ประเทศไทยเตรียมเฮ หลังมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดของอังกฤษ เผยรายงานการทดสอบวัคซีนจากบริษัทแอสตราเซเนกา ว่ามีประสิทธิภาพในการเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ผู้สูงอายุได้ดี

วัคซีนดังกล่าวพัฒนาโดยมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดในอังกฤษ โดยร่วมมือกับบริษัทยาแอสตราเซเนกา โดยมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดได้ออกมาเปิดเผยผลการทดลองในกลุ่มอาสาสมัครว่าวัคซีนนี้สามารถกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันได้ดีโดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ สร้างความหวังในการปกป้องชีวิตของผู้สูงวัยซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 มากที่สุด

สำหรับความคืบหน้าในเรื่องนี้เคยมีการนำเสนอมาแล้วบางส่วนเมื่อช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา แต่เพิ่งมีการตีพิมพ์เนื้อหาผลการทดลองฉบับเต็มในวารสารการแพทย์แลนเซ็ทในวันนี้ โดยพบว่าวัคซีนสามารถกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันได้ดีโดยเฉพาะในกลุ่มผู้ทดลองที่มีอายุมากกว่า 70 ปีขึ้นไป แต่การทดลองยังอยู่ในขั้นกลาง และยังต้องการข้อมูลเพิ่มขึ้นในการทดลองเฟส 3 เพื่อยืนยันประสิทธิภาพของวัคซีนชนิดนี้ ว่าสามารถป้องกันโรคโควิด-19 ให้แก่ประชาชนในทุกกลุ่มอายุหรือไม่ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยที่มีปัญหาสุขภาพด้านอื่นๆ ซึ่งคาดว่าข้อมูลจากการทดลองเฟส 3 น่าจะมีการเผยแพร่ออกมาในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

สำหรับวัคซีนที่มหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ดร่วมกับ บริษัทยาแอสตราเซเนกา ผลิตขึ้นมีชื่อเรียกว่าวัคซีน AZD1222 โดยนับว่าเป็นหนึ่งในวัคซีนที่มีความคืบหน้าในระดับต้นๆ เช่นเดียวกับวัคซีนของบริษัท ไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเท็ค แต่การทดลองวัคซีนนี้ต้องชะงักลง หลังจากอาสาสมัครรายหนึ่งมีอาการป่วยที่ไม่ทราบสาเหตุ จนหลายประเทศทั่วโลกได้ระงับการทดลองวัคซีน AZD1222 เมื่อเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา ขณะที่ในเดือนตุลาคมยังมีข่าวว่าอาสาสมัครรายหนึ่งซึ่งเป็นชาวบราซิลที่ได้เข้าร่วมโครงการวัคซีนของมหาวิทยาลัยเซา เปาโลในบราซิล ซึ่งดำเนินการทดลองวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ของแอสตราเซเนกา ได้เสียชีวิตลง ทำให้เกิดความล่าช้าในการทดลองจนบริษัทยาไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเท็ค รวมทั้งบริษัทโมเดอร์นา ได้ประกาศความสำเร็จนำหน้าไปก่อน โดยวัคซีนของทั้งคู่มีประสิทธิภาพเกินกว่า 90 %

...

ทั้งนี้ วิธีการทดลองวัคซีนของแอสตราเซเนกา มีความแตกต่างจาก ไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเท็ค รวมทั้งบริษัทโมเดอร์นา ที่ใช้เทคโนโลยี mRNA คือการฉีดพันธุกรรมโมเลกุลที่เรียกว่า mRNAเข้าไปในร่างกาย แล้วให้ร่างกายเป็นโรงงานผลิตวัคซีนโปรตีนเพื่อกระตุ้นภูมิต้านทาน ขณะที่วัคซีนของแอสตราเซเนกา เป็นการพัฒนาวัคซีนขึ้นจากเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคหวัดในลิงชิมแปนซี ซึ่งผลการทดลองในเฟส 2 ที่รายงานในวารสารแลนเซ็ท เป็นการรวบรวมข้อมูลจากอาสาสมัครที่สุขภาพดีจำนวน 560 คน ในจำนวนนี้อายุ 18-55 ปี 160 คน อายุระหว่าง 56-69 ปี อีก 160 คน และอายุ 70 ปีขึ้นไปอีก 240 คน ซึ่งอาสาสมัครทุกคนจะได้รับวัคซีนคนละ 2 โดส ซึ่งมีทั้งวัคซีนจริงและวัคซีนปลอม ซึ่งไม่พบผลข้างเคียงร้ายแรงใดๆ ต่อผู้เข้ารับการทดลอง

โดยบริษัทยาแอสตราเซเนกา ได้เซ็นสัญญาร่วมผลิตวัคซีนกับบริษัทและโรงงาน รวมทั้งรัฐบาลของหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ซึ่งหากวัคซีนชนิดนี้ประสบความสำเร็จ และได้รับการรับรองความปลอดภัย คนไทยก็จะได้รับอานิสงส์ได้ใช้วัคซีนนี้เป็นประเทศแรกๆ ของโลกด้วยเช่นกัน.

ที่มา : แชนแนลนิวส์เอเชีย