ไลฟ์สไตล์
100 year

เสียงสะท้อน นายกฯ บอริส จอห์นสัน แบนขายรถใหม่ใช้น้ำมันใน 10 ปี

ไทยรัฐออนไลน์
22 พ.ย. 2563 12:41 น.

SHARE

เสียงสะท้อน นายกฯ บอริส จอห์นสัน แบนขายรถใหม่ใช้น้ำมันใน 10 ปี

ไทยรัฐออนไลน์22 พ.ย. 2563 12:41 น.

  • นายกฯ บอริส จอห์นสันตัดสินใจ ประกาศแผนปฏิวัติอุตสาหกรรมสีเขียว 10 ข้อ เพื่อให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แก้ปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง
  • รัฐบาลสหอาณาจักร ประกาศห้ามขายรถใหม่ใช้น้ำมันภายในปี 2573 ตามหลังนอร์เวย์ชาติเดียว
  • เสียงสะท้อนกลับ ‘การขับรถจะกลายเป็นสิทธิพิเศษสำหรับคนมีเงินเท่านั้น’ 

ข่าวแนะนำ

‘บอริส จอห์นสัน' ประกาศแผน ‘ปฏิวัติอุตสาหกรรมสีเขียว’

สร้างทั้งเสียงชื่นชมในความกล้าหาญ และเสียงวิพากษ์วิจารณ์กลับมาไม่น้อย เมื่อนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสันแห่งสหราชอาณาจักร (ยูเค) ตัดสินใจสั่งห้ามจำหน่ายรถยนต์และรถตู้ใหม่ที่ใช้น้ำมันเบนซินและดีเซลเป็นเชื้อเพลิง ภายใน ปี 2573 หรือ 10 ปีข้างหน้า ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของ ‘การปฏิวัติอุตสาหกรรมสีเขียว’ ปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจของประเทศให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นายกรัฐมนตรีจอห์นสัน เชื่อว่า นอกจากแผนปฏิวัติอุตสาหกรรมสีเขียว จะช่วยให้สหราชอาณาจักร เดินหน้าพาประเทศออกจากการมีส่วนร่วมก่อปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ภายในปี 2593 แล้ว ยังอาจช่วยสร้างงานในสหราชอาณาจักรได้เพิ่มขึ้นมากถึง 250,000 ตำแหน่ง ควบคู่ไปกับการลดปริมาณปล่อยก๊าซคาร์บอนสาเหตุสำคัญของการเกิดภาวะเรือนกระจก ที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน

ภายใต้พิมพ์เขียว แผนปฏิวัติอุตสาหกรรมสีเขียวในครั้งนี้ ซึ่งรัฐบาลยูเคเรียกว่า ‘แผน 10 ข้อ’ หรือ แผน 10 ประการ ได้ตั้งงบประมาณไว้อยู่ที่ 12,000 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 480,000 ล้านบาท โดยตั้งเป้าให้นำไปสู่การลงทุนของภาคเอกชนมากกว่า 3 เท่าภายในปี 2572 เพื่อให้เกิดการสร้างงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและอุตสาหกรรมแห่งอนาคตทั้งในสหราชอาณาจักรและทั่วโลก

บอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ
บอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ


แผน 10 ข้อ สู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมสีเขียว

1. พลังงานลม: ติดตั้งทุ่นกังหันลมนอกชายฝั่งให้เพียงพอต่อการผลิตกระแสไฟสำหรับทุกครัวเรือน เพิ่มกำลัง ผลิต 4 เท่าจนสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 40 กิกะวัตต์ภายในปี พ.ศ. 2573 ซึ่งจะส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานถึง 60,000 อัตรา

2. พลังงานจากไฮโดรเจน: ร่วมกับภาคอุตสาหกรรมตั้งเป้าเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตไฮโดรเจนแบบปล่อยคาร์บอนต่ำให้ได้เทียบเท่าการผลิตไฟฟ้า 5 กิกะวัตต์ภายในปี พ.ศ. 2573 เพื่อใช้ในภาคอุตสาหกรรมการคมนาคมขนส่งการผลิตไฟฟ้าและครัวเรือนพร้อมพัฒนาเมืองแห่งแรกที่ใช้ไฮโดรเจนจ่ายพลังงานให้ระบบทำความร้อนทั้งเมืองภายในสิ้นทศวรรษนี้

3. พลังงานนิวเคลียร์: พัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ให้เป็นแหล่งพลังงานสะอาดและพัฒนาเตาปฏิกรณ์รุ่นใหม่ให้มีขนาดเล็กและล้ำสมัยซึ่งจะสร้างงานถึง 10,000 อัตรา

4. รถยนต์ไฟฟ้า: ยกเลิกการจำหน่ายรถยนต์และรถตู้ใหม่ที่ใช้น้ำมันทั้งเบนซินและดีเซลภายในปีพ.ศ.2573 ซึ่งเร็วกว่าท่ีเคยตั้งเป้าไว้ ถึง 10 ปี จากนั้น จะยกเลิกการจำหน่ายรถยนต์ไฮบริดในปีพ.ศ. 2578 และเปลี่ยนระบบโครงสร้างพื้นฐานของสหราชอาณาจักรให้สอดรับกับการใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ซึ่งจะทำให้สหราชอาณาจักรเป็นประเทศแรกของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศของโลก (G7) ที่มีระบบขนส่งทางถนนที่ไม่ปล่อยคาร์บอน

5. ระบบขนส่งมวลชน: จักรยานและการเดิน เพื่อให้ผู้คนหันมาสนใจใช้จักรยานและการเดินเป็นวิธีเดินทางมากขึ้น รวมทั้งลงทุนในระบบขนส่งสาธารณะแห่งอนาคตที่ปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์

6. “เจ็ต ซีโร่” (JetZero) และการเดินเรือที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม: สนับสนุนอุตสาหกรรมที่ประสบปัญหาในการลดการปล่อยคาร์บอนให้สามารถเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้มากขึ้นผ่านโครงการวิจัยต่างๆ เพื่อช่วยเครื่องบินและเรือให้ปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ได้

7. บ้านและอาคารสาธารณะ: ทำให้บ้านเรือน โรงเรียน และโรงพยาบาลเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น รักษาความอบอุ่น ได้ดีขึ้น และใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น ขณะเดียวกันก็ช่วยสร้างงานเพิ่มขึ้น 50,000 อัตราภายใน พ.ศ.2573 และตั้งเป้าติดตั้ง ฮีตปั๊ม (heatpump–ระบบถ่ายโอนความร้อนแบบประหยัดพลังงาน) ให้ได้ปีละ600,000 เครื่องภายในปี พ.ศ. 2571

8. การดักจับคาร์บอน: สหราชอาณาจักรจะเป็นผู้นำโลกในด้านเทคโนโลยีเพื่อดัก จับและกักเก็บก๊าซที่เป็นภัยต่อชั้นบรรยากาศ พร้อมตั้งเป้าขจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวน 10 ล้านตัน ภายในปี พ.ศ. 2573 หรือเทียบเท่ากับปริมาณการปล่อยคาร์บอนจากอุตสาหกรรมขุดน้ำมันในเขต Humber ขององักฤษทั้งหมดในปัจจุบัน

9. การจัดการธรรมชาติ: ปกป้องและฟื้นฟูสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติโดยปลูกต้นไม้ปีละ 30,000 เฮกตาร์ (หรือเทียบเท่ากับ 300 ล้านตารางเมตร) ซึ่งจะช่วยสร้างและรักษาตาแหน่งงานไว้กว่าพันอัตรา

10. นวัตกรรมและการเงิน: พัฒนาเทคโนโลยีล้ำสมัยที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนเป็นไปสู่การใช้พลังงานแบบใหม่และทำให้เขตซิตี้ ออฟ ลอนดอน (City of London) เป็นศูนย์กลางการเงินสีเขียวของโลก

UK ตามหลังนอร์เวย์ เพียงชาติเดียวที่จะยุติการขายรถใช้น้ำมัน

การตัดสินใจประกาศห้ามการจำหน่ายรถใช้น้ำมันในสหราชอาณาจักรภายใน 10 ปีข้างหน้า ทำให้สหราชอาณาจักร ตามหลังนอร์เวย์ เพียงชาติเดียวเท่านั้น โดยนอร์เวย์ได้ประกาศยุติการขายรถใหม่ใช้น้ำมันเบนซิลและดีเซลในปี ค.ศ. 2025 หรือปี พ.ศ. 2568

ขณะเดียวกัน ก็จะทำให้สหราชอาณาจักร ทำในเรื่องนี้ก่อนฝรั่งเศสและสเปน ที่จะยุติการขายรถใหม่ใช้น้ำมันในปี 2583

 เสียงสะท้อนกลับแรง

การขับรถจะกลายเป็นสิทธิพิเศษสำหรับคนมีเงินเท่านั้น’ เป็นเสียงเตือนดังๆ ที่กระหึ่มขึ้นตามหลังทันที หลังนายกรัฐมนตรีจอห์นสันตัดสินใจห้ามขายรถใหม่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงภายใน ปี 2573 เนื่องจากในขณะนี้ รถไฟฟ้า ยังมีราคาแพง เมื่อเทียบกับรถยนต์เบนซิน หรือดีเซล

จากข้อมูลของเว็บไซต์ which.co.uk ระบุ ราคารถยนต์ไฟฟ้าที่ขายในยูเค เมื่อเดือนเมษายน 2563 อาทิ รถจากัวร์ Jaguar I-Pace, ราคาอยู่ที่ 63,129 ปอนด์ (2,525,160 บาท) รถยนต์เทสลา โมเดล 3 สนนราคา อยู่ที่ 40,895 ปอนด์ หรือประมาณ 1,635,800 บาท และราคา รถยนต์ Kia Niro อยู่ที่ 34,995 ปอนด์ หรือ 1,399,800 บาท (คิดในอัตราแลกเปลี่ยน 1 ปอนด์ เท่ากับ 40 บาท)
เดลี่เมล ชี้ว่า ราคารถยนต์ไฟฟ้าที่ยังแพงอยู่เช่นนี้ เกรงว่าจะกระทบต่อผู้คนที่มีฐานะไม่ดี โดยบริษัทผลิตรถยนต์ในยูเคได้เตือนมาตลอดว่าการตัดสินใจยุติการจำหน่ายรถยนต์ใช้น้ำมันเร็วเกินไป เสี่ยงที่จะกระทบกับคนจนหรือคนที่มีรายได้น้อย

ขณะที่ พอล จอห์นสัน นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำในสหราชอาณาจักร ยังเตือนด้วยว่า การที่รัฐบาลนายกฯ จอห์นสันจะเปลี่ยนจากรถใช้น้ำมันมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้าจะทำให้ภาษีรถยนต์ประจำปีที่รัฐบาลเคยได้รับหายไป

ประชากรโลกแค่เพียง 1% ที่ต้องรับผิดชอบต่อการปล่อยคาร์บอนครึ่งหนึ่งของทั้งหมด

จากผลการศึกษาวิจัยชี้ว่า มีประชากรโลกเพียงแค่ 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่ต้องรับผิดชอบต่อปริมาณการปล่อยคาร์บอนสู่บรรยากาศจำนวนครึ่งหนึ่งของคาร์บอนที่ปล่อยๆ กันอยู่ในขณะนี้ จากการเดินทางโดยเครื่องบิน

จากรายงานวิจัยที่ตีพิมพ์ลงใน The Journal Global Environmental Change ระบุว่า มีประชาชนโลกเพียง 11 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ขึ้นเครื่องบินในปี 2561 และผลการสำรวจยังพบว่า 1 ใน 4 ของผู้คนที่เดินทางโดยเครื่องบินนั้น ขึ้นเครื่องบินเพียงปีละครั้งเดียว จากการไปท่องเที่ยวในวันหยุดยาวประจำปี

อย่างไรก็ตาม มีคนประมาณ 1 ใน 10 คนที่เดินทางโดยเครื่องบินบ่อยๆ และผลการสำรวจพบว่า คนที่ขึ้นเครื่องบินบ่อยที่สุดมากถึง 300 เที่ยวต่อปี หรือคิดเป็นระยะทางประมาณ 35,000 ไมล์ต่อปี ในขณะที่นักวิจัยยังพบว่า จากตัวเลขข้อมูลตั้งแต่ปี 2552 มีประชาชนในยูเค 59% ไม่ได้เดินทางโดยเครื่องบิน

ศาสตราจารย์ Stefan Goessling จากมหาวิทยาลัย Linnaeus ในสวีเดน ซึ่งเป็นหัวหน้างานวิจัย ชี้ว่าผู้คนที่เดินทางโดยเครื่องบินเหล่านี้ได้นำไปสู่การปล่อยคาร์บอน ออกมามากกว่าประชาชนในหมู่บ้านหรือเมืองต่างๆ ทั้งหมดในทวีปแอฟริกาตลอดทั้งปีเลยทีเดียว ซึ่งการจะแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศต้องเริ่มจากการแก้ปัญหาในเรื่อง ‘ตัวการปล่อยก๊าซคาร์บอนปริมาณมหาศาลเหล่านี้’...

ผู้เขียน : เวนิส

ที่มา : British Embassy Bangkok , BBC, Dailymail, Skynews

แท็กที่เกี่ยวข้อง

แบนขายรถใหม่ใช้น้ำมันบอริส จอห์นสันยูเคสหราชอาณาจักรแผน 10 ข้อปฏิวัติอุตสาหกรรมสีเขียวอังกฤษspecial content

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2563 เวลา 00:38 น.