• กองทัพพม่า มีธุรกิจทั้งในรูปของรัฐวิสาหกิจ บริษัทเอกชน และประเภทที่มีสถานะคลุมเครือ ซึ่งปรากฏเป็นที่รับรู้โดยทั่วไปภายใต้โฮลดิงคอมปะนี 2 บริษัท ซึ่งมีบริษัทลูกและบริษัทร่วมทุนในเครือข่ายอยู่มากกว่า 100 บริษัททั่วประเทศ ครอบคลุมกิจการเกือบทุกประเภท
  • บรรดาหน่วยทหารระดับกองพัน จะได้รับการขอร้องแกมบังคับให้ซื้อหุ้นในบริษัทเมียนมาอีโคโนมิคโฮลดิง หรือในหลายกรณี ผู้บังคับหน่วยก็จะต้องเอาเงินส่วนตัวมาช่วยซื้อหุ้นเหล่านั้น
  • สิ่งที่คนทั้งหลายกำลังจับตามองคือ ดารา นายแบบ นางแบบ คนใดในค่ายธุรกิจสื่อบันเทิงของลูกสาวมิน อ่อง หล่าย จะออกมาประท้วงการรัฐประหารของมิน อ่อง หล่าย บ้าง

เหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ พลเอก อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ไม่ยอมปล่อยมือจากอำนาจทางการเมืองและอำนาจเหนือกองทัพพม่า คือ ผลประโยชน์ทางธุรกิจอันมากมายมหาศาลทั้งในส่วนของกองทัพและธุรกิจครอบครัวที่แอบอิงอำนาจทางทหารของเขาทำมาหากินมานาน

เป็นที่ทราบกันดีว่า กองทัพพม่า มีธุรกิจทั้งในรูปของรัฐวิสาหกิจ บริษัทเอกชน และประเภทที่มีสถานะคลุมเครือเป็นจำนวนมาก แต่ที่ปรากฏเป็นที่รับรู้โดยทั่วไปนั้นจะอยู่ภายใต้บริษัทซึ่งเป็นโฮลดิงคอมปะนีสองบริษัท ซึ่งมิน อ่อง หล่ายได้บอกกับผู้นำต่างประเทศอยู่เนืองๆ ว่า เป็นบริษัทมหาชนซึ่งทำธุรกิจเพื่อประโยชน์ของสวัสดิการกำลังพลของกองทัพและเพื่อการพัฒนาประเทศ สองบริษัทนั้น ได้แก่ ยูเนียนออฟเมียนมาอีโคโนมิคโฮลดิง คอมปะนี และเมียนมาอีโคโนมิค คอร์ปอเรชั่น ซึ่งมีบริษัทลูกและบริษัทร่วมทุนในเครือข่ายอยู่มากกว่า 100 บริษัททั่วประเทศ ครอบคลุมกิจการเกือบทุกประเภท ตั้งแต่เหมืองแร่ อัญมณี ก่อสร้าง และวัสดุก่อสร้าง เครื่องดื่ม กีฬา บันเทิง โทรคมนาคม ขนส่ง การเงิน และประกันภัย ยกตัวอย่างบริษัทในเครือกองทัพที่เป็นที่รู้จักกันทั่วไป เช่น ดาโกน บริวเวอรี่ ผลิตเบียร์ โซดา และเครื่องดื่ม ธนาคาร อินวา

...


ผลประโยชน์ทางธุรกิจเหล่านี้ตกอยู่กับกองทัพ หน่วยทหารและกำลังพลจำนวนหนึ่ง แต่จะทั่วถึงหรือเท่าเทียมเพียงใดก็ยากจะอธิบายได้ บรรดาหน่วยทหารระดับกองพันที่พอจะมีงบประมาณของตัวเองอยู่ เช่นในรูปกองทุนสวัสดิการ จะได้รับการขอร้องแกมบังคับให้ซื้อหุ้นในบริษัทเมียนมาอีโคโนมิคโฮลดิง หรือในหลายกรณี ผู้บังคับหน่วยก็จะต้องเอาเงินส่วนตัวมาช่วยซื้อหุ้นเหล่านั้น และหน่วยทหารนั้นจะได้เงินปันผลประมาณปีละ 30 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าหุ้นที่ซื้อเอาไว้ เพื่อเอาไปใช้เป็นสวัสดิการกำลังพล


นั่นเป็นหลักการทั่วไปที่สาธารณะรับรู้ แต่ในความเป็นจริงอาจจะไม่เป็นเช่นนั้น กิจการจำนวนมากอาจจะประสบกับภาวะขาดทุน และผลกำไรของบริษัทเมียนมาอีโคโนมิคคอร์ปอเรชั่นนั้นไม่เป็นที่ชัดเจนนักว่าถูกผันไปทางใดบ้างหรือเข้ากระเป๋าผู้นำเหล่าทัพคนใด เพราะไม่มีระบบการตรวจสอบที่ชัดเจน ในหลายกรณี บริษัทเหล่านี้ควบคุมและผูกขาดสัมปทานในกิจการหลายอย่างของรัฐ เช่น เหมืองแร่ และป่าไม้ ก็มักจะเอาสัมปทานเหล่านั้นไปให้กับกลุ่มทุนที่เป็นพวกพ้องของตัวเอง มากกว่าจะกระจายไปอย่างทั่วถึง และไม่ต้องพูดถึงความโปร่งใสและเป็นธรรมในระบบการบริหารธุรกิจของกองทัพ


ตัวมิน อ่อง หล่าย ในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นผู้อุปถัมภ์บริษัทโฮลดิงของกองทัพ และครอบครัวของเขาก็ยังมีธุรกิจอีกต่างหาก กล่าวคือ อ่อง แป โซน ผู้เป็นลูกชาย เมี๊ยะ ยาดานา ติ๊ก ลูกสะใภ้ (ภรรยาของ อ่อง แป โซน) และ ขิ่น ทิรี เต็ต มน ผู้เป็นลูกสาว ต่างก็มีบริษัทธุรกิจส่วนตัวคนละหลายๆ บริษัท และหลายบริษัทเหล่านั้นก็รับสัมปทานจากกองทัพหรือรัฐวิสาหกิจภายใต้การกำกับของกองทัพ บริษัทในครอบครัวมิน อ่อง หล่าย ที่เป็นที่รู้จักดีในพม่า ได้แก่ เอแอนเอ็ม เป็นผู้นำเข้ายา อาหาร และเวชภัณฑ์ ภัตตาคาร ในพีเพิลปาร์ค ใกล้ๆ เจดีย์ชเวดากอง ซึ่งมีเรื่องอื้อฉาวเมื่อเร็วๆ นี้ว่า เปิดในที่ของรัฐและจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ทั้งๆ ที่ทางการสั่งห้าม นอกจากนี้ อ่อง แป โซน ยังเป็นเจ้าของ อาสุระ บีช รีสอร์ต ที่คุยว่าเป็นรีสอร์ตใหญ่และดีที่สุดในซวงทา ที่สร้างโดยบริษัทก่อสร้าง สกายวัน ของเขาเองบนที่ดินของรัฐริมชายฝั่งในภาคอิรวดี อีกทั้งบริษัทวินนิ่งสตาร์ซึ่งอยู่ในเครือสกายวัน ได้งานจากกระทรวงท่องเที่ยวและการโรงแรมให้ก่อสร้างโรงแรมแห่งหนึ่งมูลค่า 250 ล้านจั๊ตในรัฐยะไข่


ลูกสาว มิน อ่อง หล่าย คือ ขิ่น ทิรี เต็ต มน (หรือที่คนสนิทเรียกว่า มะทิรี) ทำธุรกิจสื่อและบันเทิง เธออายุ 37 ปี เป็นหุ้นส่วนใหญ่ในบริษัท เซเว่น ฟิล์ม โปรดักส์ชั่น ผลิตละครโทรทัศน์ และมีบริษัทประกวดนางงามคือ สเตลล่า เซเว่น เอ็นเตอร์เทนเม้นต์ ซึ่งเพิ่งตั้งขึ้นมาเมื่อ 3 ปีก่อน ธุรกิจสื่อบันเทิงของลูกสาวมิน อ่อง หล่าย ดูเหมือนจะไปได้ดีในระยะที่ผ่านมา เพราะภาพยนตร์เรื่อง โมน ซวอล ได้รับรางวัลประมาณออสการ์พม่า มิน อ่อง หล่าย ถึงกับไปชมด้วยตนเองในโรงภาพยนตร์ ภาพยนตร์อีกหลายเรื่องก็ดูเหมือนจะได้รับการตอบรับที่ดี คนในวงการบันเทิงพม่าต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า บริษัทธุรกิจบันเทิงของ ขิ่น ทิรี เต็ต มน แม้ว่าจะเป็นบริษัทน้องใหม่ในวงการ แต่ก็สร้างความฮือฮา ด้วยการทุ่มทุนมหาศาลในการสร้างภาพยนตร์และละคร แต่ละเรื่องของค่ายนี้ลงทุนเป็นร้อยๆ ล้านจั๊ต เช่น โมน ซวอล นั้นใช้ทุนมากถึง 300 ล้านจั๊ต (ราว 6.8 ล้านบาทไทย) ที่สำคัญ ค่ายนี้จ่ายค่าตัวดาราทิ้งคู่แข่งอย่างชนิดไม่เห็นฝุ่นเลยทีเดียว ตัวอย่างเช่น เน โท ดาราค่าตัวแพงแห่งยุคของพม่า เพิ่งเซ็นสัญญาล่าสุดเมื่อประมาณกลางปีที่แล้ว รับค่าตัวเรื่องละ 70 ล้านจั๊ต (ราว 1.6 ล้านบาทไทย) โดยแต่ละปีเขาจะถ่ายให้ค่ายนี้ประมาณ 6-8 เรื่อง นอกจากนี้ยังมีการจ้างดาราจาก เกาหลี ญี่ปุ่น และไทย ไปร่วมงานอีกด้วย


สิ่งที่คนทั้งหลายกำลังจับตามองคือ ไม่เพียงแต่ว่า บริษัทใดบ้างที่ทำธุรกิจกับกองทัพและครอบครัวของมิน อ่อง หล่าย และจะได้รับผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรและปิดล้อมทางเศรษฐกิจที่สหรัฐฯ และพันธมิตรกำลังรณรงค์อยู่ในตอนนี้ แต่คนยังสนใจมากว่า ดารา นายแบบ นางแบบ คนใดในค่ายนี้จะออกมาประท้วงการรัฐประหารของมิน อ่อง หล่าย บ้าง เท่าที่เห็นตอนนี้ วุต มน ชะเว ยี ดาราเจ้าของรางวัลออสการ์พม่าหลายรางวัล ซึ่งเพิ่งเซ็นสัญญากับค่ายของมะทิรีเมื่อปีที่แล้ว โพสต์บนเฟซบุ๊กของเธอสนับสนุนขบวนการอารยะขัดขืนไปแล้วเกือบจะทันทีที่พ่อเจ้าของค่ายยึดอำนาจเลยทีเดียว

...



บทความโดย สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี นักข่าวและนักวิจัย ซึ่งเชี่ยวชาญประเด็นการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในอาเซียน