การทำร้ายประชาชนของกองทัพเกิดขึ้นมาก่อนในอดีต มีคำบอกเล่าที่บันทึกถึงข้อมูลความหฤโหด แต่เราไม่ค่อยเห็นภาพเคลื่อนไหวกันอย่างมากมายมาก่อน เพราะในอดีตเทคโนโลยีการถ่ายภาพยังไม่แพร่หลายกว้างขวาง
การทำรัฐประหารรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2564 ที่นำโดยพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ถูกต่อต้านอย่างกว้างขวางจากประชาชนคนพม่าทุกหมู่เหล่า และ มีการปราบปรามอย่างรุนแรงถึงขนาดเสียชีวิตหลายสิบคน บาดเจ็บเป็นจำนวนมาก การกระทำของทหารและตำรวจพม่าถูกแอบบันทึกและส่งลงในโซเชียลมีเดีย ถูกแพร่ขยายกระจายไปทั้งโลกมากมายอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
แต่ละวันมีคลิปการฆ่าและการทำร้ายประชาชนแพร่ออกมาในโซเชียลมีเดียนับสิบเป็นร้อยคลิป ส่วนใหญ่เป็นคลิปแอบถ่าย คนดูแล้วก็ทนไม่ได้ อย่างเช่นคลิปส่งมาวันที่ 10 มีนาคม 2564 ตำรวจกลุ่มใหญ่เข้าไปตีกลุ่มคนที่กำลังนั่งกินและพังร้านก๋วยเตี๋ยว ตำรวจบางนายหยิบข้าวของติดไม้ติดมือไปด้วย หรือคลิปที่กลุ่มตำรวจทหารไปลากประชาชนออกมาจากบ้าน แล้วจับยัดใส่รถวิ่งหายไปไม่รู้ชะตากรรม
ข้าราชการพม่าทั้งในและต่างประเทศ ประกาศต่อต้านไม่ทำงานให้คณะเผด็จการทหารพม่า ตำรวจสัญชาติพม่าหลายสิบนาย ลักลอบเข้าไปอินเดีย ปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามคำสั่ง “ยิงให้ตายไปเลย” ของกองทัพ ตำรวจพม่าหลายนายยื่นใบลาออกและหนีออกตามตะเข็บชายแดนพม่า-อินเดียตอนกลางคืน ตำรวจจำนวนหนึ่งพาครอบครัวมาด้วย บอกว่าพวกตนใช้เวลารอนแรมนานถึง 3 คืนกว่าจะถึงเมืองชายแดนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย
นักการทูตพม่าประจำสหประชาชาติ ญี่ปุ่น หรือแม้แต่เอกอัครราชทูตพม่าประจำสหราชอาณาจักร เรียกร้องให้กองทัพปล่อยตัวนางอองซาน ซูจี และอดีตประธานาธิบดีวิน มยินต์ ท่านทูตให้สัมภาษณ์ว่า ประเทศของตนกำลังเจอกับความแตกแยกทางการเมืองขั้นร้ายแรง และมีโอกาสบานปลายกลายเป็นสงครามกลางเมือง
ผู้คนต่างก็ภาวนาให้องค์กรโลกอย่างสหประชาชาติหยุดยั้งความบ้าคลั่งของทหารตำรวจพม่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเคยหวังว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งมีทั้งสมาชิกถาวร 5 ประเทศ (สหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศส จีน และรัสเซีย) และสมาชิกไม่ถาวรจาก 5 กลุ่มภูมิภาคของโลก จะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ในพม่า
ทว่า ความหวังนั้นพังไปแล้วครับ อังคาร 9 มีนาคม 2564 มีการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงฯ เพื่อพยายามบรรลุฉันทามติในการออกแถลงการณ์ฉบับใหม่ให้มีเนื้อหาเด็ดขาดเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ในพม่าที่เสนอโดยอังกฤษ แต่เท่าที่ติดตาม จีนและรัสเซียซึ่งเป็นสมาชิกถาวรและมีอำนาจวีโต้ รวมทั้งอินเดียและเวียดนามซึ่งเป็นสมาชิกไม่ถาวรโควตาภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก จะร่วมกัน “แก้ไข” ร่างแถลงการณ์ ดูไปแล้วโลกคงลอยแพคนพม่าให้ต่อสู้กับเผด็จการอย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย หากมีคณะมนตรีความมั่นคงฯ จะมีมาตรการคว่ำบาตรต่อกองทัพพม่า ทุกคนเดาตรงกันครับว่า จีนและรัสเซียจะใช้สิทธิวีโต้
สุดท้ายแล้ว เรื่องของผลประโยชน์มาก่อนเรื่องความถูกต้องและมนุษยธรรม ท่าทีของสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงฯ ทั้งถาวรและไม่ถาวรบางประเทศจะทำให้คณะทหารที่ทำปฏิวัติรัฐประหารได้ใจ และปราบปรามประชาชนของตนอย่างรุนแรงต่อไป
ประเทศที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงก็มีไทย ลาว อินเดีย และจีน ซึ่งมีพรมแดนประชิดติดกับพม่า จะมีคนพม่าพาครอบครัวหนีออกมาตามชายแดนเป็นจำนวนไม่น้อยในอนาคต
เศรษฐกิจพม่าที่แย่อยู่แล้ว ก็จะยิ่งแย่มากขึ้น ความยากจนข้นแค้นของประชาชนที่แย่อยู่แล้วแต่เดิม แย่ถึงขนาดต้องออกมาขายแรงงานนอกประเทศ จะแย่เพิ่มเพราะวิกฤติที่เกิดจากการระบาดของโควิด-19 ตามด้วยวิกฤติที่เกิดจากการปฏิวัติรัฐประหาร การที่สหภาพ แรงงานหลักนัดหยุดงานทั่วประเทศ ก็จะยิ่งกระหน่ำซ้ำเติมให้เศรษฐกิจพม่าพังเร็วยิ่งขึ้น
หลังจากมีรัฐธรรมนูญใหม่และมีการเลือกตั้ง แสงเรืองรองทองทาบแผ่นดินพม่า ประชาชนมีความหวังว่าจะลืมตาอ้าปากและสามารถยืนด้วยตัวเองได้
ทว่า เพลานี้ แสงทองเรืองรองที่เคยเห็นนั้น ลาลับดับไปแล้วครับ.
นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย
songlok1997@gmail.com