ไลฟ์สไตล์
100 year

ชาวพม่าถูกสังหารแล้วกว่าครึ่งร้อย กองทัพพร้อมเผชิญการถูกโดดเดี่ยวและคว่ำบาตร

ไทยรัฐออนไลน์
5 มี.ค. 2564 20:20 น.
SHARE

ชาวพม่าถูกสังหารแล้วกว่าครึ่งร้อย กองทัพพร้อมเผชิญการถูกโดดเดี่ยวและคว่ำบาตร

ไทยรัฐออนไลน์

5 มี.ค. 2564 20:20 น.
  • คู่ค้าของพม่า 5 อันดับแรกตามการรายงานของธนาคารโลกได้แก่ จีน ไทย ญี่ปุ่น อินเดีย และฮ่องกง เฉพาะจีนกับไทยรวมกัน ก็มีมูลค่ามากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของการค้าต่างประเทศทั้งหมดของพม่า
  • การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อพม่าก่อนหน้านี้ไม่ได้ผล เพราะพม่าไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ และพันธมิตรในตะวันตกมากนัก กิจกรรมทางเศรษฐกิจของพม่าก็มีอยู่กับประเทศในกลุ่มอาเซียนและจีนเสียเป็นส่วนใหญ่
  • นายพลในกองทัพพม่าต่างก็แอบอิงผลประโยชน์จากบริษัทในเครือข่ายของกองทัพอยู่แล้ว และบริษัทเหล่านี้มักทำธุรกิจกับประเทศในเอเชีย ซึ่งไม่สมัครใจจะเข้าร่วมการคว่ำบาตรกับประเทศตะวันตกอยู่แล้ว


รองพลเอกอาวุโส โซ วิน รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดและรองประธานสภาบริหารแห่งรัฐของพม่า ได้บอกกับ คริสตีน ชาร์เนอร์ เบอเกอร์เนอร์ ทูตพิเศษสหประชาชาติในกิจการพม่า ในการสนทนากันคราวหนึ่งว่า พม่าพร้อมที่จะฝ่าฟันแรงกดดัน อันเนื่องมาจากการคว่ำบาตรของนานาชาติ

ข่าวแนะนำ



“เราเคยชินกับการคว่ำบาตรและรอดมาได้” เบอร์เกอร์เนอร์ นำคำพูดของโซ วิน มาบอกกับนักข่าวที่สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติที่นิวยอร์ก หลังจากที่กองทัพพม่าปราบปรามผู้ประท้วงอย่างรุนแรงที่สุดเมื่อวันที่ 3 มีนาคม ที่ผ่านมา เมื่อเธอเตือนว่า พม่าอาจจะถูกโดดเดี่ยวจากชุมชนนานาชาติได้ ถ้าหากยังขืนดำเนินนโยบายแข็งกร้าวกับผู้ประท้วงอยู่อย่างนี้ โซ วิน ผู้ซึ่งได้รับการคาดหมายว่าจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำกองทัพพม่าแทน มิน อ่อง หล่าย ก็ตอบอย่างไม่สะทกสะท้านว่า “เราคงต้องเรียนรู้ที่จะก้าวไปกับเพื่อนแค่ 2-3 คนเท่านั้น”



คำพูดดังกล่าว ประกอบกับการสังหารผู้ประท้วงไปมากกว่าครึ่งร้อยแล้ว (สหประชาชาติรายงานว่าประมาณ 50 คน ในขณะที่นักสิทธิมนุษยชนต่างประเทศรายงานว่า 61 คน) ในระยะเวลากว่าหนึ่งเดือนหลังจากการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งของ ออง ซาน ซูจี บอกให้รู้ว่า กองทัพพม่าคาดการณ์เอาไว้แล้วว่า จะต้องเผชิญกับการคว่ำบาตรจากประเทศต่างๆ และอาจจะถึงขั้นถูกโดดเดี่ยวจนต้องปิดประเทศอีกครั้งหนึ่ง



ในความเป็นจริง ก่อนหน้านี้ โซ วิน เองก็กำลังเจอมาตรการคว่ำบาตรพร้อมกับผู้นำทางทหารคนอื่นๆ ในกองทัพพม่า อย่าง มิน อ่อง หล่าย และนายทหารระดับผู้บังคับกองพลอีกสองนายที่รับผิดชอบต่อคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮีนจา ก็ถูกสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีดำห้ามเข้าประเทศมาตั้งแต่ปลายปี 2562 แล้ว ทรัพย์สินของพวกเขา (ถ้ามี) ในสหรัฐฯ ก็จะต้องถูกอายัด



โซ วิน พูดถูกว่า การถูกโดดเดี่ยว และคว่ำบาตรจากชุมชนนานาชาติ ไม่ใช่อะไรที่แปลกใหม่ หรือน่ากลัว สำหรับพม่าเลยแม้แต่น้อย มันเกิดขึ้นมาโดยตลอดอยู่แล้วนับแต่นายพลเนวิน ยึดอำนาจ และปิดประเทศตั้งแต่ปี 2505 ครั้นพอ ตัน ฉ่วย ยึดอำนาจจากเนวิน ปราบปรามนักศึกษาอย่างหนักในปี 2531 ตามด้วยการปฏิเสธที่จะถ่ายโอนอำนาจให้ ออง ซาน ซูจี และพรรคสันนิบาตแห่งชาติ ที่ชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลายในปี 2533 นั่นก็ทำให้พม่าโดนสหรัฐฯ ยุโรป และพันธมิตร คว่ำบาตรมาแล้ว ล่วงเลยมาถึงศตวรรษที่ 21 เมื่อมีการจับๆ ปล่อยๆ ออง ซาน ซูจี ก็ยังโดนมาตรการคว่ำบาตรอยู่เสมอมา จวบจนกระทั่งมีการเลือกตั้งในปี 2558 เมื่อ ออง ซาน ซูจี และพรรคสันนิบาติแห่งชาติชนะการเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่ง และมีโอกาสได้จัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศนั่นแหละ สหรัฐฯในสมัยรัฐบาล บารัค โอบามา และพันธมิตรในยุโรปจึงยอมยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรพม่าในปี 2559 อนุญาตให้มีธุรกรรมทางเศรษฐกิจกับพม่าได้ ตอนนี้นั่นเองที่รัฐบาลซูจี นำเงินสำรองส่วนหนึ่งประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐไปฝากไว้ในธนาคารกลางสหรัฐฯ จนเป็นการเปิดโอกาสให้รัฐบาลสหรัฐฯ ของโจ ไบเดน มีคำสั่งระงับการเบิกจ่ายเอาไว้อีกหลังการรัฐประหารเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์



เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่า การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อพม่าก่อนหน้านี้ไม่ได้ผล เพราะพม่าไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ และพันธมิตรในตะวันตกมากนัก กิจกรรมทางเศรษฐกิจของพม่าก็มีอยู่กับประเทศในกลุ่มอาเซียนและจีนเสียเป็นส่วนใหญ่ ข้อมูลล่าสุดของทางการพม่าเมื่อเดือนมกราคม 2564 นั้นปรากฏว่า นักลงทุนจากต่างประเทศ 5 อันดับแรก คือ สิงคโปร์ จีน ฮ่องกง เวียดนาม และ ญี่ปุ่น (ส่วนไทยอยู่อันดับหก โดยมี 53 โครงการ เงินลงทุน 945 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ส่วนคู่ค้า 5 อันดับแรกตามการรายงานของธนาคารโลกได้แก่ จีน ไทย ญี่ปุ่น อินเดีย และฮ่องกง เฉพาะจีนกับไทยรวมกันก็มีมูลค่ามากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของการค้าต่างประเทศทั้งหมดของพม่าแล้ว ถ้ารวมเอเชียทั้งหมดอาจจะมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์



อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และสหราชอาณาจักร ก็ยังมีความมั่นใจอยู่ว่า มาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่นี้อาจจะส่งผลกระทบต่อพม่าอย่างมีนัยสำคัญ เพราะหลังจากมีการยกเลิกการคว่ำบาตรในปี 2559 แล้ว เศรษฐกิจของพม่ามีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจของสหรัฐและยุโรปมากขึ้น ปีที่แล้ว มูลค่าการค้าระหว่างสหรัฐฯ และพม่า ทั้งสิ้น 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนการค้ากับสหภาพยุโรป สถิติในปี 2562 ระบุว่า การค้าสองฝ่ายมีมูลค่าทั้งสิ้น 3.4 พันล้านยูโร ก็นับได้ว่าเป็นจำนวนไม่น้อยเมื่อเปรียบเทียบกับขนาดทางเศรษฐกิจของพม่า



โดยรวมแล้ว หากมีการคว่ำบาตรเกิดขึ้นจริง มูลค่าทางการค้าต่างประเทศของพม่า และการลงทุนจากต่างประเทศในพม่า อาจจะหายไป 20-25 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด ซึ่งนั่นก็อาจจะเป็นมูลค่าความสูญเสียในระดับที่รัฐบาลทหารพม่ายอมรับได้



นอกจากนี้ การคว่ำบาตร หากทำเป็นการทั่วไปโดยไม่เจาะจง จะเกิดผลในวงกว้าง ซึ่งจะกระทบความเป็นอยู่ของประชาชนและภาคธุรกิจเอกชน (ทั้งของพม่า และสหรัฐฯ ยุโรป หรือประเทศอื่นๆ ที่เป็นตัวกลางทำธุรกิจระหว่างพม่ากับประเทศที่ออกมาตรการคว่ำบาตร) ก็เป็นได้



ประการสำคัญ บรรดานายพลในกองทัพพม่าต่างก็แอบอิงผลประโยชน์จากบริษัทในเครือข่ายของกองทัพอยู่แล้ว และบริษัทเหล่านี้มักทำธุรกิจกับประเทศในเอเชีย ซึ่งไม่สมัครใจจะเข้าร่วมการคว่ำบาตรกับประเทศตะวันตกอยู่แล้ว นายพลพม่าจึงไม่ได้เกรงกลัวการคว่ำบาตรแต่อย่างใด

แท็กที่เกี่ยวข้อง

พม่าประท้วงพม่ารัฐประหารพม่ารัฐประหาร 2564พม่าปฏิวัติพม่าเมียนมาอองซานซูจีมินอ่องลายรัฐประหารพม่าคว่ำบาตรspecial contentpremium content

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอาทิตย์ที่ 18 เมษายน 2564 เวลา 08:09 น.