- รัฐบาลอินเดีย เร่งผลักดันร่างกฎหมายปฏิรูปการเกษตร โดยที่แทบไม่ปรึกษากับสหภาพการเกษตรใดๆ อ้างว่า นี่เป็นความเปลี่ยนแปลงที่จำเป็น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในภาคการเกษตรของประเทศ
- กฎหมายปฏิรูปทำให้ชาวไร่ชาวนาจำนวนมหาศาลออกมาเดินขบวนประท้วงตลอดช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เพราะกังวลว่า กฎหมายนี้จะทำให้พวกเขาต้องสูญเสียธุรกิจและที่ดินให้กับบริษัทขนาดใหญ่
- จนถึงตอนนี้ รัฐบาลอินเดียยังไม่มีท่าที่จะยอมโอนอ่อนตามคำเรียกร้องของบรรดาชาวไร่ชาวสวน แต่เริ่มมีสัญญาณแล้วว่า พวกเขากำลังกังวลถึงผลกระทบทางการเมืองที่อาจตามมาในอนาคต
ชาวไร่ชาวนาจำนวนหลายแสนคนเดินขบวนประท้วงตามพื้นที่แถบชานกรุงนิวเดลี มานานเกือบ 2 สัปดาห์แล้ว ปิดกั้นถนนหลายสายที่เป็นเหมือนหลอดเลือดของเมืองหลวงแห่งนี้
พวกเขาออกมารวมตัวกันเพื่อประท้วงต่อต้านกฎหมายปฏิรูปการเกษตรของรัฐบาล ซึ่งจะลดข้อจำกัดในการขายผลผลิต, อนุญาตมห้ผู้ซื้อเอกชนมีอิสระในตลาดมากขึ้น หลังจากรัฐบาลครอบครองส่วนแบ่งเกือบทั้งหมดมานาน แต่ชาวสวนจำนวนมากมองว่า กฎหมายนี้อาจทำให้พวกเขาต้องสูญเสียธุรกิจและที่ดินให้กับบริษัทขนาดใหญ่
ที่ผ่านมา รัฐบาลอินเดียย้ำว่า การปฏิรูปนี้เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในภาคการเกษตรของประเทศ ซึ่งมีขนาดใหญ่มาก ใช้แรงงานเกือบครึ่งของทั้งหมดที่มี แต่กลับสร้างรายได้คิดเป็น 16% ของจีดีพีเท่านั้น แต่การประท้วงที่เกิดขึ้นกำลังแสดงให้เห็นความยากลำบากที่รัฐบาลจะต้องเผชิญ เมื่อพวกเขาพยายามผลักดันกฎหมายสำคัญแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยไม่หารือกับผู้ที่จะได้รับผลกระทบก่อน
...
เกิดอะไรขึ้นบ้างในการประท้วง?
การประท้วงต่อต้านกฎหมายเปิดเสรีตลาดสินค้าเกษตรเริ่มขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม ที่รัฐปันจาบและรัฐหรยาณา ก่อนจะเคลื่อนขบวนมาถึงกรุงนิวเดลีในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งพวกเขาต้องเผชิญการตอบโต้อย่างหนักจากตำรวจ ที่ใช้ทั้งแก๊สน้ำตาและปืนฉีดน้ำแรงดันสูงกับผู้ชุมนุม
กระทั่งในวันที่ 1 ธ.ค. ‘บิลคิส’ หญิงชราวัย 82 ปี หนึ่งในหัวหอกของการประท้วงต่อต้านกฎหมายให้สัญชาติแต่กีดกันมุสลิมเมื่อช่วงต้นปี และออกมาร่วมขบวนประท้วงของชาวสวนด้วย ถูกตำรวจจับกุม ทำให้ชาวสวนทั่วโลกออกมาร่วมแสดงการสนับสนุน และเกิดการชุมนุมในหลายเมืองของสหราชอาณาจักร และแคนาดา
นอกจากความกังวลเรื่องการสูญเสียธุรกิจและที่ดินแล้ว สิ่งที่กฎหมายปฏิรูปฉบับนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักคือ ความรีบเร่งในการผ่านกฎหมาย โดยเมื่อเดือนกันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่การระบาดของไวรัสโควิด-19 ในอินเดียกำลังรุนแรงถึงขีดสุด รัฐบาลผ่านร่างกฎหมายปฏิรูปการเกษตรถึง 3 ฉบับในการประชุมสภาสั้นๆ ผลักดันกฎหมายนี้สูงสภาสูง
ไม่เพียงเท่านั้น รัฐบาลยังแทบไม่ได้ปรึกษาหารือเรื่องการปฏิรูปกับกลุ่มสหภาพ หรือองค์กรที่คอยดูแลชาวสวนเลย
กฎหมายปฏิรูปเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง?
นับตั้งแต่การ ‘ปฏิวัติสีเขียว’ เมื่อช่วงทศวรรษที่ 1960 รัฐบาลอินเดียก็ใช้นโยบายรับประกันราคาผลผลิตทางการเกษตรบางกลุ่มมาตลอด และเมื่อรวมกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการเกษตร ระบบนี้ช่วยให้อินเดียหลุดพ้นจากการมีคนอดอยากเป็นวงกว้าง กลายเป็นมีอาหารมากเกินดุลในแต่ละปี
อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้กลับส่งผลต่อความหลากหลายของผลผลิตทางการเกษตร, กระทบสิ่งแวดล้อม และให้ผลประโยชน์ต่อผู้มีไร่ขนาดใหญ่มากกว่าขนาดเล็ก
รัฐบาลอินเดียยืนยันว่า กฎหมายฉบับใหม่นี้จะไม่ยกเลิกการประกันราคาขั้นต่ำ แต่จะยกเลิกข้อจำกัดที่ห้ามบริษัทต่างๆ ซื้อที่ดินหรือกักตุนสินค้าเกินกว่าระดับที่กำหนด ขณะที่ชาวไร่จะสามารถขายผลผลิตของพวกเขาให้กับผู้ซื้อเอกชนได้โดยตรงตามราคาตลาด หลังจากก่อนหน้าชาวสวนส่วนใหญ่ขายสินค้าให้กับตลาดขายส่งที่รัฐบาลควบคุม หรือ ‘ตลาดมันดี’ (Mandi) ในราคาประกัน
นอกจากนั้น รัฐบาลยังวางกฎสำหรับการทำ ‘เกษตรพันธสัญญา’ (contract farming) ที่ชาวไร่ผลิตผลผลิตที่ตามที่ผู้ซื้อต้องการ ให้กำหนดให้การเผาไร่เพื่อปรับหน้าดินเป็นเรื่องผิดกฎหมายด้วย แต่นี่ก็เป็นหนึ่งในข้อกำหนดที่ผู้ประท้วงต้องการให้ยกเลิก แม้จะรู้ว่าการเผาไร่ส่งผลเสียต่อธรรมชาติก็ตาม
...
ทำไมชาวสวนจึงต่อต้านกฎหมายปฏิรูป?
สิ่งที่ชาวสวนอินเดียหวาดกลัวที่สุดจนถึงขั้นต้องออกมาประท้วงคือ ความกังวลว่าการปฏิรูปนี้จะทำให้ตลาดมันดีและการประกันราคาค่อยๆ หายไปในที่สุด จนทำให้พวกเขาไม่เหลือทางเลือกสำรอง เช่น ในกรณีที่พวกเขาไม่พอใจในราคาที่ผู้ซื้อเอกชนเสนอ ชาวสวนก็ไม่อาจกลับมาขายผลผลิตที่ตลาดมันดี หรือไม่สามารถใช้เรื่องนี้เป็นข้อต่อรองราคาได้อีก แม้รัฐบาลจะยืนยันว่า ระบบมันดีกับการประกันราคาจะดำเนินต่อไป แต่ชาวสวนก็กังขาอยู่ดี
นอกจากนี้ พวกเขายังกังวลด้วยว่า กฎหมายนี้จะเป็นการเปิดประตูให้บริษัทขนาดใหญ่เข้ามา และบีบพวกเขาออกจากธุรกิจและที่ดินของตนเอง โดยนาย กูร์นาม สิงห์ จารุณี หนึ่งในแกนนำผู้ประท้วงบอกกับสำนักข่าว บีบีซี ว่า “เราไม่เชื่อใจธุรกิจขนาดใหญ่ ตลาดเสรีใช้ได้ในประเทศที่มีการคอร์รัปชันน้อยและมีการตรวจสอบมาก มันใช้ที่นี่ไม่ได้”
ขณะที่นาย โยเกนทรา ยาดาฟ ประธานพรรค ‘สวาราช อินเดีย’ (Swaraj India) ซึ่งสนับสนุนการประท้วงของชาวสวน กล่าวว่า การปฏิรูปนี้ไม่ใช่สิ่งที่ชาวสวนต้องการ ส่งที่พวกเขาต้องการจริงๆ คือ ให้รัฐบาลรับรองว่า การประกันราคาขั้นต่ำนั้นส่งผลถึงเกษตรกรทั้งหมด เพราะปัจจุบัน มีชาวไร่ถึง 80% ขาดผลผลิตไม่ได้ตามราคาที่กำหนดไว้
...
รัฐบาลเริ่มผ่อนท่าที กลัวผลที่ตามมา
การประท้วงที่ดำเนินติดต่อกันมานานถึง 5 เดือน ยังไม่อาจทำให้รัฐบาลอินเดีย เปลี่ยนใจเรื่องการปฏิรูปได้ แต่พวกเขาส่งสัญญาณว่ายินดีรับฟังเสียงของผู้ประท้วง โดยจนถึงตอนนี้ ฝ่ายผู้ชุมนุมกับฝ่ายรัฐบาลเจรจากันมาแล้ว 4 ครั้ง แม้จะยังไม่ได้ข้อสรุปใดๆ ก็ตาม
การรับฟังเสียงผู้ประท้วงต่อต้านกฎหมายของรัฐ เป็นสิ่งที่แทบไม่เกิดขึ้นในรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี เห็นได้จากการประท้วงใหญ่ 2 ครั้งก่อน ตอนที่รัฐบาลยกเลิกสถานะพิเศษของแคว้นแคชเมียร์ และตอนออกกฎหมายให้สัญชาติผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมาย แต่ยกเว้นชาวมุสลิม
นี่เป็นเพราะพรรค ‘ภารตียชนตา’ (BJP) ของนายโมดี รู้ดีว่า เสียงของชาวไร่ชาวนามีความสำคัญแค่ไหนในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในช่วงกลางปี 2564 เพราะเคยมีตัวอย่างให้เห็นมาแล้วอย่างการประท้วงต่อต้านการคอร์รัปชันของเกษตรกรในปี 2554-2556 ซึ่งทำให้รัฐบาลยุคนั้นแพ้การเลือกตั้งสมัยที่ 2 ให้กับพรรค BJP
คาดว่า หลังจากนี้ทั้ง 2 ฝ่ายอาจมีการเจรจากันอีกหลายรอบ ซึ่งอาจส่งผลให้มีการแก้กฎหมายบางข้อ แต่ไม่ถึงขั้นยกเลิก เพราะรัฐบาลคงไม่กล้าแตกหักกับเกษตรกร แล้วต้องชดใช้ราคาแพงในการเลือกตั้งแน่นอน
...
ผู้เขียน: H2O