ผู้นำอาเซอร์ไบจานกับอาร์เมเนียลงนามข้อตกลงสันติภาพซึ่งมีรัสเซียเป็นตัวกลางแล้ว ยุติการต่อสู้ที่นากอร์โน-คาราบัค ขณะที่รัสเซียเริ่มส่งกองกำลังรักษาสันติภาพมายังภูมิภาคนี้แล้ว
สำนักข่าว บีบีซี รายงานว่า ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย, ประธานาธิบดี อิลฮัม อาลีเยฟ แห่งอาเซอร์ไบจาน และ นายกรัฐมนตรี นิโคล ปาชินยาน ร่วมลงนามข้อตกลงสันติภาพซึ่งมีรัสเซียเป็นตัวกลางเจรจาเมื่อวันจันทร์ที่ 9 พ.ย. ที่ผ่านมา เพื่อยุติการต่อสู้ที่ดินแดนพิพาท นากอร์โน-คาราบัค ซึ่งดำเนินมานานหลายเดือน
ทั้งนี้ กลุ่มชาติพันธ์ุอาร์เมเนีย ปกครองนากอร์โน-คาราบัค ซึ่งอยู่ในอาเซอร์ไบจานมาตั้งแต่ปี 2537 ทหารของทั้ง 2 ฝ่ายปะทะกันหลายครั้ง และครั้งล่าสุดเริ่มขึ้นเมื่อ 27 ก.ย. 2563 โดยการต่อสู้ยืดเยื้อนานหลายเดือน มีผู้เสียชีวิตนับพันราย ทั้งคู่พยายามทำข้อตกลงหยุดยิงอย่างน้อย 2 ครั้ง แต่การปะทะก็ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งมีข้อตกลงสันติภาพฉบับล่าสุด
...
ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว อาเซอร์ไบจานจะถือครองพื้นที่หลายส่วนในนากอร์โน-คาราบัค ที่ยึดมาได้ระหว่างการปะทะ ขณะที่ฝ่ายอาร์เมเนียตกลงจะถอนกำลังออกจากพื้นที่ใกล้เคียงภายใน 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า และล่าสุดในวันอังคาร รัสเซียส่งทหารกองกำลังรักษาสันติภาพไปยังพื้นที่แนวหน้าในคาราบัคแล้ว เพื่อป้องกันเหตุปะทะ
ตามข้อตกลง รัสเซียจะส่งทหารไปประจำการในภูมิภาคดังกล่าวอย่างน้อย 2,000 นาย พร้อมกับรถหุ้มเกราะอีก 90 คัน เพื่อคุ้มกัน ‘เส้นทางลาชิน’ (Lachin corridor) ซึ่งเชื่อมเมือง สเตพานาแกร์ต เมืองหลวงของคาราบัค กับอาร์เมเนีย เป็นเวลา 5 ปีเป็นอย่างน้อย ขณะที่ตุรกีซึ่งประกาศตัวอยู่ฝ่ายอาเซอร์ไบจาน จะเข้าร่วมภารกิจรักษาสันติภาพนี้ด้วย แต่ยังไม่ชัดเจนว่าพวกเขาจะมีบทบาทอย่างไร
นอกจากนี้ ประธานาธิบดีปูตินเผยด้วยว่า ข้อตกลงยังรวมถึงการแลกเปลี่ยนนักโทษสงคราม และปลดล็อกข้อตกลงด้านการเดินทางและเศรษฐกิจทั้งหมด
ทั้งนี้ ข้อตกลงสันติภาพฉบับล่าสุดถูกหลายฝ่ายมองว่า เป็นชัยชนะของอาเซอร์ไบจาน และเป็นความพ่ายแพ้ของอาร์เมเนีย โดยเกิดการประท้วงอย่างรุนแรงขึ้นในหลายเมืองของอาร์เมเนีย ผู้ชุมนุมทุบทำลายอาคารรัฐบาล และเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีปาชินยานลาออกจากตำแหน่ง