ไลฟ์สไตล์
100 year

วัดพลังคู่ท้าชิงบัลลังก์ทำเนียบขาว

ไทยรัฐฉบับพิมพ์
3 พ.ย. 2563 09:01 น.

SHARE

วัดพลังคู่ท้าชิงบัลลังก์ทำเนียบขาว

ไทยรัฐฉบับพิมพ์3 พ.ย. 2563 09:01 น.

โจเซฟ โรบิเนตต์ ไบเดน จูเนียร์. หรือ “โจ ไบเดน” ลืมตาดูโลกในห้วงเวลาของสงครามโลกครั้งที่ 2 วันที่ 20 พ.ย.2485 ในครอบครัวชนชั้นกลาง เมืองสแครนตันรัฐเพนซิลเวเนีย แต่เติบโตที่เมืองวิลมิงตัน รัฐเดลาแวร์ และคร่ำหวอดแวดวงการเมืองนับแต่ได้รับเลือกเป็นวุฒิสมาชิกรัฐเดลาแวร์ ปี 2515 และครองตำแหน่งเป็นเวลาถึง 7 สมัยติดต่อกัน ก่อนหันเหลงศึกชิงตำแหน่งตัวแทนพรรค ชิงตำแหน่งประธานาธิบดี แต่ไม่สำเร็จ

จนสมัยบารัค โอบามา เป็นประธานาธิบดี ถึงบรรลุความฝันไปครึ่งหนึ่ง ได้รับเลือกเป็นรองประธานาธิบดีอยู่จนครบ 2 เทอม และการเลือกตั้งครั้งนี้ ที่ประกาศลงชิงชัยในฐานะตัวแทน พรรคอีกครั้ง ก็ผ่านฉลุย เรียกได้ว่าประสบการณ์มาแบบจัดเต็มอัตราศึก

ข่าวแนะนำ

สำหรับนโยบายการหาเสียงของไบเดน เน้นเรื่องโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สิทธิการเข้าถึงรักษาพยาบาล หรือประกันสังคม และกลับมาสร้างสายสัมพันธ์กับประเทศอื่นๆ

แผนรับมือ “โควิด-19” ที่นอกจากจะให้ทุกรัฐออกกฎข้อบังคับการสวมหน้ากากแล้ว ยังเล็งจ้าง 100,000 คน เพื่อดำเนินโครงการติดตามผู้สัมผัสหรือใกล้ชิดผู้ติดเชื้อทั่วประเทศ โดยให้มีศูนย์หาเชื้ออย่างน้อยรัฐละ 10 แห่ง เพื่อบริการตรวจหาเชื้อฟรี

ด้านปัญหา “ภาวะโลกร้อน” หากชนะการเลือกตั้งเขาจะกลับเข้าร่วมความตกลงปารีสอีกครั้ง และมุ่งให้เป็นประเทศที่ปล่อยคาร์บอนเป็น ศูนย์ภายในปี 2593 พร้อมประกาศการว่าจ้างงานหลายล้านตำแหน่งสำหรับการเปลี่ยนไป ใช้พลังงานทดแทนโดยทุ่มงบประมาณกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนภาค “เศรษฐกิจ” เล็งเพิ่มการจัดเก็บภาษีผู้มีรายได้สูง หรือมากกว่า 400,000 ดอลลาร์ต่อปี และยังจะเพิ่มค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำจาก 7.25 ดอลลาร์ ต่อชั่วโมง เป็น 15 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง

สำหรับ “ระบบประกันสุขภาพ” จะขยายกฎหมายประกันสุขภาพ ต้องการลดอายุผู้ที่จะเข้าถึงโครงการเมดิแคร์ จาก 65 ปี เป็น 60 ปี และให้ทุกคนมีทางเลือกแผนประกันสุขภาพได้หลากหลายขึ้นขณะที่การ “ต่างประเทศ” จะหันไป ฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศกลุ่มพันธมิตรบนเวทีโลก รวมถึงจีนและสมาชิกสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต ที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เคยขู่ว่าจะถอนงบช่วยเหลือ

“ผมจะทำงานมุ่งสร้างความหวัง ไม่ใช่ความกลัว และการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นเรื่องความดีงาม ความซื่อสัตย์ การให้ความเคารพ และปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยศักดิ์ศรี ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนไม่ได้เห็นตลอด 4 ปีที่ผ่านมา” นี่คือคำกล่าวของบุรุษวัย 77 ปี ที่อาจเป็นประธานาธิบดี อายุมากที่สุดของประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ

เป็นเวลา 4 ปี ที่ “โดนัลด์ จอห์น. ทรัมป์” วัย 74 ปี นักธุรกิจนิวยอร์กสายบันเทิงและประกวดนางงาม ได้เข้ามาโลดแล่นบนเวทีการเมืองสหรัฐฯและการเมืองโลก หลังคว้าชัยชนะไปอย่างเหนือความคาดหมาย ในศึกเลือกตั้งประชันกับฮิลลารี คลินตัน นักการเมืองลายครามจากพรรคฝ่ายค้านเดโมแครต ปี 2559

มาคราวนี้ ก็เกือบจะเรียกได้ว่าแทบจะไม่มีปัญหาอะไร หากไม่พานพบกับสถานการณ์ไม่คาดฝัน เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสมรณะไปทุกหย่อมหญ้า จนทำให้ชาวอเมริกันเสียชีวิตไปแล้วกว่า 230,000 คน ติดเชื้อต่อเนื่องทะลุ 9 ล้านคน ธุรกิจท้องถิ่นพังยับ เซ้งกิจการกันระนาว

ผลกระทบจะมากน้อยแค่ไหน อีกไม่นานผลการโหวตลงคะแนนจะเป็นคำตอบชี้ขาด ให้เห็นกันชัดๆไปเลยว่านโยบายยี่ห้อ ทรัมป์ยังคงครองใจอเมริ-กันชนอยู่หรือไม่

โดยประเด็น “โควิด-19” ทรัมป์ได้ดำเนินการอัดงบ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อเร่งพัฒนายาต้านและวัคซีน หว่านวาจา ว่าไวรัสไม่ใช่เรื่องน่าวิตกกังวล สักพักก็หายไปเอง พร้อมสั่งหน่วยงานสาธารณสุขทำทุกอย่างเพื่อเปิดประเทศ หวังให้เศรษฐกิจกลับมารันได้เหมือนเดิม ควบคู่ไปกับการลดภาษีเงินได้ และการประกาศสร้างงาน 10 ล้านตำแหน่งใน 10 เดือน

ส่วนประเด็น “สีผิว” ที่ถือเป็นเรื่องคาราคาซัง ทรัมป์ไม่เชื่อว่าองค์กรตำรวจมีปัญหาเรื่องการเหยียดผิว พร้อมออกตัวสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการรักษาระเบียบและกฎหมายอย่างไม่แยแสผู้ชุมนุมผิวสีที่เคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิภายใต้แคมเปญแบล็ก ไลฟ์ส แมตเทอร์ หรือบีแอลเอ็ม

ซึ่งมีนักวิเคราะห์มองในเชิงการเมืองว่า ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะสัดส่วนคนผิวดำในสหรัฐฯ มีประมาณ 18 เปอร์เซ็นต์ ฮิสแปนิกราว 20 เปอร์เซ็นต์ คนผิวขาวที่ทรัมป์มองเป็นฐานเสียง อยู่ที่ 60 เปอร์เซ็นต์

ขณะที่นโยบาย “การต่างประเทศ” ทรัมป์ยังคงชัดเจนในจุดยืน “อเมริกามาก่อน” กดดันชาติพันธมิตรเก่าอย่างไม่เกรงใจ แสดงบทบาทเผชิญหน้ากับขั้วอำนาจใหม่โลกอย่าง “จีน” กันตรงๆ ตั้งกำแพงภาษีสินค้า จุดประเด็นแทรกแซงองค์การระหว่างประเทศ และกล่าว หาว่าเป็นต้นเหตุของสถานการณ์ไวรัสมรณะ เช่นเดียวกับเรื่องความมั่นคงที่ทรัมป์เลิก “แสร้งว่าดี” โดยบีบให้ชาติต่างๆซื้ออาวุธอย่างโจ่งแจ้ง แต่ก็ลดกำลังทหารในต่างแดน

ผลสำรวจศูนย์วิจัยพิวรีเซิร์ชของสหรัฐฯ สอบถามในออสเตรเลีย แคนาดา เดนมาร์ก ฝรั่งเศส เยอรมนี ญี่ปุ่น เกาหลี-ใต้ สเปน และอังกฤษ ต่างให้คะแนนเป็นเสียงเดียวกันว่า ทรัมป์เป็นตัวป่วนโลก 83 เปอร์เซ็นต์ กลับกัน “แองเกลา แมร์เคิล” นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ถือเป็นบุคคลที่ชาวโลกเชื่อมั่นมากที่สุด 76 เปอร์เซ็นต์

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เหตุการณ์ “แคมบริดจ์ อานาไลติกา” ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือไอโอของค่ายทรัมป์ มีความเฉียบขาด ใช้เครือข่ายโซเชียลมีเดียทำให้คนเห็นกงจักรเป็นดอกบัว เปลี่ยนขั้วทางการเมืองได้อย่างง่ายดาย

จึงเป็นคำถามสำคัญว่า ในการเลือกตั้งวันที่ 3 พ.ย.นี้ ทรัมป์ดำเนินการไปมากน้อยแค่ไหน และประชาชนแดนพญาอินทรีในยุคที่ขาดสื่อออนไลน์ไม่ได้ ได้ตัดสินใจไปเช่นไร ถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง.

ทีมข่าวต่างประเทศ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เลือกตั้งสหรัฐเลือกตั้งสหรัฐ 2020เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเลือกตั้ง อเมริกาโดนัลด์ ทรัมป์โจ ไบเดนทีมข่าวต่างประเทศเลือกตั้ง

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2563 เวลา 18:13 น.