“ทรัมป์” ทำสหรัฐฯ ต้นแบบประชาธิปไตยขายขี้หน้าที่สุด แพ้ไม่รู้จักแพ้ ทั้งที่รู้ ว่าไม่มีทางแต่ก็ยังดันทุรัง ที่เคยชี้หน้าสั่งคงไม่มีประเทศไหนยอมอีกต่อไปแล้ว เอาตัวให้รอดก่อนเถอะ
ข่าว “เขย่าขวด” สุดสัปดาห์นี้มาตรฐานการเมืองในระดับสากลว่าด้วย “ประชาธิปไตย” สั่นคลอนอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
“สหรัฐฯ” ประเทศ “ต้นแบบ” ได้ ทำฮาราคีรีตัวเองเรียบร้อยไปแล้ว
คงต้องจารึกชื่อ “โดนัลด์ ทรัมป์” อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 45 ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองโลก
ที่ทำให้มหาอำนาจเบอร์ 1 โลกตกต่ำสุดขีดเกินที่จะบรรยาย
การปลุกระดมชนอเมริกันที่สนับสนุนเขาด้วยวิธีการอันแสดงถึงความเถื่อนบุกเข้าไปล้อมรัฐสภา กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. จนเหตุบานปลายเข้าไปในอาคาร
ทำให้มีผู้เสียชีวิตไป 4 คน ทุบทำลายข้าวของเสียหาย
เหตุผลก็เพื่อขัดขวางไม่ให้สภาคองเกรสลงมติรับรอง “โจ ไบเดน” ที่ชนะการเลือกตั้งเป็นผู้นำคนใหม่
หวังคิดจะ “ทิ้งไพ่” ใบสุดท้าย...
แต่เนื่องจากพฤติกรรมในลักษณะนี้จะทำให้สหรัฐฯเสียหายและตกต่ำแล้ว บรรดานักการเมืองบนฐานแนวทางประชาธิปไตยต่างก็ไม่พอใจ
ในรีพับลิกันเองโดยเฉพาะที่ร่วมงานกับรัฐบาลหลายคนต่างก็ยื่นใบลาออกนั่นทำให้น้ำหนักการต่อสู้เรียกร้องวูบไปทันทีรัฐมนตรีหลายคนทนรับสภาพไม่ได้
อย่างน้อยเจ้าหน้าที่รัฐต่างก็ไม่ให้ความร่วมมือทุกอย่างว่ากันไปตามกฎหมาย
“เขาสาบานตนเพื่อรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เพื่อประธานาธิบดี นั่นเป็นหลักคิดที่สำคัญในฐานะ “ข้าราชการ” ที่ต้องทำเพื่อชาติประชาชน
ไม่ใช่ผู้มีอำนาจคนใดคนหนึ่ง
นั่นทำให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดีคือยุติการชุมนุมและทำให้สภาคองเกรสลงมติรับรองได้สำเร็จ
เป็นอันว่า “โจ ไบเดน” ได้เป็นผู้นำคนใหม่ของสหรัฐฯ ที่เหลืออีกขั้นตอนเดียวคือพิธีสาบานตนในวันที่ 20 ม.ค.64
ก็เลยมีการวิเคราะห์กันว่าถึงวันนั้น “ทรัมป์” จะไปร่วมพิธีหรือไม่ เพราะถือเป็นฉากผ่านที่สำคัญทางการเมือง
ดูเหมือนจะได้ข้อสรุปตรงกันว่าไม่น่าจะไปร่วมอาจจะหลบไปอยู่ที่ใดที่หนึ่ง
หรือมีอีกหัวข้อหนึ่งที่พูดกันทำนองว่า “ทรัมป์” อาจจะสู้ต่อเพื่อหวังกลับมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯรอบที่ 2 เมื่อผ่านพ้น 4 ปีไปแล้ว
จะแน่แค่ไหน...ลืมไปได้เลย
มีแต่ต้องลุ้นว่าจะถูก “ถอดถอน” หรือไม่ก่อนจะพ้นตำแหน่ง เพราะด้วยความไม่พอใจที่ทำให้เกิดความเสียหายและสร้างความยุ่งยาก
แม้ออกมาทำท่าว่าจะแพ้และยอมจำนนด้วยการบอกว่าจะโอนถ่ายอำนาจให้เรียบร้อยไม่มีปัญหาแล้ว
แต่คนอย่าง “ทรัมป์บ้า” นั้นน่าเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน?
ที่สำคัญก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นทำให้สหรัฐฯเสียหน้าที่สุดถึงกับในโซเชียลที่การโพสต์ภาพผู้นำโลกทั้งจีน รัสเซีย อิหร่าน ซึ่งเป็นคู่อริสำคัญ
ด้วยภาพล้อหัวเราะยิ้มแย้มแจ่มใสในอารมณ์
ว่าไปแล้ว “โจ ไบเดน” ถือว่าโชคดีอีกขั้นหนึ่ง เมื่อพรรคเดโมแครตในวุฒิสภามีเสียงข้างมากซึ่งจะเอื้อต่อการบริหารประเทศอย่างมาก
ว่ากันว่าสหรัฐฯจะทุ่มเงินอย่างเต็มที่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเสริมศักยภาพเพื่อหวังคืนชีพมาเป็นเบอร์หนึ่งอีกครั้ง
เพราะอับอายขายขี้หน้าเต็มทนแล้ว!!!
“ลิขิต จงสกุล”


