ไลฟ์สไตล์
100 year

มาเหนือเมฆ "โจ ไบเดน" สุภาพบุรุษทำเนียบขาว

ไทยรัฐฉบับพิมพ์
24 ม.ค. 2564 07:01 น.
SHARE

มาเหนือเมฆ "โจ ไบเดน" สุภาพบุรุษทำเนียบขาว

ไทยรัฐฉบับพิมพ์

24 ม.ค. 2564 07:01 น.

ผ่านพ้นไปอย่างราบรื่นไร้ความรุนแรงอย่างที่กังวลกัน สำหรับการสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 46 ของ “โจ ไบเดน” ผู้นำวัย 78 ปี อายุมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา ท่ามกลางการระดมกำลังกว่า 25,000 นาย เพื่ออารักขาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด งานนี้ ประธานาธิบดีคนใหม่โชว์ความเป็น “สุภาพบุรุษทำเนียบขาว” ด้วยการประกาศจะทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ และขอเอกภาพคืนสู่อเมริกันชน โดยมีเหล่าอดีตประธานาธิบดีแดนอินทรีมาร่วมเป็นสักขีพยานอย่างคึกคัก แถมได้ “เลดี้ กาก้า” มานำร้องเพลงชาติ ร่วมกับศิลปินชั้นแนวหน้า เว้นก็แต่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ที่ยังทำใจยอมรับไม่ได้ เลยแหวกธรรมเนียมปฏิบัติกลายเป็นประธานาธิบดีคนแรกในรอบ 152 ปี ที่ไม่อยู่ร่วมพิธีสาบานตน ทำหน้าที่ส่งไม้ต่อการบริหารประเทศให้ผู้นำคนต่อไป

ข่าวแนะนำ

งานนี้ พิธีสาบานตนจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่สมกับเป็นชาติมหาอำนาจ ณ บริเวณหน้าอาคารรัฐสภา แคปปิตอล ฮิลล์ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เริ่มจาก “คามาลา แฮร์ริส” อดีตวุฒิสมาชิกรัฐแคลิฟอร์เนีย วัย 56 ปี สาบานตนรับตำแหน่งรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 49 อย่างเป็นทางการ ตามด้วยพระเอกของงาน “โจ ไบเดน” กล่าวสาบานตนอย่างเป็นทางการ พร้อมรับภารกิจประธานาธิบดีคนที่ 46 ของประเทศ ด้วยความซื่อสัตย์ อย่างไรก็ดี เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้มีการจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมงานอย่างเข้มงวด จึงนำธงชาติ 200,000 ผืน มาปักเรียงตามสนามหญ้าหน้าลานพิธี เพื่อเป็นตัวแทนของอเมริกันชนจากทุกภาคส่วน

สำหรับภารกิจเร่งด่วนในวันแรกของการทำงานในห้องทำงานรูปไข่คือ การลุยลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารทีเดียว 15 ฉบับ เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 หลังจากสหรัฐอเมริกามีผู้เสียชีวิตจากไวรัสร้ายมากที่สุดในโลกทะลุ 400,000 คน และส่งผลกระทบให้มีคนตกงานเกือบล้านคน โดยภารกิจ 100 วันแรก คือการออกข้อบังคับให้คนอเมริกันใส่หน้ากากอนามัยในอาคารหน่วยงานภาครัฐ และการเดินทางระหว่างรัฐ, การจัดตั้งหน่วยงานในทำเนียบขาวเพื่อคอยรับมือกับวิกฤติโควิด-19, ผลักดันแผนการกอบกู้อเมริกา วงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อเร่งเยียวยาผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยจะกัน 400,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อสู้กับวิกฤติโควิด-19 และการฉีดวัคซีนให้ชาวอเมริกัน 100 ล้านคน หรือ 40% ของประ-ชากรทั้งประเทศ ภายใน 100 วันแรกของการรับตำแหน่งประธานาธิบดี ขณะเดียวกัน ยังเตรียมการให้โรงเรียนกลับมาทำการเรียนการสอนได้อย่างปลอดภัย โดยตั้งงบประมาณไว้ 130,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แถมมีแผนใช้งบอีก 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มประสิทธิภาพการตรวจหาเชื้อ และเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอีก 100,000 ตำแหน่ง เพื่อขยายพื้นที่การตรวจและการให้วัคซีน อีกทั้งเตรียมแผนเพิ่มความพร้อมของประเทศในการรับมือกับการระบาดของโรคอุบัติใหม่ เพื่อแกะรอยไวรัสสายพันธุ์ใหม่

นอกจากนี้ ยังได้พลิกนโยบายหลายอย่างของ “โดนัลด์ ทรัมป์” โดยออกคำสั่งยุติกระบวนการถอนตัวออกจากองค์การอนามัยโลก และลงนามคำสั่งพิเศษพาสหรัฐอเมริกากลับเข้าร่วมในความตกลงปารีสเพื่อลดภาวะโลกร้อน ตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้ายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อกำหนดมาตรการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่ง “โดนัลด์ ทรัมป์” สร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลก ด้วยการประกาศถอนตัวเอาดื้อๆ ขณะเดียวกัน ก็ยกเลิกคำสั่งห้ามพลเมืองอิหร่าน, ลิเบีย, ซีเรีย, โซมาเลีย และเยเมน เดินทางเข้าสหรัฐอเมริกา ผู้นำสหรัฐอเมริกาคนใหม่ยังใช้โอกาสนี้ในการเรียกร้องให้ชาวอเมริกันทุกคนฟื้นฟูจิตวิญญาณของประเทศที่หายไปตลอด 4 ปี ที่อยู่ภายใต้การบริหารของ “โดนัลด์ ทรัมป์” พร้อมให้คำมั่นจะลดความเหลื่อมล้ำของชาติพันธุ์และช่องว่างทางชนชั้น ซึ่งนับวันจะยิ่งถ่างกว้างขึ้นเรื่อยๆ

“ประธานาธิบดีโจ ไบเดน” กล่าวสุนทรพจน์ครั้งแรกหลังเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งได้อย่างลึกซึ้งกินใจว่า วันนี้คือวันของอเมริกา คือวันแห่งประชาธิปไตย คือวันแห่งประวัติศาสตร์และความหวังในการฟื้นฟูและแก้ไข การฉลองครั้งนี้ไม่ใช่สำหรับผู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดี แต่เป็นการฉลองให้ประชาธิปไตย และเราได้เรียนรู้อีกครั้งว่าประชาธิปไตยนั้นมีคุณค่าและเปราะบาง ขณะเดียวกัน ผู้นำคนใหม่ของทำเนียบขาวยังได้เรียกร้องให้ชาวอเมริกันกลับมา ร่วมมือกันสามัคคีกันเพื่อประเทศชาติ พร้อมให้คำมั่นว่าจะเป็นประธานาธิบดีสำหรับอเมริกันชนทุกคน ไม่ว่าจะลงคะแนนให้หรือไม่ก็ตาม

นักวิเคราะห์การเมืองหลายสำนักคาดการณ์ว่า ในช่วงแรกๆของการรับตำแหน่ง “โจ ไบเดน” อาจยังไม่ให้ความสำคัญกับภูมิภาคเอเชียมากนัก แต่จะยังคงนโยบายกีดกันการค้าต่อจีนที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ริเริ่มไว้อย่างแน่นอน โดยผู้นำคนใหม่ของทำเนียบขาวจะสร้างพันธมิตรใหม่ๆมากขึ้นเพื่อผนึกกำลังกันคานอำนาจแดนมังกร แทนที่จะเผชิญหน้ากันโดยตรงเหมือนยุคทรัมป์ ดูจากพิกัดแผนที่แล้ว ประเทศไทยและอาเซียนน่าจะได้ประโยชน์ไม่น้อยจากการอยากผูกมิตรใหม่ของไบเดน

อย่างไรก็ดี คอยจับตาให้ดี เรื่องสิทธิมนุษยชนจะถูกชูขึ้นมาเป็นประเด็นใหญ่แน่ๆ เพราะไบเดนประกาศไว้ชัดว่าอยากฟื้นฟูบทบาทตำรวจโลกของอเมริกาให้กลับมาอีกครั้ง เผลอๆในยุคของไบเดน เราอาจได้เห็นพี่เบิ้มอเมริกายื่นมือเข้าแทรกแซงแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความขัดแย้งทางการเมืองของประเทศไทย โดยใช้เรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นข้ออ้าง ตามแนวถนัดของพรรคเดโมแครต งานนี้ต้องเกาะตั่วเฮียแดนมังกรไว้ให้ดี เพราะโลกยุคไบเดนต้องถือคติรวมกันเราอยู่แยกหมู่เราตาย!!


ทีมข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

โจ ไบเดนประธานาธิบดีสหรัฐฯสหรัฐอเมริกาทีมข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐสุภาพบุรุษทำเนียบขาว

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพฤหัสที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 13:11 น.