ไลฟ์สไตล์
100 year

วัฏจักรชีวิตนางซูจี : ถูกกักตัว ขึ้นสู่อำนาจ ถูกรัฐประหาร

ไทยรัฐออนไลน์
3 ก.พ. 2564 08:00 น.
SHARE

วัฏจักรชีวิตนางซูจี : ถูกกักตัว ขึ้นสู่อำนาจ ถูกรัฐประหาร

ไทยรัฐออนไลน์

3 ก.พ. 2564 08:00 น.
  • นางออง ซาน ซูจี คว้าโนเบลสันติภาพในปี 1991 ระหว่างที่เธอถูกกักตัวในบ้านพักยาวนานถึง 15 ปี เธอได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนของโลก และถูกยกย่องให้เป็น ผู้ไม่มีอำนาจที่ทรงพลัง
  • นางซูจี นำพาพรรคเอ็นแอลดี คว้าชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2015 ที่เปิดกว้างมากที่สุดในรอบ 25 ปี ได้ขึ้นบริหารประเทศในฐานะรัฐบาลพลเรือนครั้งแรกของประเทศเมียนมา และยังคว้าชัยชนะอีกครั้งในการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2020 แม้นางซูจีจะถูกวิจารณ์อย่างหนักจากนานาประเทศที่ล้มเหลวในการแก้ปัญหาชนกลุ่มน้อยมุสลิมโรฮีนจา
  • นางซูจีต้องสูญสิ้นอิสรภาพและถูกควบคุมตัวในบ้านพักอีกครั้ง พร้อมๆ กับแกนนำพรรคคนสำคัญที่ใกล้ชิดเธอ หลังถูกกองทัพเมียนมารัฐประหารยึดอำนาจ ก่อนที่เธอจะได้เริ่มทำหน้าที่บริหารประเทศเป็นสมัยที่ 2 ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564

ข่าวแนะนำ


เส้นทางสู่อำนาจ

นางออง ซาน ซูจี ถูกกักตัวในบ้านพักเกือบ 15 ปี ในระหว่างปี 1989-2010 ความพยายามในการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยของเธอทำให้เธอกลายเป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้ด้วยอารยะขัดขืนแม้จะถูกกดดันอย่างหนักก็ตาม

แต่เส้นทางการเมืองของเธอไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะแม้นางซูจีจะคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งในปี 2015 มาได้ แต่รัฐธรรมนูญของเมียนมา ก็ปิดกั้นโอกาสที่เธอจะได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดี เพราะลูกของเธอเป็นชาวต่างชาติ แต่นางซูจีวัย 75 ปี ในตำแหน่งที่ปรึกษาแห่งรัฐก็ยังนับเป็นผู้นำประเทศในทางพฤตินัย โดยมีนายวิน มินต์ เป็นประธานาธิบดีตัวแทนของเธอ ปี 2020 พรรคเอ็นแอลดีของนางซูจี ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายอีกครั้ง โดยได้คะแนนโหวตสูงกว่าการเลือกตั้งปี 2015 แต่กองทัพเมียนมาระบุว่ามีการโกงการเลือกตั้งเกิดขึ้น จนเป็นข้ออ้างนำไปสู่การรัฐประหาร และควบคุมตัวนางซูจีและแกนนำคนอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีการประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศ และประกาศจะบริหารประเทศชั่วคราวเป็นเวลา 1 ปี


สายเลือดนักการเมือง


นางออง ซาน ซูจี เป็นบุตรสาวของนายพลออง ซาน วีรบุรุษผู้เรียกร้องเอกราชของชาวเมียนมา ซึ่งถูกลอบสังหารตั้งแต่นางออง ซาน ซูจีอายุได้เพียง 2 ขวบ นับตั้งแต่เมียนมาได้รับเอกราชจากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษในปี 1948
ในปี 1960 นางซูจีเดินทางไปอินเดียกับดอว์ขิ่นกี แม่ของเธอ ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นทูตของเมียนมาในกรุงเดลี

4 ปีต่อมา เธอเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดในสหราชอาณาจักร โดยศึกษาด้านปรัชญาการเมืองและเศรษฐศาสตร์ และที่นี่คือสถานที่ที่เธอได้พบรักกับ ไมเคิล อริส นักวิชาการชาวทิเบต จากนั้นทั้งคู่ได้ตั้งรกรากที่อังกฤษเพื่อเลี้ยงดูลูกชาย 2 คนคือ อเล็กซานเดอร์ และคิม แต่เธอยังคงระลึกถึงเมียนมาบ้านเกิดของเธออยู่เสมอ

เมื่อเธอได้มีโอกาสเดินทางกลับมายังย่างกุ้งในปี 1988 เพื่อมาดูแลแม่ที่ป่วยหนัก ก็เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่กำลังเกิดการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยในเมียนมาพอดี นักเรียนนักศึกษาหลายพันคน พนักงานออฟฟิศ รวมทั้งพระสงฆ์ ต่างออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยบนท้องถนน และนางซูจีก็ได้เข้าร่วมเป็นผู้นำการประท้วงต่อต้านเผด็จการทหารในยุคสมัยนายพลเนวิน โดยเธอกล่าวสุนทรพจน์ในย่างกุ้งเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2531 ว่า "ฉันคงไม่สามารถเป็นลูกสาวของพ่อได้ หากยังคงเฉยเมยต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานี้"


กักตัวในบ้านพัก

จากแรงบันดาลใจของผู้นำเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิมนุษยชนด้วยสันติ อย่างมาร์ติน ลูเธอร์ คิง และมหาตมะ คานธี นางซูจีได้จัดการประท้วง และเดินทางไปทั่วประเทศ เพื่อร่วมเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างสันติ และการเลือกตั้งอย่างเสรี
แต่การประท้วงกลับถูกกดดันอย่างหนักจากกองทัพที่ออกมาทำรัฐประหารในวันที่ 18 กันยายน 1988 และนางซูจีก็ถูกควบคุมตัวไว้ในบ้านพักในปีต่อมา

รัฐบาลทหารเมียนมาได้จัดการเลือกตั้งขึ้นในเดือนพฤษภาคมปี 1990 ซึ่งพรรคเอ็นแอลดีที่นางซูจีก่อตั้งขึ้นก็สามารถคว้าชัยชนะเสียงส่วนใหญ่มาได้ แต่รัฐบาลทหารกลับปฏิเสธที่จะส่งมอบอำนาจให้ และประกาศให้ผลการเลือกตั้งเป็นโมฆะ จากนั้นนางซูจียังคงถูกกักตัวในบ้านพักต่อไปอีก 6 ปี จนกระทั่งได้รับการปล่อยตัวในเดือนกรกฎาคม 1995 ภายใต้เงื่อนไขที่ห้ามออกนอกพื้นที่ที่กองทัพกำหนด ซึ่งเธอก็ถูกควบคุมตัวในบ้านอีกครั้งในเดือนกันยายนปี 2000 หลังจากที่เธอพยายามจะเดินทางไปยังเมืองมัณฑะเลย์ ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนเงื่อนไข

นางซูจียังได้รับการปล่อยตัวแบบไม่มีเงื่อนไขอีกครั้งในปี 2002 แต่อีกราว 1 ปีต่อมา เธอก็ถูกควบคุมตัวอีกหลังจากมีเหตุปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนนางซูจีกับม็อบสนับสนุนรัฐบาล แม้เธอจะได้รับอนุญาตให้กลับบ้านได้ แต่ก็ต้องถูกจำกัดอิสรภาพอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม เธอได้รับอนุญาตให้พบกับสมาชิกพรรคเอ็นแอลดีและนักการทูตบางคนได้ แต่ไม่มีโอกาสได้พบกับลูกชายทั้งสองคนรวมทั้งสามีของเธอ ทั้งๆ ที่เขาพยายามยื่นคำร้องต่อทางการเพื่อเดินทางมายังเมียนมาเพื่อพบนางซูจี โดยรัฐบาลทหารเมียนมา เสนอให้นางซูจีเดินทางไปยังอังกฤษเพื่อไปหาครอบครัวแทน แต่นางซูจีก็ต้องปฏิเสธข้อเสนอนั้นไป เพราะรู้ว่าเธอจะไม่สามารถกลับมายังเมียนมาได้อีก จนกระทั่งสามีของเธอได้เสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งในเดือนมีนาคมปี 1999


กลับเข้าสู่การเมือง

นางซูจีถูกกีดกันไม่ให้เข้าร่วมการเลือกตั้งครั้งแรกในรอบกว่า 20 ปี เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ปี 2010 โดยทางการยังคงดึงเวลากักตัวเธอไว้ และปล่อยตัวให้เป็นอิสระใน 6 วันถัดมา ขณะที่คิมลูกชายของเธอได้รับอนุญาตให้มาเยี่ยมเธอได้เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี จนเมื่อรัฐบาลชุดใหม่เข้าสู่กระบวนการปฏิรูป นางซูจีและพรรคเอ็นแอลดีของเธอจึงมีโอกาสได้มีส่วนร่วมในกระบวนทางการเมือง โดยสามารถคว้าเก้าอี้ในสภามาได้ 43 ที่นั่งจาก 45 ที่นั่งในการเลือกตั้งในปี 2012 ทำให้เธออยู่ในฐานะของผู้นำฝ่ายค้าน จากนั้นในเดือนพฤษภาคม นางซูจีได้เดินทางออกจากเมียนมาเป็นครั้งแรกในรอบ 24 ปี ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณให้เห็นว่าเธอมีความเชื่อมั่นว่าผู้นำประเทศคนใหม่จะอนุญาตให้เธอกลับเข้าประเทศได้

วิกฤติโรฮีนจา


นับตั้งแต่ซูจีได้เป็นที่ปรึกษาแห่งรัฐ ความเป็นผู้นำของเธอ ก็ถูกตีความจากการปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อยชาวโรฮีนจา โดยในปี พ.ศ. 2560 ชาวโรฮีนจาหลายแสนคนหลบหนีไปยังบังกลาเทศ เนื่องจากถูกปราบปรามอย่างหนักจากกองทัพ จากเหตุการโจมตีสถานีตำรวจในรัฐยะไข่ ส่งผลให้เมียนมาต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดยเรื่องยังอยู่ที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ในขณะที่ศาลอาญาระหว่างประเทศกำลังสอบสวนเมียนมาในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ประเด็นนี้ทำให้ผู้ที่เคยให้การสนับสนุนนางออง ซาน ซูจีจากนานาประเทศ ต่างโจมตีเธอ ที่นิ่งเฉย ไม่พยายามที่จะหยุดยั้งการข่มขืน การฆาตกรรม และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่อาจเกิดขึ้นได้

โดยการแสดงออกเชิงปัดความรับผิดชอบของเธอในการพิจารณาคดีของศาลโลกเมื่อปี พ.ศ. 2561 ในกรุงเฮก ถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยน ที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์อันดีของเธอต่อสายตาของนานาชาติ จนมีการเรียกร้องให้ปลดภาพของเธอออกจากทำเนียบศิษย์เก่าดีเด่นของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และเรียกร้องให้มีการยึดรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพคืน แต่ในสายตาของชาวเมียนมาแล้วเธอยังคงเป็น เดอะเลดี้ และเป็นที่ชื่นชมของกลุ่มชาวพุทธในเมียนมา

การปฏิรูปที่หยุดชะงัก

ในระหว่างที่นางซูจีและพรรคเอ็นแอลดีได้ปกครองประเทศ เธอต้องเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากการลงโทษนักข่าว และนักเคลื่อนไหว โดยใช้กฎหมายอาณานิคมในยุคใหม่ และแม้จะอยู่ในช่วงการปฏิรูปประชาธิปไตย แต่ที่นั่งในสภา 25 เปอร์เซ็นต์ก็ยังเป็นของคนในกองทัพ ขณะที่รัฐมนตรีกระทรวงหลักสำคัญ อย่างกระทรวงกลาโหม มหาดไทย และกิจการชายแดนก็ยังควบคุมโดยคนของกองทัพอยู่ดี ทำให้การเปลี่ยนผ่านและการปฏิรูปประชาธิปไตยต้องหยุดชะงัก อย่างไรก็ตาม ความนิยมในตัวนางออง ซาน ซูจี ยังคงดีอยู่ โดยผลสำรวจจากเครือข่ายประชาชนที่จับตาการเลือกตั้งในเมียนมาในปี 2020 พบว่า ประชาชน 79 เปอร์เซ็นต์ยังคงเชื่อมั่นในตัวเธอ ซึ่งเพิ่มขึ้นมาจากปีก่อนที่อยู่ที่ 70 เปอร์เซ็นต์.

ผู้เขียน: อาจุมม่าโอปอล
ที่มา : รอยเตอร์, บีบีซี, ซีเอ็นเอ็น

แท็กที่เกี่ยวข้อง

อองซานซูจีspecial contentพม่ารัฐประหารพม่าปฏิวัติพม่าเมียนมามินอ่องลายรัฐประหารพม่าปฏิวัติพม่าข่าวต่างประเทศข่าวต่างประเทศวันนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันศุกร์ที่ 5 มีนาคม 2564 เวลา 08:15 น.