.ย.นี้

การใช้กำลังต่อผู้ประท้วงในเมียนมาน่าเป็นห่วงขึ้นเรื่อยๆนี้ ผศ.ดร.นฤมล ทับจุมพล รอง ผอ.ฝ่ายวิจัยสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า กองทัพเมียนมาใช้กำลังปราบปรามประชาชนไม่ใช่ครั้งแรก เพราะมีมาตั้งแต่ในปี 1988 การใช้กำลังปราบปรามนิสิต นักศึกษา ออกมาประท้วงเรียกร้องยุติระบอบเผด็จการ

ต่อมาก็ใช้กำลังสลายผู้ประท้วงต่อต้านยึดอำนาจคุมขังอองซาน ซูจี เช่นกัน แต่ด้วย “ยุคนั้นไม่มีสื่อออนไลน์” ทำให้ไม่มีตัวเลขผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตแน่ชัด ต่างจากยุคนี้ “ระบบสื่อสารรวดเร็ว” เผยแพร่เหตุการณ์สู่โลกภายนอกนาทีต่อนาที เช่นนี้จึงมีแพทย์ ข้าราชการ และประชาชน ออกมาต่อต้านรัฐประหารอย่างล้นหลาม

แม้ว่า “กองกำลังฝ่ายความมั่นคง” ใช้กำลังปราบปรามอย่างหนัก แต่ไม่ทำให้ “คนกลัวการกระทำจากฝ่ายกองทัพ” ทำให้เชื่อว่าสถานการณ์ “น่าจะรุนแรงกว่าอดีต” ที่ขยายออกไปเป็นวงกว้างกว่าเดิม สิ่งสำคัญ
“ผู้คัดค้าน และกองกำลังชาติพันธุ์” ออกมาประกาศชัดเจนในการหันมา

จับมือกันต่อต้านกองทัพทำรัฐประหารนี้

ในแง่นี้นับเป็นความก้าวหน้าต่อความสัมพันธ์อันดี เพราะที่ผ่านมาเกิดได้ยากด้วยเหตุ “ผู้คัดค้าน” อาศัยอยู่พื้นที่เมืองเป็นหลัก ในส่วน “กองกำลังชาติพันธุ์” มีแนวคิดประเด็นการต่อสู้จำเพาะอีกแบบ

สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดคนสมัยใหม่ ที่ตรงข้าม “กองทัพเมียนมา” อันมีวิธีคิดแบบเก่าในเชิงการใช้อำนาจที่เป็นโจทย์สำคัญ “เมื่อสิ่งใหม่ไม่ทันเกิดขึ้น สิ่งเก่าไม่ตายลง” ย่อมทำให้เกิดสถานการณ์อันเลวร้ายเสมอ

แต่สิ่งกังวลไม่อยากเห็นกองเชียร์สนับสนุน “ผู้ต่อต้านมือเปล่า” มีท่อนไม้เป็นอาวุธเข้าต่อสู้กับ “กองทัพ” เพราะอาจเกิดการสูญเสียมากกว่าเดิม ดังนั้นควรมี “เวทีประนีประนอม” เพื่อหาทางออกลดการสูญเสียให้ได้

ประการต่อมาต้องเข้าใจยุคนี้ “เมียนมากำลังต่อสู้” ในบริบทโลก

ใกล้ชิดกัน มีการถ่ายทอดสดเหตุการณ์เรียลไทม์ “ทั่วโลก” สามารถมองเห็นผ่านบนโลกออนไลน์เสมือนอยู่สถานที่จริงด้วยซ้ำ สิ่งนี้ย่อมมีผลต่อ “สายตาชาวโลก” ออกมากดดันขมขู่คว่ำบาตร และการประณามการใช้ความรุนแรงมากมายตามมานี้

แล้วมีคำถามว่า “กองทัพเมียนมา” สนใจคำขู่คำประณามพร้อมปิดประเทศจริงหรือไม่ เรื่องนี้เชื่อว่า “เมียนมา” ไม่สามารถปิดประเทศอยู่เดียวดายได้เหมือนอดีตอีก และในฐานะประเทศบ้านเพื่อนใกล้ชิด “ก็ไม่อยากเห็นการปิดประเทศ หรือต้องกลายเป็นรัฐล้มเหลว” ดังที่มีหลายคนกำลังวิเคราะห์พูดกันอยู่ขณะนี้

ในลักษณะการนำ “เหตุการณ์เมียนมา” ไปเปรียบเทียบกับ “สถานการณ์ในลิเบีย” ที่มีความขัดแย้งต่อต้านอำนาจรัฐในประเทศเช่นกัน ดังนั้นคงต้องเร่งหาวิธีจัดการให้เกิดเสถียรภาพเร่งด่วน เพื่อให้คนกลางติดต่อพูดคุยในบางระดับความสัมพันธ์มากกว่าการกดดันอย่างเดียวคงไม่เพียงพอแน่นอน

โดยเฉพาะประเทศ 8 ชาติ ส่งตัวแทนเข้าร่วมพิธีสวนสนามครบรอบวันกองทัพเมียนมา เช่น รัสเซีย จีน อินเดีย ปากีสถาน บังกลาเทศ เวียดนาม ลาว และไทย ที่อาจเป็นตัวแทนเข้าไปพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการก็ได้

เชื่อว่า...“กองทัพเมียนมา” ไม่ได้ปิดประตูตายที่จะไม่ยอมรับฟังความเห็นชาติอื่นเสียทีเดียว อย่างก่อนหน้านี้ที่มีการปิดประเทศต้องเผชิญ “พายุหมุนไซโคลนนาร์กิส” มีผู้ประสบภัยราว 2 ล้านกว่าคน และเสียชีวิต หรือสูญหายราว 1 แสนคน คราวนั้น “นานาชาติ” ต่างยื่นมือช่วยเหลือเร่งด่วน แต่ “เมียนมา” ไม่ยอมเปิดให้เข้าประเทศ

สุดท้ายมีการพูดคุยระดับความสัมพันธ์แบบไม่เป็นทางการ ทำให้ยอมเปิดประเทศ เหตุนี้ต้องใช้ “คนกลาง” เข้าเจรจาคลายวิกฤตินี้ โดยเฉพาะ “อาเซียน” ต้องมีบทบาทต่อการพูดคุยให้เกิดการประนีประนอมกันขึ้น

ประเด็น...“เรียกร้องสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เข้าแทรกแซงเมียนมา” ด้วยการส่งกองกำลังสันติภาพนานาชาติเข้ารักษาความปลอดภัยแก่ประชาชนเมียนมา

ในเรื่องนี้เป็นไปได้ยากมาก เพราะจะเข้าไปแทรกแซงได้ต้องมีลักษณะนำสู่ทำลายล้างเผ่าพันธุ์เสียก่อน ถ้าจำได้กรณี “โรฮีนจา” ก็ไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงด้วยซ้ำ

โดยเฉพาะ “กองกำลังสันติฯ” ต้องผ่านมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเห็นชอบด้วย ในการนี้มีจีนและรัสเซียร่วมเป็นสมาชิกอยู่ด้วย ที่จะไม่ยอมให้กองกำลังสันติฯเข้าไปแน่นอน

อีกทั้งตอนนี้ “กองทัพเมียนมา” ใช้อาวุธทำร้ายประชาชน มีลักษณะ “กึ่งวิสามัญฆาตกรรม” จากเจ้าหน้าที่รัฐใช้กำลังเกินกว่าเหตุกับ “ผู้ชุมนุมไม่มีอาวุธ” ที่ไม่ควรมองประชาชนตัวเองเป็นศัตรูในประเทศ แม้ว่า “ประชาชน” ไม่เห็นด้วยกับการขึ้นมาบริหาร และ “อุดมการณ์การเมืองเห็นต่างกัน” ยังสามารถเลือกตั้งใหม่

แต่การทำให้ “สูญเสียชีวิต” ไม่อาจฟื้นคืนได้ สิ่งนี้ยิ่งทำให้ขาดความชอบธรรมในการบริหารประเทศด้วยซ้ำ ดังนั้น “ประชาคมโลก” ต้องเน้นกดดันเรื่อง “สิทธิการมีชีวิตของพลเมือง” ที่ไม่สามารถทำความรุนแรงได้นี้

ย้ำว่า...“กองกำลังชาติพันธุ์ร่วมกันต่อต้านนำสู่สงครามกลางเมือง” เรื่องนี้ไม่ง่ายเพราะ “กองทัพเมียนมา” มีกำลังพลกว่า 5 แสนนาย และมีอาวุธยุทโธปกรณ์เพียบพร้อมสูง ส่วน “กองกำลังชาติพันธุ์” ลงนามสัญญาหยุดยิงในปี 2015 ทำให้หยุดสู้รบมานานแล้ว ศักยภาพกำลังพล อาวุธยุทโธปกรณ์ หรือทุนทรัพย์ก็ลดน้อยตามมาด้วย

มองอีกมุม “การเกิดสงครามกลางเมือง” ย่อมเข้าหลักเกณฑ์ “สถาน-การณ์ฉุกเฉิน” ตามรัฐธรรมนูญเมียนมาปี 2008 ที่เป็นเหตุผลความชอบธรรมให้ “กองทัพ” ขยายเวลาอยู่นานยิ่งกว่าเดิม ดังนั้น ยืนยันว่า “ความขัดแย้งในเมียนมา” ต้องใช้หลักการพูดคุย มุ่งเน้น “ด้านมนุษยธรรม” เป็นหลัก เพราะ “สิทธิการมีชีวิต” สำคัญกว่าสิ่งอื่นใด

เพราะรัฐธรรมนูญฯกำหนดไว้ให้ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ คุมอำนาจไม่เกิน 1 ปี การขยาย พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ต้องมีเหตุผลชัดเจน ถ้ามีการประท้วง หรือเกิดสงครามกลางเมือง ย่อมเป็นข้ออ้างให้กองทัพอยู่ต่อได้นานขึ้น

สถานการณ์นี้...“ประเทศไทย” ต้องเน้นด้านมนุษยธรรมในการช่วยเหลือผู้หนีร้อนมาพึ่งเย็น ลักษณะไม่เป็นทางการ หรือไม่ต้องประกาศสนับสนุนฝ่ายใดก็ได้ อย่างที่เคยดูแลผู้อพยพในสงครามอินโดจีน สงครามเขมรแดง แม้แต่ปี 1984 หรือปี 1990 ก็เคยช่วยเหลือชาวกะเหรี่ยงอพยพหนีภัยสงครามเข้ามาชายแดนไทยเช่นกัน

จนนานาชาติยกย่องให้ “ไทยเป็นเมืองเมตตาอารี” ที่ควรรักษาสิ่งนี้โดยไม่ผลัก “ผู้เดือดร้อน” กลับไปในสภาวะแนวโน้มมีการใช้กำลังทางทหาร “กองทัพไทย” ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยด้านหลักมนุษยธรรมเช่นกัน

ด้วยการ “อนุญาตใช้พื้นที่บางส่วนชายแดนไทย-เมียนมา” เป็นที่พักชั่วคราวแบบไม่ต้องสร้างค่ายเพิ่มเติม ทั้งไม่ต้องเสียงบประมาณดูแลผู้อพยพ เพราะมีองค์การระหว่างประเทศพร้อมเข้ามาช่วยเหลืออยู่แล้ว

อย่าลืมว่า “ไทยไม่อาจเล่นไพ่หน้าเดียวได้” ในความขัดแย้งของประเทศเพื่อนบ้านรุนแรงเช่นนี้ ไม่อาจโลเลเกรงกลัวขัดใจเฉพาะกองทัพเมียนมาอย่างเดียวได้ เพราะ “แรงงานเมียนมา” เข้ามาอาศัยอยู่ในไทยมากกว่า 3 ล้านคน ที่รวมถึงอาจถูกประเทศอื่น “มองเราใจดำ” ไม่ยอมรับคนหนีตายสงครามมาพักพิงชั่วคราวก็ได้

สุดท้าย “ประเทศไทย” ต้องเลือกให้โลกจดจำบริบทใด ที่จะเป็นบทผู้ร้ายกระทำการผลักคนเดือดร้อนไปเผชิญเหตุร้าย หรือใช้ความเมตตาเข้าช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรมขั้นพื้นฐาน ดังที่นานาชาติต่างชื่นชมยกย่องมาตลอดนี้.

แท็กที่เกี่ยวข้อง

พม่าประท้วงพม่ารัฐประหารพม่ารัฐประหาร 2564พม่าปฏิวัติพม่าอองซานซูจีปฏิวัติพม่าสกู๊ปหน้า1

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอังคารที่ 20 เมษายน 2564 เวลา 04:55 น.