ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    "โครงการอาหารโลก" คว้าโนเบลสันติภาพ เมื่อความอิ่มท้องคือสันติสุขที่ยั่งยืน

    ไทยรัฐออนไลน์
    12 ต.ค. 2563 08:00 น.

    SHARE

    "โครงการอาหารโลก" คว้าโนเบลสันติภาพ เมื่อความอิ่มท้องคือสันติสุขที่ยั่งยืน

    ไทยรัฐออนไลน์12 ต.ค. 2563 08:00 น.

    "โครงการอาหารโลก" คว้าโนเบลสันติภาพ เมื่อความอิ่มท้องคือสันติสุขที่ยั่งยืน
    • คณะกรรมการรางวัลโนเบล ประกาศให้ "โครงการอาหารโลก" (World Food Program-WFP) ได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ประจำปี 2563 จากความพยายามช่วยเหลือทั่วโลกต่อสู้กับความหิวโหยและความไม่มั่นคงทางด้านอาหาร
    • ปีนี้มีรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ เป็นบุคคล 211 คน และองค์กร 107 แห่ง
    • ปัจจุบันนี้ประชากรทั่วโลกเกือบ 700 ล้านคน อยู่ในภาวะขาดแคลนอาหาร จากวิกฤติการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สงครามความขัดแย้ง ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ อาหารมีราคาแพง ภัยธรรมชาติ และปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยน ภัยแล้งที่ส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูกทำการเกษตร 

    นับตั้งแต่องค์การสหประชาชาติก่อตั้งองค์การด้านมนุษยธรรม World Food Program หรือ WFP เมื่อ 59 ปีก่อน เพื่อให้ความช่วยด้านอาหารแก่ประชาชนหลายล้านคนในประเทศต่างๆ ทั่วโลก องค์กรนี้ก็ได้ทำหน้าที่อยู่เงียบๆ ในหลายประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่สงครามอันตราย เสี่ยงภัย และยากที่จะเข้าถึง

    จนกระทั่งปีนี้ คณะกรรมการรางวัลโนเบลได้มอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ให้แก่ WFP เพื่อเชิดชูการทำงานอย่างหนัก และส่องไฟมาที่องค์กรนี้เพื่อให้ทั่วโลกตระหนักถึงปัญหาร้ายแรงที่กำลังเกิดขึ้นกับประชากรโลก นั่นคือ ความหิวโหย

    เบริต รีสส์ แอนเดอร์เซน ประธานคณะกรรมการรางวัลโนเบล กล่าวว่า "รางวัลที่มอบให้กับ WFP มาจากความพยายามในการต่อสู้กับความหิวโหย มาจากความทุ่มเทต่อสู้ให้เกิดสันติภาพในพื้นที่ความขัดแย้ง และมาจากบทบาทในการผลักดันป้องกันการใช้ผู้คนที่หิวโหยเป็นอาวุธสงครามและความขัดแย้ง งานของ WFP ส่วนใหญ่กว่า 2 ใน 3 อยู่ในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง ประชาชนที่นั่นอยู่ในภาวะทุพโภชนาการมากกว่าคนในประเทศอื่นๆ ถึง 3 เท่า และเมื่อปีที่แล้ว WFP ได้ช่วยเหลือด้านอาหารแก่ประชาชนกว่า 97 ล้านคน ใน 88 ประเทศทั่วโลก"

    สงครามความขัดแย้งเป็นปัญหาใหญ่อันดับแรก ตามมาด้วยภัยธรรมชาติ ปัญหาเศรษฐกิจ และปีนี้ยังมีปัญหาอื่นๆ เข้ามา อย่างการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้สถานการณ์แย่ลงทั่วโลก

    โควิด-19 ซ้ำเติมความไม่มั่นคงด้านอาหาร

    WFP ประเมินว่า ช่วงก่อนที่จะเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่จีน เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว และลามไปทั่วโลก มีประชากรหลายล้านคน ใน 55 ประเทศ เผชิญภาวะขาดแคลนอาหาร ส่วนใหญ่เป็นเพราะสภาพอากาศเปลี่ยน ปัญหาเศรษฐกิจ และสงครามความขัดแย้ง และหากการแพร่ระบาดยังดำเนินต่อไปอีกยาวนาน จะมีคนอดอยากเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว 

    อารีฟ ฮูเซน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ของ WFP ระบุว่า โควิด-19 เป็นตัวแทรกแซงการกระจายอาหารไปสู่ประชาชน และเป็นตัวซ้ำเติมปัญหาความอดอยาก ผู้คนจำนวนมากจะมีกินก็ต่อเมื่อมีรายได้แลกจากการทำงาน ซึ่งการล็อกดาวน์ ธุรกิจปิดตัว และเศรษฐกิจทั่วโลกล่มสลาย คนไม่มีงานทำ ยิ่งทำให้สถานการณ์ยิ่งแย่ลง 

    ในประเทศที่ต้องพึ่งพาอาหารนำเข้า ประชาชนจะยิ่งแย่หนัก เพราะอาหารมีราคาแพงขึ้นมาก อย่างประเทศหมู่เกาะในทะเลแปซิฟิกอย่าง คิริบาตี ช่วงปิดประเทศ ราคาข้าวแพงขึ้นแล้วเกือบ 50%

    เศรษฐกิจทรุด ข้าวยากหมากแพง

    หลายปัจจัยทำให้ปีนี้หลายประเทศเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ตัวเลขคนว่างงานพุ่งสูง แม้จะมีอาหารมากมายขายในซุปเปอร์มาร์เก็ต แต่ประชาชนจำนวนมากก็ไม่มีเงินที่จะซื้อ จากภาพข่าวในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ประชาชนในหลายประเทศต้องออกมายืนต่อแถวยาวเพื่อรอรับอาหารแจกจากธนาคารอาหารในชุมชน

    ที่สหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้ว ชาวอเมริกันกว่า 38 ล้านคน ต้องพึ่งพาโครงการช่วยเหลือด้านอาหารของกระทรวงเกษตร

    เมื่อเร็วๆนี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund-IMF) ออกมาประเมินว่า ปีนี้เศรษฐกิจทั่วโลกจะทรุดลงไป 3% ด้านองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ของสหประชาชาติ ระบุว่า คนจะตกงานเพิ่ม 195 ล้านคนทั่วโลก

    ขณะเดียวกัน พอล เติ้ง ผู้เชี่ยวชาญแห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง ในสิงคโปร์ ระบุว่า มีความวิตกกังวลเกี่ยวกับลูกจ้างรายวันหลายล้านคนทั่วเอเชีย และแอฟริกา ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ รายได้รายวันจะไม่พอซื้ออาหารจุนเจือครอบครัว

    ใช้ความหิวโหยเป็นอาวุธสงคราม

    ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พื้นที่ความขัดแย้งรุนแรงขยายวงกว้างมากขึ้นทั้งในแถบแอฟริกา ตะวันออกกลาง ยุโรป และเอเชีย ประชาชนจำนวนมากต้องอพยพออกจากถิ่นฐานเพื่อหนีความรุนแรง ที่ไหนมีความรุนแรง ความช่วยเหลือด้านอาหารเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก และความท้าทายคือการเข้าไปช่วยเหลือได้ล่าช้า หรือไม่สามารถเข้าไปได้ นอกเหนือจากอาหารแล้ว ประชาชนยังขาดแคลนน้ำดื่ม และยารักษาโรค นอกจากนี้ หลายพื้นที่สงครามยังใช้กลยุทธ์ใช้ความหิวโหยเป็นอาวุธสงคราม

    เมื่อปีที่แล้ว นับเป็นครั้งแรกที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ มีมติประณามการใช้ความไม่มั่นคงด้านอาหารเป็นอาวุธสงคราม เมื่อมีการใช้กลยุทธ์เข้าไปทำลายพื้นที่การเกษตร โจมตีคลังเก็บอาหารของฝ่ายศัตรู และยังกีดขวางการเข้าไปช่วยเหลือด้านอาหาร ทำให้ประชาชนหลายร้อยล้านคนอยู่ในความเสี่ยงอดอาหาร   

    ขณะที่พื้นที่วิกฤติหนักสุดคือ ประเทศเยเมน ซึ่งกำลังจะล่มสลายจากการสู้รบอย่างยาวนาน นับตั้งแต่เริ่มสงครามเยเมนในปี 2558 มีประชาชนกว่า 3.6 ล้านคน ต้องพลัดถิ่นที่อยู่อาศัย ปีนี้อาจเป็นปีที่แล้วเลวร้ายกว่าเดิม สำหรับปัญหาความหิวโหย เนื่องจากประชากรกว่าครึ่งค่อนประเทศดำรงชีวิตอยู่ด้วยอาหารที่ได้รับความช่วยเหลือจากนานาประเทศ นอกจากนี้ยังมี ไนจีเรีย ซูดานใต้ และซีเรีย ที่ประชาชนส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัย

    ภัยธรรมชาติทำห่วงโซ่อาหารล่ม 

    ข้อมูลของ WFP ระบุว่า กว่า 80% ของประชากรโลกที่หิวโหย อาศัยอยู่ในพื้นที่ภัยพิบัติ สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติถูกทำลาย ปีนี้เกิดไฟป่ารุนแรงในพื้นที่ป่าแอมะซอน และในรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ สภาพอากาศเปลี่ยนทำให้สถานการณ์ไฟป่าเลวร้ายกว่าที่ผ่านมา นอกจากนี้หลายประเทศอย่าง อินเดีย บังกลาเทศ และเนปาล ต้องเผชิญฤดูมรสุมที่หนักกว่าทุกปี หลายประเทศแถบเอเชียต้องเผชิญพายุนอกฤดูกาลที่รุนแรง ทำให้เกิดน้ำท่วม ดินถล่ม บ้านเรือนของประชาชนพังเสียหาย ประชาชนนับล้านคนต้องอพยพออกจากบ้านเรือน และไร้ที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำการเกษตรและเลี้ยงปศุสัตว์ถูกทำลาย

    ขณะเดียวกัน หลายประเทศต้องประสบภัยแล้งยาวนาน อย่างซิมบับเว ปีนี้ฤดูฝนมาถึงช้าไปกว่า 1 เดือน และฝนยังตกเพียงไม่ถึง 3 สัปดาห์ ส่วนที่เคนยามักจะเกิดภัยแล้งครั้งใหญ่ทุกๆ 5 ปี แต่เดี๋ยวนี้เกิดขึ้นทุกปี 

    ความท้าทายของ WFP ในอนาคต

    เป้าหมายของสหประชาชาติที่วางไว้ ว่าจะขจัดความหิวโหยให้หมดไปภายในปี 2030 ดูจะเป็นเรื่องที่ยากลำบากมากขึ้น โดยตัวเลขผู้คนอดอยากขาดอาหารเพิ่มขึ้นสูงในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา รายงานความมั่นคงทางด้านอาหารฉบับล่าสุดระบุว่า มีประชาชนทั่วโลกหิวโหย 820 ล้านคน ในจำนวนนี้ 149 คนเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และ 96 ล้านคนมีความจำเป็นที่ต้องได้รับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนเพื่อไม่ให้อดอาหารตาย

    รายงานยังระบุว่า ตอนนี้ 8% ของประชากรในยุโรป และอเมริกาเหนือ กำลังประสบภาวะความไม่มั่นคงทางด้านอาหาร ในขณะที่ประชากรโลกเพียงบางส่วนมีอาหารเต็มโต๊ะกินอิ่มทุกมื้อ ยังมีประชากรโลกหลายล้านคนที่ต้องหิวโหย รอคอยความช่วยเหลือด้านอาหาร. 

    ผู้เขียน : เมาคลีล่าข่าว

    ที่มา : Aljazeera, Time, UN

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    โครงการอาหารโลกโนเบลสันติภาพโนเบลโนเบลสันติภาพ2020วิกฤตเศรษฐกิจการเกษตรข่าวต่างประเทศ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันอังคารที่ 20 ตุลาคม 2563 เวลา 01:09 น.