ไลฟ์สไตล์
100 year

ปิดฉาก เอฟ-4 อีเจ เดอะลาสต์ซามูไร 48 ปีผู้พิทักษ์น่านฟ้าแดนอาทิตย์อุทัย

ไทยรัฐออนไลน์
5 ธ.ค. 2563 07:30 น.

SHARE

ปิดฉาก เอฟ-4 อีเจ เดอะลาสต์ซามูไร 48 ปีผู้พิทักษ์น่านฟ้าแดนอาทิตย์อุทัย

ไทยรัฐออนไลน์5 ธ.ค. 2563 07:30 น.

กองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นปลดประจำการ เอฟ-4 อีเจ แฟนทอม ทู เพื่อเตรียมรับ เอฟ-35 มาประจำการ สุดยอดเครื่องในตำนานอีกหนึ่งรุ่นที่ถูกยกให้เป็นซามูไรผู้พิทักษ์น่านฟ้าแดนอาทิตย์อุทัยมาตลอด 48 ปี

  • เอฟ-4 EJ ของญี่ปุ่นเกือบทุกลำผลิตขึ้นเองในประเทศ
  • เอฟ-F-4 EJ ของญี่ปุ่นเคยเข้าร่วมฉากหนังฮีโร่และการ์ตูนญี่ปุ่นมาหลายเรื่อง
  • ญี่ปุ่นปรับปรุง เอฟ-4 ด้วยตัวเอง เรียกว่า F-4EJ Kai

ข่าวแนะนำ

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ตำนานเครื่องบินรบกลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่งแล้ว รอบนี้เรามาที่สุดยอดเครื่องบินขับไล่ไอพ่นในยุคสงครามเย็นอีก 1 รุ่นที่สร้างวีรกรรมและประวัติการสู้รบในหลายสมรภูมิ และ 1 ในเครื่องบินขับไล่ไอพ่นที่ดีที่สุด ถูกผลิตออกมามากที่สุดเป็นลำดับต้นๆ ของโลกนั่นคือ โบอิ้ง (อดีตคือ แมคดอนเนลดักลาส) เอฟ-4 อีเจ แฟนทอม ทู (F-4EJ Phantom II) โดยหนึ่งในกองกำลังทางอากาศที่มี เอฟ-4 เข้าประจำการมากเป็นลำดับต้นๆ นั่นคือ ญี่ปุ่น ที่นำเรื่องของ แฟนทอมทู แดนซามูไรมาเสนอก็เพราะล่าสุด กองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นได้จัดพิธีปลดประจำการเครื่องบินรุ่นนี้แล้วนั่นเอง หลังรับใช้ชาติทำหน้าที่ปกป้องเกาะญี่ปุ่นจากเหล่าสัตว์ประหลาด ไม่ใช่ครับ ปกป้องน่านฟ้าญี่ปุ่นจากภัยคุกคามแบบต่างๆ มาตั้งแต่ยุคสงครามเย็น

จุดกำเนิดของ เอฟ-4 อี แฟนทอม ทู

เอฟ-4 แฟนทอม ทู ถูกพัฒนาขึ้นสำหรับกองทัพเรือสหรัฐฯ เพื่อใช้งานบนเรือบรรทุกเครื่องบินในปี 1958 โดยเริ่มจากรุ่นต้นแบบ คือ เอฟ-4 เอช-1 (F-4H-1) ต่อมามีการเปลี่ยนชื่อและหน้าตา กลายเป็นรุ่น เอฟ-4 บี และ เอฟ-4 เจ สำหรับกองทัพเรือสหรัฐฯ และนาวิกโยธินสหรัฐฯ ที่เน้นในการใช้อาวุธปล่อยนำวิถี และระเบิด แต่ไม่มีการติดปืนกล ส่วนกองทัพอากาศสหรัฐฯ ก็สั่งซื้อแฟนทอมใช้งานเช่นเดียวกัน ในรุ่น เอฟ-4 ซี/ดี และสร้างชื่อจากสงครามเวียดนาม แต่เนื่องจากไม่ติดตั้งปืนกล ตามหลักการรบในยุคนั้นที่มุ่งเน้นการใช้แต่ระบบอาวุธปล่อยอากาศ-สู่-อากาศ ทำให้กลายเป็นจุดอ่อนที่สำคัญในการสู้รบกลางอากาศ หากต้องบินเข้าใกล้เครื่องบินข้าศึก หรือยิงมิสไซล์ไปหมดแล้ว ก็ไม่มีอาวุธรองมาป้องกันตัวเอง

แม้จะมีการพัฒนากระเปาะปืนกล SUU-23 ที่นำเอาปืนกลวัลแคน M61-A1 ขนาด 20 มม.ลำกล้องหมุนมาใส่ แต่เมื่อติดกระเปาะก็ทำให้เสียจุดติดตั้งถังเชื้อเพลิงไป ทางบริษัทแมคดอนเนลดักลาส จึงนำเสนอ เอฟ-4 รุ่นใหม่ต่อกองทัพอากาศสหรัฐฯ จึงมีการพัฒนารุ่น อี ที่ติดตั้งปืนไว้ที่ใต้จมูกเครื่องบินและสหรัฐฯ ได้นำรุ่นนี้ไปใช้งานครั้งแรกในปลายสงครามเวียดนาม รวมทั้งผลงานที่การสู้รบแถบตะวันออกกลางโดยเครื่องบินของอิสราเอลและอิหร่าน

การมาถึงของ F-4EJ ของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น

หลังจากเครื่องบินเอฟ 4 ถูกเปิดตัวใช้งานในสหรัฐฯ และได้มีการนำเสนอให้กับกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น หรือ (JASDF) ในปี 1968 ได้มีการสั่งซื้อ F-4EJ รวมทั้งหมด 140 ลำโดยเริ่มมีการส่งมอบตั้งแต่ปี 1971 สำหรับรุ่นของญี่ปุ่นจะแตกต่างจาก F-4E รุ่นปกของกองทัพอากาศสหรัฐฯ และประเทศอื่น โดยจะไม่มีการติดระบบเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ ระบบจรวดนำวิถีอากาศสู่พื้น AGM-12 บูลพัฟ ระบบควบคุมระเบิดนิวเคลียร์ และความสามารถในการทิ้งระเบิดโจมตีภาคพื้นดิน โดย 2 ลำแรกผลิตเป็นชิ้นส่วนและประกอบในสหรัฐฯ จากโรงงานในเมืองเซ็นต์หลุยส์ รัฐมิซูรี ส่วนที่เหลือมีการผลิตชิ้นส่วนภายใน เมืองเซ็นต์หลุยส์ แล้วเอาไปผลิตประกอบที่ญี่ปุ่น ภายใต้ลิขสิทธิ์โดย โรงงานมิตซูบิชิ เฮฟวี่ อินดัสทรีอีก 138 ลำ อันเป็นการแสดงออกอย่างมีนัยสำคัญต่ออุตสาหกรรมการบินของญี่ปุ่น

และรุ่นไม่ติดตั้งอาวุธ RF-4E ที่เป็นรุ่นลาดตระเวนถ่ายภาพ เป็นรุ่นที่สั่งผลิตจากนอก โดย 1 ใน 5,195 ลำ ของเครื่องบินชุดนี้ เป็นแฟนทอม ทู ลำสุดท้ายของสายการผลิตหมายเลข 17-8440 ถูกสร้างออกมาในปี 1981 และถูกนำเข้าประจำการในฝูงบินขับไล่ทางยุทธวิธีที่ 306 และต่อมาได้โอนย้ายมาอยู่กับฝูงบินขับไล่ทางยุทธวิธีที่ 301 ในภายหลัง

สำหรับเครื่องบิน F-4EJ ที่ผลิตจากสหรัฐฯ มาถึงญี่ปุ่นในช่วงกลางปี 1971 มีฐานบินแรกอยู่ที่ฐานทัพอากาศฮยาคุริ จ.อิบาระกิ จากนั้นในปี 1972 จึงมีการส่งไปยังฝูงบินขับไล่ทางยุทธวิธีที่ 301 ฮิโคไท และได้ประกาศเป็นฝูงบินพร้อมรบในปีเดียวกัน

การอัปเกรด F-4EJ ไปสู่รุ่นปรับปรุง (Kai)

F-4EJ ในจำนวน 96 ลำ นี้ ต่อมาถูกดำเนินการปรับปรุง เพื่อยืดอายุการใช้งานออกไปอีกในปีโดยดัดแปลงเป็นรุ่น เอฟ-4 อีเจ ไค แฟนทอม ทู (F-4EJ Kai Phantom II) โดยคำว่า ไค (Kai) เป็นภาษาญี่ปุ่นแปลว่า ปรับปรุง คือ รุ่นที่กองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่น (JASDF) ได้อัปเกรดให้ทันสมัยมากขึ้นนั่นเอง โดยถึงช่วงปี 2007 ญี่ปุ่นยังมี F-4 ประจำการรวมกว่า 90 ลำ เพื่อใช้เป็นเครื่องบินรบหลักที่เป็นแนวหน้าของกองกำลังป้องกันตนเองมาจนถึงทุกวันนี้ โดยการอัปเกรดที่เกิดขึ้นมีการปรับปรุงระบบอวิโอนิกส์ ระบบคอมพิวเตอร์คำนวณการทิ้งระเบิด ระบบเรดาร์รุ่นใหม่แบบ พัลส์ ดอปเลอร์ AN/APG-66J ที่พัฒนาต่อยอดมาจากเรดาร์ของเครื่องบินขับไล่เอฟ-16 และระบบนำร่องเดินอากาศแบบ AN/ASN-141 ที่มีติดตั้งบนเครื่องบินขับไล่ เอฟ-15J เครื่องบินขับไล่ครองอากาศสมรรถนะสูงด้วยเช่นกัน

ในส่วนของห้องนักบินก็มีการปรับปรุงหลายส่วน อาทิ ชุดคันบังคับการบินและคันบังคับเครื่องยนต์ก็เปลี่ยนมาเป็นแบบโฮตาส เพื่อใช้ทำงานร่วมกับจอหน้าที่นั่งนักบินระดับสายตา หรือ HUD พร้อมทั้งยังได้มีการเปลี่ยนแปลงระบบพิสูจน์ฝ่าย (IFF) ให้เป็นรุ่นใหม่ทันสมัยแบบ AN/APX-76A ระบบเรดาร์แจ้งเตือนภัยคุกคาม (RWR) แบบ AN/ALE-40 รวมทั้งระบบต่อต้านอาวุธปล่อยนำวิถี เป้าลวงแบบพลุความร้อนและแผ่นอะลูมิเนียมสะท้อนเรดาร์ (แชฟท์และแฟลร์) รวมทั้งระบบเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ

การปรับปรุง F-4EJ Kai ยังได้มีการยืดอายุโครงสร้างไปอีก 2,000 ชั่วโมง พร้อมทั้งเพิ่มขีดความสามารถปล่อยอาวุธนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำแบบ ASM-2 อาวุธปล่อยอากาศสู่อากาศนำวิถีด้วยความร้อนแบบ AAM3 รวมทั้งระเบิดนำวิถีด้วยดาวเทียมแบบ เจแดม (GBU-38B) JDAM ที่เป็นอาวุธรุ่นใหม่ เพื่อเสริมประสิทธิภาพให้กับเอฟ-4 ที่เริ่มใช้งานมาตั้งแต่ปี 1989 เป็นการเติมความสามารถเดิมที่ขาดหายไป

ใบไม้ผลัดใบสู่วันที่ซามูไรฮยาคุริร่วงโรยรา

หลังจากรัฐฐบาลญี่ปุ่นได้ศึกษาและประเมินค่าถึงเครื่องบินรบรุ่นใหม่ที่จะมาทดแทนเอฟ-4 ในที่สุด ชื่อของ ล็อกฮีด มาร์ติน เอฟ-35 เอ ไลท์นิ่ง ทู ก็ถูกเลือกในปี 2011 และฝูงบินขับไล่ทางยุทธวิธีที่ 302 (302nd Tactical Fighter Squadron) เดิมทีมีเอฟ-4 ประจำการก็ได้เป็นฝูงบินแรกที่รับ เอฟ-35 เข้าประจำการ ที่ฐานทัพอากาศมิซาว่า ในปี 2019

ขณะที่ ฝูงบินลาดตระเวนที่ 501 ฮิโคไท ที่มีรูปมาสคอต คือ นกหัวขวาน ได้ปลดประจำการเครื่องบินไอพ่นลาดตระเวนถ่ายภาพ RF-4E และ RF-4J ที่มีสัญลักษณ์ปากฉลามที่หัว แพนหางดิ่งมีรูปนกหัวขวาน และเครื่องบินทำสีเป็นเอกลักษณ์ คือ ลายพรางยุโรป ลายพรางเวียดนามและลายพรางสีน้ำทะเลไปเมื่อเดือน มีนาคม 2020 ที่ผ่านมา และฝูงบินถูกยุบลงในเดือน มิ.ย.ปีเดียวกัน โดยหน้าที่การลาดตระเวนถ่ายภาพจะเป็นหน้าที่ของเอฟ-35 มารับช่วงต่อโดยใช้ ระบบ ETOS (Electro-Optical Targeting System) และเดิมทีฝูงบินขับไล่ทางยุทธวิธีที่ 301 จะเป็นฝูงบินสุดท้ายที่ใช้งานแฟนทอมไปถึงปี 2021 แต่ว่าการเปลี่ยนแบบเครื่องบินกลับมาเร็วกว่าที่คาดเอาไว้ ทำให้ฝูงบินขับไล่ทางยุทธวิธีที่ 301 ต้องบอกลาแฟนทอมที่มีเหลืออยู่ทั้งหมด จากการเป็นเครื่องบินขับไล่แนวหน้า เร็วกว่าเดิมเป็นภายในเดือน พ.ย.ปี 2020

แม้ว่าแฟนทอมจะจบหน้าที่ในการเป็นกำลังรบหลักที่ฐานทัพอากาศไปแล้ว แต่ก็ยังเหลือแฟนทอมสำหรับศูนย์ทดสอบอากาศยาน Air Development and Test Wing อยู่ในจังหวัดกิฟุ โดยจะยังบินเพื่อการทดสอบต่างๆ ไปจนถึงเดือน มี.ค.64 นั่นหมายความว่าฝูงบิน 301 ฮิโคไท จะมีการเปลี่ยนแบบเครื่องบินเป็น เอฟ-35 เอ ไลท์นิ่ง ทู พร้อมอำลาฐานทัพอากาศฮยาคุริ ที่ จ.อิบาระกิ เพื่อไปยังฐานบินใหม่ คือ ฐานทัพอากาศมิซาว่า ที่อยู่ที่ภูมิภาคโทโฮคุ หรือ ตอนเหนือของ จ.อาโอโมริ เกาะฮอนชู

การอำลาของเดอะ ลาสต์ซามูไร แห่งฮยาคุริ

วันอำลาหน้าที่ปกป้องท้องฟ้าญี่ปุ่นก็มาถึง 20 พ.ย.2020 กองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นได้จัดพิธีปลดประจำการให้ เอฟ-4 อีเจ ไค หลังจากที่ประจำการมายาวนานถึง 48 ปี ณ ฐานทัพอากาศฮยาคุริ โดยรวมเอานายทหารระดับสูง อดีตผู้บังคับการฝูงบินแฟนทอม และเจ้าหน้าที่ของฝูงบินเข้าร่วมงาน เพื่อร่วมระลึกถึงคุณงามความดีช่วงเวลาที่แฟนทอมเข้าประจำการที่ฝูงบินแห่งนี้

สำหรับฝูงบินสุดท้าย ฝูงบินขับไล่ทางยุทธวิธีที่ 301 ฮิโคไท ได้มีการทำสีให้เอฟ-4 แฟนทอม ทู 2 ลำ เป็นสีลายพิเศษสำหรับการอำลา โดยลำแรกหมายเลข 37-8315 มีการทำสีเหลืองและสีดำที่ส่วนบน ปีก และถังน้ำมันสำรอง ส่วนหัวทำปากฉลามน่าเกรงขาม พร้อมตัวอักษรเขียนคำว่า “Go for it!! 301sq” บนช่องรับอากาศด้านนอกข้างลำตัว และมีรูปของคางคกติดข้างๆ คางคกชนิดนี้มักถูกพบได้ทั่วไปบนภูเขาทสึคุบะใกล้กับฐานทัพอากาศฮยาคุริ และเป็นสัญลักษณ์ของหน่วย ที่ติดบนแพนหางด้วย ส่วนอีกลำหมายเลข 07-8436 ทำสีพิเศษเป็นสีน้ำเงิน ฟ้าอ่อนและสีดำบนลำตัว ปีก และถังน้ำมันสำรอง พร้อมกับรูปปากฉลามที่ส่วนหัว บนลำตัวมีอักษรคำว่า “Phantom forever” ตรงช่องรับอากาศด้านนอกลำตัว พร้อมรูปคางคกและคำว่า “Thank you Phantom II” และที่สำคัญลำนี้มีรูปของ ผีหลอน หรือสัญลักษณ์ของเครื่องบิน แฟนทอม ทู ติดอยู่ที่แพนหางดิ่งด้วย

ถือเป็นการปิดฉากลงอย่างสวยงามของเครื่องบิน เอฟ-4 เครื่องบินรบที่สร้างเกียรติประวัติมาอย่างมากมาย และมักเป็นดาราหน้ากล้องภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่ต้องรับมือกับสัตว์ประหลาดจากต่างดาวอยู่เสมอ ก่อนที่เหล่าซุปเปอร์ฮีโร่ต่างๆ จะแปลงกายมาช่วย การมาของ เอฟ-4 ทำให้ญี่ปุ่นได้เรียนรู้เทคโนโลยีอากาศยานชั้นสูง จนมีขีดความสามารถในการดูแลรักษาให้กับเครื่องบินอายุมากรุ่นนี้ได้พร้อมปฏิบัติงานอยู่เสมอ ขณะเดียวกันก็เป็นสัญญาณของการนับเวลาถอยหลังสำหรับชาติต่างๆ ที่ยังคงมีเอฟ-4 ประจำการอยู่อย่างกรีซ ตุรกี เกาหลีใต้ และอิหร่าน ที่ทยอยปลดประจำการไปตามสภาพอากาศยาน

ตำนานแห่งซามูไรผู้พิทักษ์น่านฟ้าญี่ปุ่นตลอดเกือบครึ่งศตวรรษจะยังคงตราตรึงในความทรงจำของผู้เกี่ยวข้อง คนรักเครื่องบิน คนที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์การทหาร กับอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของยุคสงครามเย็น แม้ว่าตัวจะไม่ได้อยู่ แต่ชื่อเสียงจะคงอยู่ค้ำฟ้า และถ่ายทอดหน้าที่ให้เครื่องบินรุ่นใหม่ทำหน้าที่ปกป้องท้องนภาดินแดนอาทิตย์อุทัยต่อไป...

ผู้เขียน          : จุลดิส รัตนคำแปง
เครดิตภาพ     : ทวิตเตอร์ @jasdf_hyakuri ของ Air Self-Defense Force Hyakuri Base
ที่มาของข้อมูล : airrecognition, overtdefense, thedrive, theaviationistวิกิพีเดีย 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

F-4special contentเอฟ-4 อีเจ ไค แฟนทอม ทูกองกำลังป้องกันตนเองJASDFเครื่องบินขับไล่F-4EJ Kai Phantom IIข่าวทั่วไป

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันเสาร์ที่ 23 มกราคม 2564 เวลา 16:24 น.