ไลฟ์สไตล์
100 year

เลือกตั้งสหรัฐฯ 2020 บันทึกแห่งความวุ่นวาย

ไทยรัฐฉบับพิมพ์
2 ม.ค. 2564 07:30 น.
SHARE

เลือกตั้งสหรัฐฯ 2020 บันทึกแห่งความวุ่นวาย

ไทยรัฐฉบับพิมพ์

2 ม.ค. 2564 07:30 น.

ธรรมดาแล้วข่าวการเลือกตั้ง “ประธานาธิบดีอเมริกา” ที่เกิดขึ้นทุกๆ 4 ปี จะมีความรูทีน เป็นพิธีการอยู่ในตัว โดยเฉพาะกรณีผู้นำสหรัฐฯลงสมัคร เพื่อบริหารราชการต่อเป็นสมัยที่ 2

แต่แน่นอน สิ่งที่เกิดขึ้นในปลายปีที่ผ่านมา สมควรถูกจัดให้เป็นสุดยอดการเลือกตั้งในประวัติศาสตร์ แดนพญาอินทรี เพราะเป็นการรวมความเป็น “ที่สุด” ของทุกสิ่งอย่าง ซึ่งทีมข่าวต่างประเทศไทยรัฐได้จดบันทึกไว้ และหยิบยกมานำเสนอ โดยหวังว่าท่านผู้อ่านอาจจะได้รับความบันเทิงเริงรมย์ รับช่วงปีใหม่

ข่าวแนะนำ

*****

หากจะพูดว่าเค้าลางแห่งความวุ่นวาย เริ่มขึ้นเมื่อ “โดนัลด์ ทรัมป์” ลืมตาดูโลกวันที่ 14 มิ.ย.2489 ก็จะดูให้ร้ายกันเกินไป คงต้องเริ่มตั้งแต่สถานการณ์ไวรัสมรณะ “โควิด-19” เริ่มลุกลามไปทั่วแดนสหรัฐฯ จำนวนผู้ติดเชื้อพุ่งไม่หยุด จนกลายเป็นที่ 1 ของโลก สอดรับกับนโยบายเรือธง “อเมริกาต้องมาก่อน”

“ผมจะชนะไม่หยุด ชนะจนพี่น้องประชาชนต้องขอร้องผมพอเถอะท่านผู้นำ เราชนะไม่ไหวแล้ว” คำกล่าวปราศรัยของทรัมป์ ที่ไม่ได้อธิบายชัดเจนว่าชนะเรื่องอะไร สะท้อนกับสภาพความเป็นจริงได้อย่างน่าตกใจ ชาวอเมริกันต้องเสียชีวิตต่อวันจากหลักร้อยเป็นหลักพันหลักหมื่น ติดเชื้อต่อวันจากหลักพันเป็นหลักหมื่นหลักแสน หากเป็นบางประเทศรัฐบาลคงอยู่ไม่ได้ ปลิวกลางอากาศไปในเวลาไม่นาน

เป็นเรื่องอื่นทรัมป์คงตีมึน แก้ผ้าเอาหน้ารอดไปได้ตามนิสัย แต่เรื่อง “ยอดคนตาย” ถือเป็นข้อเท็จจริงที่หลีกหนีไม่พ้น แถมโชคร้ายกลยุทธ์ “ปั่นโซเชียลมีเดีย” ที่ทำให้ชนะเลือกตั้งครั้งก่อน ถูกคนรู้ทันไปแล้วหลังเกิดเรื่องอื้อฉาวบริษัท “แคมบริดจ์ อะนาไลติกา” ซื้อข้อมูลผู้ใช้งาน นำไปสร้างความได้เปรียบในการหาเสียง จึงทำให้ทรัมป์อยู่ในสภาพเสียกระบวน และเป็นที่มาของประโยคโบ้ยแบบแผ่นเสียงตกร่อง “จีนเป็นคนผิด”

*****

ทรัมป์รู้ตัวดีว่าเสียเปรียบเต็มประตู แต่งานนี้จะปล่อยผ่านไปไม่สู้กันสักตั้ง คงผิดวิสัยพ่อค้าที่ถูกปลูกฝังมาในตระกูลพี่น้องเขี้ยวลากดิน และเอาเข้าจริง “โจ ไบเดน” คู่แข่งในคราวนี้ ก็ไม่ได้คุณภาพคับแก้วเหมือนศึกคราวที่แล้ว จึงตัดสินใจเดินเกมอัดข่าวสารผิดบ้างถูกบ้างผสมปนเปกัน พร้อมแก้ข่าวเรื่องโควิด เรียกช่องทีวีพันธมิตรมานั่งสัมภาษณ์รายสัปดาห์ ว่ารัฐบาลทำผลงานดี “ยอดติดเชื้อของเรายังดีกว่าทั่วโลก” ที่สำคัญทรัมป์ยังประกาศดักคอ การเลือกตั้งครั้งนี้ จะ “โกง” กันอย่างสะบั้นหั่นแหลก โดยเฉพาะการลงคะแนนผ่าน “ไปรษณีย์”

มีคนวิจารณ์มาตลอดว่า คณะทำงานของทรัมป์ เต็มไปด้วย “เยส แมน” ใช่ครับพี่ดีครับท่านถูกครับนาย นอกเหนือจากนั้นถูกปลดกระเด็นไปจนหมด กระนั้น สถานการณ์โควิดที่เกิดขึ้น ยิ่งทำให้ทรัมป์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก อยู่ในจุดไม่สามารถเด้งเหล่าที่ปรึกษาทางการแพทย์ได้ เนื่องจากมีหลักการ ความเชี่ยวชาญและความถูกต้องเป็นเกราะกำบัง โดยเฉพาะ “หมอแอนโทนี เฟาซี” ที่ปรึกษาใหญ่ ที่ให้ความเห็นแย้งกับคำพูดของทรัมป์ตลอดเวลา

มีข่าวหลายต่อหลายครั้ง ว่าทรัมป์อยากจะปลดหมอเฟาซีใจจะขาด แต่ก็ยิ่งเป็นการโหมเชื้อไฟให้ฝ่ายตรงข้ามนำไปใช้ถล่มโจมตี ตรงจุดนี้มีนักวิเคราะห์มองว่าทรัมป์เสียคะแนนไปเยอะ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่ไม่ปักใจเชื่อขี้ปากผู้นำ และเลือกที่จะไปอ่านหาข้อมูลทางการแพทย์เพิ่มเติม

*****

อย่างไรก็ตาม ในช่วงกลางปีเหมือนโชคจะกลับมาเข้าข้าง หลังเกิดกรณีการเสียชีวิตของผู้พิพากษาศาลฎีกา “รูธ กินสเบิร์ก” เพราะย่อมหมายถึงทรัมป์สามารถแต่งตั้งคนของตัวเองเข้าไปดำรงตำแหน่งแทน และทำให้พรรครัฐบาลรีพับลิกันครองสัดส่วนในคณะผู้พิพากษาศาลฎีกาถึง 6 ต่อ 3 เสียง

จึงนำไปสู่การแหวกธรรมเนียม เสนอชื่อและแต่งตั้งเด็กในสังกัดเข้ารับตำแหน่งก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งปกติไม่มีใครเขาทำกัน เนื่องจากศาลฎีกาจะเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดเวลาเกิดปัญหาในการเลือกตั้ง อย่างกรณีปี 2000 ที่สั่งไม่ให้นับคะแนนใหม่ในรัฐฟลอริดา จนส่งผลให้ “จอร์จ ดับเบิลยู บุช” ได้เป็นผู้นำในที่สุด ดังนั้น การแต่งตั้งผู้พิพากษา “เอมี โคนีย์ บาร์เรตต์” วัย 48 ปี จึงเต็มไปด้วยเสียงครหาก่นด่า ว่ามันใช่เวลาหรือไม่ แต่งานนี้ทรัมป์ไม่สนเสียงนกเสียงกา เนื่องจากรู้ดีว่าการถือไพ่ศาลฎีกาไว้ย่อมมีประโยชน์ในภายหลัง โดยเฉพาะถ้าผลการเลือกตั้งกับโจ ไบเดน...สูสีจนยากจะชี้ขาด

*****

การดีเบตแบบแมวกัดกันที่ไม่มีอะไรน่าจดจำ และเต็มไปด้วยการสร้างความแตกแยก ระหว่างเดือน ก.ย.-ต.ค. ได้ทำให้เกิดความวุ่นวายไปทั่ววงการ หลังทรัมป์และเมลาเนีย ทรัมป์ ถูกตรวจพบว่าติดไวรัสโควิด-19 แต่สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้น ได้ทำให้หลายฝ่ายเกิดความฉงนว่าเป็นการแสดงละครเพื่อสร้างแต้มต่อทางการเมืองหรือเปล่า เพราะทรัมป์ได้แสดงบทบาท เหมือนกับว่าตนรับ “พรจากพระเจ้า” บวกกับวัคซีนและยาต้าน “Made in USA” จึงทำให้หายดีเป็นปลิดทิ้ง ดังนั้นพี่น้องประชาชนไม่ควรกังวล ของดีย่อมมาถึงในเวลาไม่นาน

*****

จนถึงวันชี้ชะตาการเมืองสหรัฐฯ “3 พ.ย.” การนับคะแนนเป็นไปอย่างดุเดือดชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อน ผลคะแนนแต่ละรัฐพลิกไปพลิกมา ช่วงเช้าเดโมแครตชนะ บ่ายกลับมาเป็นรีพับลิกัน ผ่านไปช่วงค่ำ...เอ้าเดโมแครตคัมแบ็กอีกแล้ว และส่งผลให้กระบวนการนับคะแนนยืดเยื้อถึง 5 วัน ชนิดที่สื่อมวลชนพาดหัวข่าวกันไม่ถูก

โดยเฉพาะใน 5 รัฐตัวแปร หรือ “สวิง สเตต” จอร์เจีย นอร์ทแคโรไลนา มิชิแกน วิสคอนซิน และเพนซิลเวเนีย ที่ต้องนับกันจนหยดสุดท้าย เพราะผลคะแนนดิบมีสัดส่วนกันระดับไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นการเข้าทางบาทาของทรัมป์เต็มๆ และส่งสมุนเดินสายฟ้องศาล เรียกร้องให้ยุติการนับคะแนน เพราะว่าตัวเอง “ชนะแล้ว” พร้อมประโคมโหมโซเชียล เรื่องการโกง เจ้าหน้าที่นับผลคะแนนซ้ำ ไม่มีผู้สังเกตการณ์นับคะแนน โดยมุ่งเป้าให้ประชาชนเกิดข้อสงสัยว่าเป็นไปได้อย่างไร ที่ผลการลงคะแนนทาง “ไปรษณีย์” มาจากค่ายไบเดนเต็มๆ

อนิจจาสำหรับทรัมป์ ที่คนอเมริกันยังมีความคอมมอนเซนส์ และเข้าใจว่าเหตุที่คะแนนทางจดหมายเป็นของไบเดน ก็เพราะเป็นการปฏิบัติตามมาตรการ “รักษาระยะห่าง” ที่ค่ายเดโมแครตโปรโมตอย่างหนัก ขณะที่ผลคะแนนดิบก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น ไบเดน 81.2 ล้านเสียง ทรัมป์ 74.2 ล้านเสียง ทุบสถิติทั้งหมดที่ผ่านมา

*****

สัญญาณความพ่ายแพ้ของทรัมป์ดังขึ้นเรื่อยๆ แม้บรรดาคณะทำงานที่จงรักภักดียังคงดึงดันไม่รับผลชนะของไบเดน (ซึ่งใครแหลมออกมาพูดว่าเลือกตั้งไม่มีโกงในช่วงนั้นถูกปลดทันที) นานาชาติต่างพากันแสดงความยินดีกับว่าที่ผู้นำคนที่ 46 ขนาดภริยารักเมลาเนียยังต้องเตือนสติผัว “เธอพอได้แล้ว” จนกระทั่งทรัมป์ได้หลุดปากในที่สุดว่า หากไบเดนชนะจริงตนก็พร้อมออกจากทำเนียบขาวไป

แต่สิ่งที่ทำให้ฟางสองเส้นสุดท้ายขาดสะบั้น คือเหตุการณ์วันที่ 11 ธ.ค. ศาลฎีกา (ที่รีพับลิกันครองอิทธิพล) “ปฏิเสธคำร้อง” ของรัฐเท็กซัสให้ยกเลิกผลการเลือกตั้งในรัฐจอร์เจีย มิชิแกน วิสคอนซิน และเพนซิลเวเนีย ตามด้วยการลงมติรับรองผลการเลือกตั้งของ “คณะผู้เลือกตั้ง” (Electoral College) ใน 50 รัฐ เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. ที่ผลปรากฏว่างานนี้ ไม่มีเลยสักคนเดียวที่กลับลำโหวตสวนคะแนนดิบของประชาชน เทคะแนนให้ทรัมป์

แม้ก่อนหน้านี้จะมีข่าวว่า ผู้นำทรัมป์ต่อสายหาผู้ว่าการรัฐต่างๆโดยตรง ถามว่ามีทางเป็นไปได้ไหม ที่จะ “เปลี่ยนตัว” คณะผู้เลือกตั้งสายเดโมแครตออกไป และเอาคนของตัวเองเข้าไปแทน เพื่อพลิกผล

*****

เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป คือสัจธรรมของทุกสิ่ง ไม่เว้นแม้แต่ผู้มีอำนาจล้นฟ้า ไบเดนเดินหน้าตั้งคณะกรรมการเปลี่ยนถ่ายอำนาจ ประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ส่วนทรัมป์ถูกสมาชิกพรรครีพับลิกันทยอยตีตนออกห่าง แถมสร้างความเจ็บปวดด้วยการขัดขวางทรัมป์เรื่องความต้องการเพิ่มเงินเยียวยาโควิดแก่ประชาชนอเมริกัน จนสุดท้ายต้องหอบสังขารไปตีกอล์ฟเงียบๆส่งท้ายปีเก่า

สุดท้ายในวันที่ 20 ม.ค.นี้ ผู้นำเก่าจะถูกเขี่ยกระเด็น ผู้นำใหม่จะก้าวเข้ามา ชะตากรรมทรัมป์ไม่รู้จะเป็นเช่นไร เพราะแววถูก “เช็กบิล” ย้อนหลัง อาจเรียงยาวเป็นหางว่าว เห็นได้จากการเร่งใช้อำนาจผู้นำสั่งอภัยโทษคดีความของคนวงในรอบตัว ทั้งเพื่อนเก่าแก่ที่โกหกสภาคองเกรส บิดาของลูกเขยสุดรักที่สารภาพการเลี่ยงภาษี 16 กระทง และอดีตผู้จัดการหาเสียงที่โดนคดีการเงิน และขัดขวางกระบวนการยุติธรรม.

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เลือกตั้งสหรัฐเลือกตั้งสหรัฐ 2020เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐผลการเลือกตั้งสหรัฐ 2563โดนัลด์ ทรัมป์โจ ไบเดนสกู๊ปต่างประเทศ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพฤหัสที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 08:43 น.