- องค์การอาหารและยา สหรัฐอเมริกา (FDA) เคยพบว่า แอสตราเซเนกาทำการตลาดเกี่ยวกับยาเซโรเควล (Seroquel) ซึ่งเป็นยาต้านเศร้า ไม่ตรงตามข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับอนุญาต
- แอสตราเซเนกาเคยกระทำความผิดทางอาญาและแพ่ง จากกรณีทำการตลาดยาโซลาเด็กซ์ (Zoladex) อย่างผิดกฎหมาย จนบริษัทยินยอมจ่ายค่าปรับรวมทั้งสิ้น 355 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และบริษัทยังถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานให้สินบนแก่แพทย์
- เอกสารของคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์สหรัฐอเมริกา ระบุว่า ในประเทศจีน พนักงานของแอสตราเซเนกา ติดสินบนหมอ เพื่อเป็นแรงจูงใจให้สั่งยาของบริษัท
เพราะเป็นธุรกิจที่มีมูลค่าสูง และเกี่ยวพันกับชีวิตคนนับล้าน เส้นทางการค้าของบริษัทยาข้ามชาติหลายต่อหลายรายจึงเต็มไปด้วยบาดแผล คดีความ และความด่างพร้อยทางศีลธรรม ทั้งผลกระทบที่มาจากผลิตภัณฑ์ การโฆษณาเกินจริง บิดเบือนเอกสารวิจัย และการคอร์รัปชั่น ซึ่งล้วนเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจท้ังสิ้น ไม่ว่าจะเป็นในแง่มุมของสาธารณสุข กฏหมาย หรือความรับผิดชอบต่อชีวิตประชาชน
ในช่วงเวลาที่หลายประเทศแสดงความกังวลต่อวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของอ็อกซ์ฟอร์ด-แอสตราเซเนกา (Oxford-AstraZeneca) เพื่อทำความรู้จักอีกด้านของหนึ่งในบริษัทยาข้ามชาติชั้นนำของโลก เราจะพาย้อนกลับไปดูว่า แอสตราเซเนกาเคยประสบเหตุอื้อฉาวหลายครั้ง
ตั้งแต่ที่บริษัทแอสตรา (Astra) ควบรวมกับบริษัทเซเนกา (Zeneca) เมื่อปี 1999 นับจนถึงปี 2020 บริษัทมีข้อพิพาททางกฎหมายมากมาย จ่ายเงินค่าปรับและค่าดำเนินการทางกฎหมายไปแล้วกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
กลยุทธ์การตลาดสีเทา
หลายปีที่ผ่านมา บริษัทที่มีฐานอยู่ที่สหราชอาณาจักรต้องเผชิญกับการถูกฟ้องร้องเป็นจำนวนมากจากการทำการตลาดไม่เหมาะสม กรณีที่โด่งดังที่สุดคือ ยาต้านเศร้าเซโรเควล (Seroquel)
...
เดิม องค์การอาหารและยา สหรัฐอเมริกา หรือ (Food and Drug Administration: FDA) อนุญาตให้จำหน่ายเซโรเควลได้ตั้งแต่เดือนกันยายน 1997 โดยระบุขอบเขตการอนุญาตว่า ให้ใช้สำหรับการรักษาโรคจิตเภทเป็นเวลาสั้นๆ เท่านั้น ต่อมาปี 2004 FDA อนุญาตให้ใช้รักษาอาการที่เกี่ยวข้องกับโรคไบโพลาร์เพื่อบรรเทาอาการในระยะสั้น และในปี 2006 อนุญาตให้ใช้สำหรับอาการซึมเศร้าของผู้ป่วยไบโพลาร์
แต่ FDA พบว่าแอสตราเซเนกาทำการตลาดเกี่ยวกับยาเซโรเควลในสรรพคุณและความปลอดภัยที่ไม่ตรงตามข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับอนุญาต โดยในช่วงปี 2001 - 2006 บริษัททำการตลาดว่า สามารถใช้ยานี้กับผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม อารมณ์ผิดปกติ โรคอัลไซเมอร์ PTSD อีกทั้งยังทำการตลาดกับแพทย์ที่ไม่ได้มีหน้าที่รักษาผู้ป่วยจิตเภทหรือไบโพลาร์ เช่น แพทย์ที่รักษาผู้สูงอายุ แพทย์ปฐมภูมิ กุมารแพทย์ และแพทย์ในสถานดูแลพักฟื้นระยะยาว
ปี 2010 กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ จึงประกาศให้แอสตราเซเนกาจ่ายเงิน 520 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้บริษัทไม่ยอมรับว่าตนเองกระทำผิด ในกรณีทำการตลาดยาเซโรเควลที่ใช้รักษาโรคจิตเภทอย่างผิดกฎหมาย อีกทั้งบริษัทยังพยายามมีอิทธิพลต่อแพทย์อย่างไม่เหมาะสม ทั้งจ่ายเงินให้แพทย์เพื่อให้พูดถึงและตีพิมพ์บทความเพื่อโปรโมทประโยชน์ของยาที่ไม่ผ่านการอนุญาตจาก FDA
จากจำนวนเงินทั้งหมด บริษัทจ่ายเงิน 302 ล้านดอลลาร์สหรัฐแก่รัฐบาลกลาง และ 218 ล้านให้กับโครงการสุขภาพของรัฐบาลเพื่อดูแลผู้มีรายได้น้อย (Medicaid Drug Rebate Program) ต่อมาในปี 2011 แอสตราเซเนกายังจ่ายเงินให้กับรัฐต่างๆ เพื่อแก้ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับยาเซโรเควลเพิ่มอีก 68.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ จากกรณีการจ่ายเงินเพื่อโปรโมทประโยชน์ของยาที่ไม่ผ่านการอนุญาตจาก FDA ก็ทำให้แอสตราเซเนกายินยอมต้องลงนามในข้อตกลงที่จะดำเนินธุรกิจอย่างซื่อสัตย์ในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ยาเซโรเควลยังเป็นที่นิยมของชาวอเมริกันและทำรายได้เป็นอันดับต้นๆ ของบริษัท ขณะเดียวกันก็มีรายงานการใช้ยานอกข้อบ่งใช้ (off-label drug use) เพิ่มมากขึ้นด้วย
นอกจากกลยุทธ์ทางการตลาดแล้ว ยังมีเรื่องความพยายามผูกขาด ศาลเนเธอร์แลนด์ ตัดสินเมื่อตุลาคม 2020 ว่า แอสตราเซเนกาเก็บเงินค่ายาเซโรเควลจากบริษัทประกันสุขภาพ Menzis สูงเกินจริงอย่างไม่ยุติธรรม อันเป็นเหตุให้บริษัทต้องจ่ายเงินค่ายาแพงเกินควร ทั้งที่สิทธิบัตรยาหมดอายุแล้ว และแอสตราเซเนกายังพยายามใช้วิธีการต่างๆ เพื่อไม่ให้บริษัทประกันสุขภาพซื้อยาจากคู่แข่งที่ขายยาในราคาถูกกว่าได้
ขณะเดียวกันยังพบว่าแอสตราเซเนกากระทำความผิดแบบเดียวกันกับยาอื่นด้วย เช่น ปี 2003 เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกาประกาศว่า แอสตราเซเนกาให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดทางอาญาและแพ่งจากกรณีที่ทำการตลาดยาโซลาเด็กซ์ (Zoladex) ยามะเร็งต่อมลูกหมากอย่างผิดกฎหมาย จนบริษัทยินยอมจ่ายค่าปรับรวมทั้งสิ้น 355 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และบริษัทยังถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานให้สินบนแก่แพทย์
เทคนิคกีดกันคู่แข่งเมื่อสิทธิบัตรยาหมดอายุ
เน็กเซียม (Nexium) ยารักษาโรคกรดไหลย้อนในกระเพาะอาหาร เป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของแอสตราเซเนกาตั้งแต่วางจำหน่ายในเดือนมีนาคม 2001 ภายในเวลา 2 ปีก่อนที่สิทธิบัตรยาไพรโลเซค (Prilosec) ซึ่งใช้รักษาอาการกรดไหลย้อนเช่นกันของบริษัทกำลังจะหมดอายุลง
อย่างไรก็ตาม แอสตราเซเนกาถูกวิจารณ์ว่าไม่ได้คิดค้นยาใหม่ แต่ใช้ประโยชน์จากข้อเท็จจริงที่ว่า ยาไพรโลเซคประกอบด้วยไอโซเมอร์ 2 ตัว หรือพูดง่ายๆว่า โมเลกุล 2 ชนิดที่เป็นภาพสะท้อนของกันและกัน แอสตราเซเนกาแยกไอโซเมอร์ของอีกอันออกมา แล้วทำการตลาดใหม่ในชื่อ ‘เน็กเซียม’ แม้จะเป็นวิธีที่ใช้กันทั่วไปในการพัฒนายา และบางครั้งก็นำไปสู่ยาที่ดีกว่า แต่ในกรณีนี้ เมื่อเทียบกับยาไพรโลเซค มีผลการทดสอบเพียงครั้งเดียวจาก 4 ครั้งที่ประสิทธิภาพของเน็กเซียมดีกว่า อีกทั้งยังเป็นการทดลองกับอาการที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยน้อยรายเท่านั้น
บริษัทใช้กลยุทธ์ทางการตลาดหลายอย่างเพื่อเพิ่มยอดขาย เช่น โฆษณากับผู้ใช้โดยตรง และส่งตัวอย่างยาให้กับผู้ที่ใช้ยาไพรไลเซคอยู่แล้ว ปี 2004 เครือข่ายผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกาฟ้องแอสตราเซเนกาต่อศาลรัฐแคลิฟอร์เนีย จากการโฆษณาว่ายาลดกรดเน็กเซียมมีประสิทธิภาพดีกว่ายาไพรโลเซค
ขณะเดียวกัน บริษัทก็พยายามไม่ให้มีการขายยาสามัญของไพรโลเซคที่สิทธิบัตรหมดอายุแล้วด้วย ในปี 2008 ตัวแทนจำหน่ายยา 8 บริษัทในสหรัฐอเมริกายื่น ฟ้องแอสตราเซเนากา โดยกล่าวหาว่า บริษัทใช้กลวิธีที่ไม่ถูกต้องเพื่อให้เพื่อให้ตนเองยังคงครอบครองส่วนแบ่งในตลาดยารักษาโรคนี้ได้ รวมทั้งห้ามร้านขายยาจำหน่ายยาสามัญที่มีคุณสมบัติด้านเภสัชวิทยาให้เหมือนกับยาไพรโลเซคที่หมดอายุแล้ว ซึ่งเป็นการกีดกันผู้แข่งรายอื่น
...
ติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ
ปี 2015 กระทรวงยุติธรรม สหรัฐอเมริกา และแอสตราเซเนกา บรรลุข้อตกลงที่ว่า บริษัทจะจ่ายเงิน 7.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อยุติข้อกล่าวหาที่ว่า บริษัทติดสินบนเมดโค เฮลธ์ โซลูชั่นส์ (Medco Health Solutions) ที่เข้าร่วมโครงการสาธารณสุขของรัฐบาล เพื่อกระตุ้นยอดขายยาเน็กเซียม หลังจากที่มีผู้แจ้งให้ทางการทราบว่า แอสตราเซเนกาจ่ายเงินเพื่อให้ยาเน็กเซียมมีสถานะในบัญชียาที่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐ แอสตราเซเนกาปกปิดข้อตกลงทางการเงินระหว่างบริษัทกับผู้จัดการของเมดโคฯ รวมทั้งจ่ายเงินและมอบส่วนลดจากการซื้อยาตัวอื่นด้วย ทั้งนี้ บริษัทไม่ยอมรับว่าตนเองกระทำความผิดแต่อย่างใด
ไม่เพียงแต่ในประเทศเท่านั้น กฎหมายสหรัฐอเมริกาสามารถเอาผิดการติดสินบนของแอสตราเซเนกาที่เกิดขึ้นนอกประเทศได้ ปี 2016 คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์สหรัฐอเมริกาสั่งให้แอสตราเซเนกายินยอมจ่ายเงิน 5.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากละเมิดกฎหมายต่อต้านการทุจริตในต่างประเทศของสหรัฐฯ (Foreign Corrupt Practices Act: FCPA) จากการที่บริษัทจ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าของรัฐในรัสเซียและจีนระหว่างปี 2005-2010 เพื่อกระตุ้นยอดขาย ในคำสั่งระบุว่า แอสตราเซเนกาไม่สามารถออกแบบและรักษาระบบควบคุมบัญชีภายในจากกรณีจ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่รัฐของจีนและรัสเซีย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ให้บริการสาธารณสุข
เอกสารของคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2016 ระบุว่า ในประเทศจีน พนักงานและผู้จัดการฝ่ายขายของแอสตราเซเนกา ติดสินบนด้วยการจ่ายเงิน ให้ของขวัญ และมอบสิทธิประโยชน์หลายอย่างแก่แพทย์ในสถานบริการสาธารณสุข เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ซื้อหรือสั่งยาของบริษัท ระหว่างปี 2007-2010 พนักงานยังร่วมมือกับบริษัทท่องเที่ยวปลอมใบกำกับภาษีเพื่อให้มีเงินสด รวมทั้งจ่ายเงินค่าวิทยากรให้กับแพทย์ ทั้งที่เอกสารการจ่ายเงินไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการประชุมใดๆ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่เคยมีอยู่จริง เช่นเดียวกับที่รัสเซีย พนักงานแอสตราเซเนกายังทำตารางรายชื่อแพทย์และอิทธิพลของแพทย์แต่ละคนต่อการสั่งซื้อยาด้วย
...
ความปลอดภัยและผลข้างเคียง
ปี 2010 บริษัทต้องจ่ายเงิน 198 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากคดีความต่างๆ รวม 17,500 คดี ซึ่งฟ้องว่าแอสตราเซเนกาไม่ออกคำเตือนต่อประชาชนว่ายาเซโรเควลสามารถก่อให้เกิดโรคเบาหวานได้ หน่วยงานกำกับดูแลด้านเภสัชกรรมของสหราชอาณาจักรพบด้วยว่า แอสตราเซเนกาให้ข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงของยาเซโรเควลน้อยเกินไปเมื่อโฆษณายาในวารสารทางการแพทย์
อ้างอิง:
washingtonpost.com
ncbi.nlm.nih.gov
justice.gov
sec.gov
sec.gov
wikipedia.org
reuters.com
corp-research.org
healthcarefinancenews.com
beckershospitalreview.com
bloomberg.com
drugwatch.com
nytimes.com
...