ไลฟ์สไตล์
100 year

เทียบชัดๆ นโยบาย "ทรัมป์-ไบเดน" สองผู้สมัครชิงเก้าอี้ ปธน.สหรัฐฯ

ไทยรัฐออนไลน์
1 พ.ย. 2563 17:13 น.

SHARE

เทียบชัดๆ นโยบาย "ทรัมป์-ไบเดน" สองผู้สมัครชิงเก้าอี้ ปธน.สหรัฐฯ

ไทยรัฐออนไลน์1 พ.ย. 2563 17:13 น.

ใกล้ถึงวันกำหนดชะตาอนาคตการเมืองของสหรัฐฯ และชี้ว่าชาวอเมริกันอยากได้การสานต่อนโยบายของประธานาธิบดี "โดนัลด์ ทรัมป์" หรืออยากฝากความหวังไว้กับนโยบายของ "โจ ไบเดน"

ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา แคมเปญหาเสียงของพรรครีพับลิกัน และเดโมแครต มีหลายประเด็นที่ชาวอเมริกันให้ความสำคัญ อย่างการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ตัวเลขคนว่างงาน นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม การแก้ปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยน ตลอดจนปัญหาสำคัญภายในประเทศอย่างการครอบครองอาวุธปืน และปัญหาการเหยียดเชื้อชาติ สีผิว ที่ทำให้ชาวอเมริกันเกิดความแตกแยกและปัญหากำลังทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ข่าวแนะนำ

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นที่เพิ่มเข้ามาอย่างการแก้ปัญหาวิกฤติโควิด-19 ที่เกิดขึ้นทั่วโลกตั้งแต่ช่วงต้นปีนี้ แต่สหรัฐฯ กำลังได้รับผลกระทบหนักที่สุด

นโยบายแก้วิกฤติโควิด-19

เริ่มกันที่นโยบายเกี่ยวกับการแก้ปัญหาวิกฤติไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ 2019 ที่ผู้สมัครจากสองพรรคมีแนวนโยบายแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยประธานาธิบดีทรัมป์ ได้มีการตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจรับมือโควิด-19 ตั้งแต่เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา แต่ต่อมาได้เปลี่ยนภารกิจมามุ่งเน้นที่เรื่องการกลับมาเปิดประเทศ เปิดระบบเศรษฐกิจอย่างปลอดภัย มีการอัดฉีดงบประมาณให้กับโครงการทดลองวิจัยวัคซีนต้านโควิด-19 เป็นเงินถึง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 310,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ วัย 74 ปี เปิดเผยผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวว่า ตัวเขาและนางเมลาเนีย สุภาพสตรีหมายเลข 1 ติดโควิด-19 ทรัมป์เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลทหารวอลเตอร์รี้ด และหายป่วยกลับมาหาเสียงได้อีกครั้งในช่วงเวลาเพียง 3 วัน ตลอดการหาเสียงทรัมป์และกลุ่มผู้สนับสนุนของเขา แทบไม่สวมหน้ากากอนามัยและไม่มีมาตรการรักษาระยะห่างที่เข้มงวด ทรัมป์ระบุว่า หลังจากมีประสบการณ์ติดโควิด-19 ด้วยตัวเอง ทำให้เขารู้จักโรคนี้มากขึ้น และยังคงมองว่า การเปิดเศรษฐกิจคือสิ่งจำเป็นต่อประเทศ มากกว่าการควบคุมการแพร่ระบาด

นายโจ ไบเดน มักจะสวมหน้ากากอนามัยเวลาออกหาเสียง หรืออยู่ในที่สาธารณะ เขามักจะหยิบยกประเด็นโควิด-19 ขึ้นมากล่าวโจมตีทรัมป์อย่างรุนแรงว่า ไร้ประสิทธิภาพ ดำเนินการอย่างล่าช้าและประเมินความร้ายแรงของโควิด-19 ต่ำไป ทำให้รัฐบาลทรัมป์ประสบความล้มเหลวในการควบคุมการแพร่ระบาด และทำให้ชาวอเมริกันต้องสังเวยชีวิตไป 233,000 ศพ ไม่นับความเสียหายทางเศรษฐกิจและด้านสาธารณสุขที่จะตามมา

นายไบเดน ประกาศนโยบายด้านโควิด-19 ว่าจะตั้งโครงการในระดับประเทศเพื่อตามรอยการแพร่ระบาดบาดของโรค ตั้งศูนย์ตรวจโรคอย่างน้อย 10 แห่งในแต่ละรัฐ โดยให้ชาวอเมริกันทุกคนได้เข้าถึงการตรวจโควิดฟรี นอกจากนี้เขายังสนับสนุนให้ชาวอเมริกันสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันตนเอง โดยเฉพาะเวลาไปตามสถานที่สาธารณะ

นโยบายด้านเศรษฐกิจ

สำหรับนโยบายด้านเศรษฐกิจ สองผู้สมัครมีแนวทางแตกต่างกันอย่างชัดเจน ขณะที่ตอนนี้ชาวอเมริกันกำลังเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำ ปัญหาตัวเลขคนว่างงานพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทางฝั่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าจะสร้างงาน 10 ล้านตำแหน่งใน 10 เดือน และส่งเสริมธุรกิจขนาดเล็กให้โตขึ้นอีก 1 ล้านราย ทรัมป์ประกาศจะคงภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่ 21% ลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ประกาศอัตราค่าแรงที่ 7.25 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง เพื่อให้ธุรกิจคงอยู่ได้ และคนยังมีงานทำ ในส่วนของนโยบายการค้าจะแข็งกร้าวต่อประเทศคู่เจรจา ไม่ว่าจะเป็นจีน ยุโรป หรือเม็กซิโก

ทางด้าน โจ ไบเดน ผู้เชื่อในระบบการค้าเสรี มักจะโจมตีว่าทรัมป์มีนโยบายปกป้องอุตสาหกรรมเกินไป หากได้เป็นประธานาธิบดี เขาจะเพิ่มภาษีนิติบุคคล จาก 21% ไปสู่ 28% นอกจากนี้จะคงภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไว้ระดับเดิม โดยจะหาทางไปเก็บภาษีเพิ่มตรงส่วนอื่นแทน นายไบเดนให้คำมั่นว่านโยบายการค้าจะใช้แนวทางการเจรจาผ่านองค์กรการค้าเพื่อให้สหรัฐฯ ไม่เสียเปรียบกับคู่เจรจา ในส่วนของอัตราค่าแรงจะขึ้นไปเป็น 15 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อชั่วโมง

นอกจากนี้ ไบเดน ชูนโยบายที่มีชื่อว่า "Buy American" มูลค่า 7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเขาวางแผนใช้เงิน 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยตรง ผ่านการลงทุนก่อสร้างโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน ลงทุนกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ อย่าง เทคโนโลยี 5G รถไฟฟ้า พลังงานสะอาด และ AI เพื่อเป็นการพัฒนาและกระตุ้นให้เกิดจากจ้างงานที่มีค่าตอบแทนสูง

นโยบายด้านผู้อพยพและคนเข้าเมือง

ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2559 การประกาศนโยบายต่อต้านผู้อพยพอย่างแข็งกร้าว มีส่วนทำให้ทรัมป์ชนะ และตลอดช่วง 3 ปีครึ่งที่ผ่านมา ทรัมป์พยายามผลักดันให้นโยบายเหล่านี้ออกมาตามที่ได้หาเสียงไว้ แต่ทั้งหมดถูกต่อต้านจากพรรคเดโมแครตในสภา และบางนโยบายก็ถูกโจมตีว่าผิดรัฐธรรมนูญจนต้องไปต่อสู้กันในทางกฎหมายจนถึงศาลสูงสุด ทั้งในส่วนของนโยบาย การสร้างกำแพงกั้นระหว่างสหรัฐฯ กับเม็กซิโก และการขับไล่บุตรหลานของผู้อพยพเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายออกจากประเทศ ทรัมป์ประกาศว่าถ้าเขาชนะการเลือกตั้งได้กลับเข้าไปทำงานอีกสมัย เขาจะพยายามผลักดันนโยบายเหล่านี้ให้สำเร็จให้ได้ภายในเทอมที่ 2

ในส่วนของไบเดน ให้สัญญาว่าเขาจะยกเลิกทุกนโยบายที่ทรัมป์เคยดำเนินการเอาไว้หรือพยายามจะดำเนินการอยู่ และเขายังไม่เห็นด้วยกับบางนโยบายที่กลุ่มซ้ายจัดในพรรคเดโมแครตเสนอขึ้นมา เช่น การยุบสำนักงานควบคุมการอพยพและการเข้าเมือง หรือการยกเลิกโทษอาญาการลักลอบข้ามชายแดนโดยไม่ได้รับอนุญาต

นโยบายด้านสีผิว

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เกิดปัญหาความรุนแรงและการประท้วงลุกฮือของคนผิวดำในสหรัฐฯ ที่ได้รับผลกระทบจากการเหยียดผิว ในส่วนของนโยบายด้านสีผิว ทรัมป์เลือกแสดงความเห็นอกเห็นใจและเข้าข้างฝ่ายตำรวจ ด้วยแนวคิดว่าบ้านเมืองจะสงบสุขได้ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด และเชื่อว่าการที่ตำรวจต้องใช้ความรุนแรงบ้าง เป็นเรื่องที่จำเป็น พร้อมสัญญาว่า เขาจะเพิ่มงบประมาณให้ตำรวจและสนับสนุนให้มีการจ้างตำรวจเพิ่ม และจะผลักดันกฎหมายเพิ่มโทษจำคุกอาชญากรชนิดรุนแรงให้นานขึ้น

ด้าน นายโจ ไบเดน เห็นด้วยกับกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านการเหยียดสีผิว และมองว่าคนผิวดำได้รับความไม่ยุติธรรมจริงๆ พร้อมเสนอนโยบายแก้ปัญหา อย่างนโยบายให้ถือว่าผู้เสพติดเป็นผู้ป่วย ไม่ใช่อาชญากร ลดบทลงโทษของการมียาเสพติดในครอบครอง เสนอให้มีระบบประกันตัวระหว่างสู้คดีโดยไม่ต้องใช้เงินสด

นโยบายด้านการต่างประเทศ

ทรัมป์ดำเนินนโยบายด้านการต่างประเทศแบบ "อเมริกา เฟิร์ส" ลดการให้ความช่วยเหลือทั้งด้านเศรษฐกิจและทหารแก่ประเทศต่างๆ ลดกำลังพลในเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ทรัมป์ระบุว่า จะคงไว้ซึ่งกำแพงภาษีการค้ากับจีน

ในขณะที่ไบเดนมองว่า สหรัฐฯ ยังต้องมีบทบาทในการรักษาสันติภาพของโลกและเพื่อรักษาผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เอง ซึ่งเป็นนโยบายที่สหรัฐฯ ดำเนินมาตั้งแต่สมัยสงครามเย็น ไบเดนสัญญาว่าหากเขาชนะการเลือกตั้ง เขาจะเพิ่มงบประมาณความช่วยเหลือทางด้านเศรษฐกิจและทหารแก่ชาติพันธมิตรให้กลับไปอยู่ในระดับปกติ

นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและการแก้ปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยน

ประธานาธิบดีทรัมป์ ผู้เคยประกาศว่าไม่เชื่อข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันว่าโลกร้อนมีส่วนทำให้ไฟป่ารุนแรงขึ้น และเคยประกาศถอนตัวจากความตกลงปารีสลดโลกร้อน ทรัมป์ประกาศเดินหน้าส่งเสริมอุตสาหกรรมพลังงานน้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยมองว่า น้ำมัน มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ

ด้าน นายไบเดน ประกาศว่าหากได้เป็นประธานาธิบดี จะนำพาสหรัฐฯ กลับเข้าสู่ความตกลงปารีสลดโลกร้อน พร้อมประกาศนโยบายส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน พลังงานสะอาดทดแทนพลังงานน้ำมัน ไบเดนประกาศว่าสหรัฐฯ จะต้องปล่อยก๊าซคาร์บอนเป็นศูนย์ภายใน ปี 2593 หรือในอีก 30 ปีข้างหน้า ประกาศแบนการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในเขตที่ดินสาธารณะ และลงทุนกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด.

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เลือกตั้งสหรัฐเลือกตั้งสหรัฐ 2020เลือกตั้ง อเมริกาทรัมป์โดนัลด์ ทรัมป์โจ ไบเดนข่าวต่างประเทศ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพฤหัสที่ 26 พฤศจิกายน 2563 เวลา 21:40 น.