ไลฟ์สไตล์
100 year

เกมตลาดการเมือง ศึกเลือกตั้งสหรัฐฯ "ไบเดน" วิ่งสู้ฟัด เป็นต่อเหนือ "ทรัมป์"

ไทยรัฐออนไลน์
6 พ.ย. 2563 08:05 น.

SHARE

เกมตลาดการเมือง ศึกเลือกตั้งสหรัฐฯ "ไบเดน" วิ่งสู้ฟัด เป็นต่อเหนือ "ทรัมป์"

ไทยรัฐออนไลน์6 พ.ย. 2563 08:05 น.

  • การเลือกตั้งสหรัฐฯ 2020 เป็นที่สนใจของคนทั่วโลก ไม่ว่าใครเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะมีผลทางตรงและทางอ้อมต่อประชาคมโลก และกว่าจะได้ผู้ชนะ ทั้งโดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน และโจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครต ได้ลงพื้นที่หาเสียงอย่างหนัก จนมาถึงวันชี้ชะตา 3 พ.ย. 2563 และดูเหมือนว่าไบเดน จะเป็นผู้กุมชัยชนะเหนือทรัมป์ หากไม่มีอุปสรรคอะไร ทำให้สะดุด

  • ชัยชนะจากการเลือกตั้งสหรัฐฯ ครั้งนี้ หนีไม่พ้นการตลาดทางการเมือง หรือ Political Marketing เพราะในยุคนี้ “การเมือง” กับ “การตลาด” เป็นสิ่งที่แยกกันไม่ออก ซึ่งทางพรรครีพับลิกัน และพรรคเดโมแครต ต้องทำการบ้านมาอย่างดี ผ่านการนำเสนอนโยบาย เพื่อให้ถูกใจ ตรงจุดกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด โดยเฉพาะการกวาดคะแนนในรัฐสวิงสเตท ถือเป็นตัวแปรสำคัญ

  • โดนัลด์ ทรัมป์ ยึดหลัก "America First" หรืออเมริกาต้องมาก่อน เน้นการกอบกู้เศรษฐกิจ เพิ่มจ้างงาน 10 ล้านตำแหน่ง, ลดหย่อนภาษีให้กับบริษัท, ปกป้องผลประโยชน์ทางการค้าของชาติ ยุติการพึ่งพาจีน และทุ่มงบมหาศาล พัฒนาการรักษา และวัคซีนป้องกันโควิด

  • ในส่วน โจ ไบเดน ชูนโยบาย "Buy American" ซื้อสินค้าจากอเมริกาเป็นหลัก เก็บภาษีจากคนรวย นำมาสร้างงานให้ชนชั้นกลาง-เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ, ลดดีกรีสงครามการค้ากับจีน หันมาเล่นตามกติกา และตั้งศูนย์ตรวจหาเชื้อโรคทุกรัฐ บริการตรวจโควิดฟรี


“ดร.ภูษิต วงศ์หล่อสายชล” อาจารย์ประจำคณะบริหาร มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด ระบุชัดเจนว่า การตลาดเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเลือกตั้งสหรัฐฯ ครั้งนี้ ผ่านนโยบายหาเสียง ซึ่งเป็นโปรดักส์ในการนำเสนอสินค้าของแต่ละฝ่ายที่มีความแตกต่างกัน และที่เห็นได้ชัดเจน โดยโดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน ชูนโยบายลดภาษีคนรวย ตรงข้ามกับโจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครต นำเสนอนโยบายขึ้นภาษีคนรวย และสิ่งที่นำเสนอ ถามว่าใครจะเลือกทรัมป์หรือไบเดน เมื่อต่างฝ่ายมีสินค้าที่ต่างกัน โดยคนเลือกสินค้าก็ต้องเลือกตามความต้องการของตัวเอง

ข่าวแนะนำ

ในกรณีของทรัมป์ ยังคงนโยบายเอื้อคนรวย คงอัตราภาษีนิติบุคคล 21% ส่วนไบเดน จะเก็บภาษีคนรวย มีนโยบายขึ้นอัตราภาษีนิติบุคคลจาก 21% เป็นอัตรา 28% โดยคนที่ทำธุรกิจในสหรัฐฯ ก็เลือกทรัมป์ ส่วนคนไม่ทำธุรกิจ เลือกไบเดน อีกทั้งมีนโยบายในการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 15 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง จากเดิม 7.25 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง ซึ่งต่างกับทรัมป์ เน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก

หรือในเรื่องนโยบายสุขภาพ ทางไบเดน ยังคงสนับสนุนระบบประกันสุขภาพ “โอบามาแคร์” ตรงข้ามกับทรัมป์ จะยกเลิกในส่วนนี้ รวมถึงไบเดนให้ความสำคัญกับภาวะโลกร้อน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ส่วนทรัมป์ ไม่สนใจ ซึ่งจะเห็นว่าทั้งสองมีการขายสินค้าคนละแบบ เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายคนละกลุ่ม

“การเจาะกลุ่มหลากหลายทางเพศ หรือ LGBT ของไบเดน เป็นกลุ่มเป้าหมายที่ต่างกันกับทรัมป์ ก็ทำให้ได้คะแนนเสียงที่ต่างกัน อย่างขณะนี้มีการระบาดของโควิด ทางทรัมป์ ต้องการเปิดประเทศ มุ่งเน้นไปที่เศรษฐกิจ ส่วนไบเดน ต้องการปิดประเทศ เพื่อสู้กับการระบาดของโควิด หากใครชอบความปลอดภัย ก็เลือกไบเดน”

จากความแตกต่างของนโยบายระหว่างทรัมป์และไบเดน ผู้ชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต่างรู้ว่าใครคือกลุ่มเป้าหมายของพวกเขาในแต่ละรัฐ หรือใครเป็นรีพับลิกัน หรือเดโมแครต แต่ต้องยอมรับว่ายังมีคนประเภทเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ขึ้นอยู่กับกระแส ทำให้ทั้งคู่ต่างโฟกัส และพยายามทำตลาดไปที่รัฐสวิงสเตท ทั้งรัฐวิสคอนซิน และรัฐมิชิแกน ที่มีคะแนนเสียงก้ำกึ่ง มีความไม่แน่นอนสูง และสุดท้ายแล้วต้องขึ้นอยู่กับว่านโยบายใครดีกว่ากัน และเมื่อใครได้ 270 เสียงก็รอด

“ไม่เหมือนนโยบายหาเสียงในเมืองไทย ไม่มีความชัดเจน เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา และในยุคปัจจุบันพรรคการเมืองคนรุ่นใหม่ มีการทำตลาดเจาะกลุ่มเป้าหมายโดยตรง ทั้งข้อความสื่อสารที่เป็นเรื่องเบาๆ ให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ ผ่านสื่อโซเชียล แตกต่างจากสมัยก่อนที่สื่อสารผ่านบิลบอร์ด และโบรชัวร์”

 

 

สุดท้ายแล้วไม่ว่าผู้สมัครชิงชัยประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทั้ง 2 คน จะทำการตลาดอย่างไร? เพื่อจะได้เป็นผู้ชนะ หรือแม้ไบเดน กำลังใกล้ความจริง มีแนวโน้มสูงในการเข้าสู่บัลลังก์ทำเนียบขาว คาดเดาว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของโควิด จนทำให้ทรัมป์เสียคะแนนพ่ายแพ้ไปในที่สุด เพราะหวังแต่เรื่องเศรษฐกิจมากกว่าสุขภาพของประชากรชาวอเมริกัน จากที่ทรัมป์คิดว่าคนอเมริกันจะเห็นด้วยกับวิธีของเขา

ในมุมมองส่วนตัวเห็นว่า นโยบายของทั้งทรัมป์และไบเดน ไม่มีถูก ไม่มีผิด เพราะสุดท้ายแล้วขึ้นอยู่กับคนอเมริกันที่ต่างมีความคิดแตกต่างกัน และการเลือกตั้งครั้งนี้จะเห็นว่าต่างฝ่ายต่างมีการใช้ข้อมูลดาต้าต่างๆ มากขึ้นในการทำตลาด อาจเป็นสิ่งที่ทำให้ไบเดนเหนือกว่าทรัมป์ จากการวิเคราะห์จุดอ่อน เพื่อช่วงชิงคะแนนเสียงในรัฐสวิงสเตท บวกกับการใช้สื่อออนไลน์มากขึ้น จนเป็นผู้กำชัยชนะในที่สุด.

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เลือกตั้งสหรัฐspecial contentประธานาธิบดีสหรัฐประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่โจ ไบเดนโดนัลด์ ทรัมป์การตลาดการเมืองข่าวทั่วไป

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพฤหัสที่ 26 พฤศจิกายน 2563 เวลา 20:47 น.