- BTS บอยแบนด์เกาหลีใต้ปล่อยเอ็มวี เพลง Dynamite ทุบสถิติ กินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ด กลายเป็นเอ็มวีที่มีคนเข้าชมมากที่สุดบน Youtube ในระยะเวลา 24 ชั่วโมง ครองตำแหน่งวง K-pop ที่ขึ้นเป็นอันดับที่ 1 ในชาร์ตอัลบั้มเพลงของสหรัฐอเมริกา ด้าน มุน แจอิน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ร่วมยินดีพร้อมขอบคุณที่เป็นความหวังให้ชาวเกาหลีใต้
- นอกจาก BTS แล้ว ยังมีศิลปิน K-pop อื่นๆ ที่ตบเท้า ทุบสถิติในสหรัฐฯ ซึ่งความสำเร็จของวงการเพลงเกาหลีใต้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญ แต่เป็นการฝึกซ้อมอย่างหนักบวกกับการสนับสนุนของรัฐบาลที่มองการณ์ไกลก่อนหน้านี้มาเป็นสิบปี
- นักวิชาการวิเคราะห์ K-pop สร้างจุดยืนให้เกาหลีใต้ในเวทีโลก เดินหน้าสร้างภาพลักษณ์ที่แตกต่างกับเกาหลีเหนือ รัฐบาลทุ่มงบกว่า 2 พันล้านเปิดคอร์สเรียนภาษาเกาหลี
เรียกว่าเป็นปีทองของวัฒนธรรมเกาหลีใต้ก็ว่าได้ ไม่ใช่แค่ทางด้านดนตรีเท่านั้นแต่ยังรวมไปถึงอุตสาหกรรมภาพยนตร์และซีรีส์ หลังจากภาพยนตร์ ชนชั้นปรสิต (Parasite) จากผู้กำกับ บง จุนโฮ สามารถคว้ารางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมมาครอง แถมยังมีซีรีส์บนเน็ตฟลิกซ์อีกมากมายที่ทำเอาผู้ชมติดกันงอมแงมทั้งเอเชีย แต่ความสำเร็จเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน และต้องยกความดีความชอบให้รัฐบาลเกาหลีใต้ตั้งแต่ยุค 90 ที่ให้การสนับสนุนและเตรียมการมาอย่างดี เพราะเล็งเห็นโอกาสในการพัฒนาเพลงและซีรีส์ให้เป็นสินค้าทางวัฒนธรรม
วัยรุ่นหลากเชื้อชาติฟังเพลงเกาหลี ดันขึ้นชาร์ตเพลงทุบสถิติ
วันที่ 21 สิงหาคม ที่ผ่านมาวง BTS ได้ปล่อย MV เพลง Dynamite ที่ขับร้องเป็นภาษาอังกฤษบน Youtube โดยมีแฟนเพลงกดเข้าชมอย่างถล่มทลายมากถึง 101.1 ล้านครั้ง ทำให้ กินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ด บันทึกให้เป็นเอ็มวีเพลงที่มีผู้เข้าชมทาง Youtube มากที่สุดในระยะเวลา 24 ชั่วโมงอย่างเป็นทางการ และยังควบตำแหน่งเป็นเอ็มวีที่มีผู้แสดงความคิดเห็นมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Youtube
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ศิลปินเกาหลีใต้ทุบสถิติบนช่องทางออนไลน์ ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2012 เอ็มวีเพลง Gangnam Style จาก Psy ศิลปินเกาหลีใต้ขึ้นแท่นเป็นเอ็มวีแรกที่มีผู้กดเข้าชมทะลุ 1 พันล้านครั้งบน Youtube มาแล้ว ขณะที่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา Blackpink วงเกิร์ลกรุ๊ปของเกาหลีใต้ก็เคยทำสถิติที่มีผู้กดเข้าชมเอ็มวีเพลง How You Like That มากถึง 86.3 ล้านครั้งในระยะเวลาเพียง 24 ชั่วโมง
ข่าวดีนี้ทำให้นายมุน แจอิน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้แสดงความยินดีกับความสำเร็จของ BTS ผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว พร้อมกับระบุว่าบอยแบนด์กลุ่มนี้ได้มอบความหวังผ่านดนตรีให้แก่ประชาชนชาวเกาหลีใต้ ในช่วงที่ทุกคนต่างเผชิญความยากลำบากจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นอกจากนี้รัฐบาลยังได้มอบเหรียญยกย่อง BTS ในฐานะที่เป็นผู้เผยแพร่วัฒนธรรมและภาษาเกาหลีให้โด่งดังไปทั่วโลก
จุดเริ่มต้นการเผยแพร่วัฒนธรรมผ่านเสียงเพลง
K-pop ได้เป็นที่รู้จักครั้งแรกจากศิลปินกลุ่ม Seo Taiji & Boys ที่ขึ้นแสดงเปิดตัวเมื่อปี 1992 โดยศิลปินกลุ่มนี้มีสไตล์แตกต่างจากศิลปินเกาหลีใต้คนก่อนๆ เพราะมีกลิ่นอายความเป็นอเมริกันผสมผสานลงไป ทั้งจากเสื้อผ้าที่สวมใส่, การขับร้องเป็นภาษาอังกฤษ, และการร้องเพลงแร็ป ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเพลงป๊อปสมัยใหม่ในเกาหลีใต้ ถึงแม้ว่าหลังจากนั้นศิลปินจะแยกวงไปทำสิ่งต่างๆ ที่พวกเขาใฝ่ฝัน แต่สไตล์สมัยใหม่ที่มีอิทธิพลต่อวงการเพลงเกาหลีใต้ทำให้มีศิลปิน K-pop แจ้งเกิดหลังจากนั้น
เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 1997 ภูมิภาคเอเชียต้องเผชิญกับ วิกฤตการณ์การเงิน หรือ วิกฤติต้มยำกุ้ง แต่ภายใต้วิกฤติยังมีโอกาสเมื่อรัฐบาลเกาหลีใต้ได้เริ่มเผยแพร่สื่อบันเทิงของประเทศในรูปแบบของสินค้าวัฒนธรรมเพื่อดึงดูดรายได้จากต่างชาติเข้ามาพยุงเศรษฐกิจของประเทศ
ถัดมาในปี 2000 เกาหลีใต้พยายามตัดราคากับสื่อบันเทิงจากประเทศอื่นๆ ในเอเชียอย่าง ญี่ปุ่น และฮ่องกง ที่ขณะนั้นได้รับความนิยมทั้งดนตรีและภาพยนตร์ ซึ่งในยามวิกฤติทางการเงิน ทำให้ต่างชาติหันไปซื้อสื่อบันเทิงของเกาหลีใต้ที่มีราคาถูกกว่า ทำให้ซีรีส์ละครของเกาหลีใต้กลายเป็นที่รู้จักเป็นวงกว้าง กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ Hallyu หรือ Korean Wave ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้วัฒนธรรมเกาหลีได้รับความนิยมไปทั่วทุกภูมิภาคทั้งศิลปวัฒนธรรมและภาษา ไม่เว้นแม้แต่รูปลักษณ์
ขณะเดียวกัน การเข้าระบบฝึกฝนกับค่ายเพลงของเกาหลีใต้ก็ถูกขนานนามว่าโหดหินสุดๆ ศิลปินแต่ละคนต้องทุ่มเทให้กับการฝึกซ้อมตั้งแต่อายุยังน้อยเพื่อความสมบูรณ์แบบของท่าเต้นและการขับร้อง แต่ไม่ว่าจะฝึกโหดขนาดไหน การแจ้งเกิดในวงการบันเทิงเกาหลีใต้ถือว่าคุ้มค่า จนกลายเป็นความฝันของวัยรุ่นที่รักเสียงเพลงทั่วโลก
K-pop สร้างจุดยืนเกาหลีใต้ในเวทีโลก ต่างชาติโหยหาภาษาเกาหลี
นายเดวิด ทิซซาร์ด ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัย Seoul Women’s University ชี้ว่าการเผยแพร่วัฒนธรรมเกาหลีใต้ ถือเป็นการแสดงจุดยืนของเกาหลีใต้บนเวทีโลก และเป็นการสร้างภาพลักษณ์ของเกาหลีใต้ให้แตกต่างกับเกาหลีเหนืออย่างชัดเจน
K-pop ยังเป็นการปรับสมดุลของการเผยแพร่วัฒนธรรมของตะวันตก จากที่ก่อนหน้านี้สหรัฐอเมริกาและอังกฤษเป็นสองชาติที่มีอิทธิพลด้านวัฒนธรรม แต่ขณะนี้เกาหลีและไต้หวันได้ก้าวขึ้นมาแทนที่ ทำให้ชาวเอเชียหันมาสนใจภาษาและวิถีชีวิตของผู้คนในภูมิภาคเอเชียมากขึ้น
ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์จาก มหาวิทยาลัยโพลีเทคนิคฮ่องกง มองว่า K-pop ไม่ใช่แค่เครื่องมือทางการทูต แต่ยังเป็นธุรกิจที่นำเงินมหาศาลเข้ามาในประเทศ โดยในปี 2019 บอยแบนด์ BTS ได้สร้างรายได้ให้จีดีพีของเกาหลีใต้มากถึง 4,650 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 145,963 ล้านบาทจากการขายอัลบั้ม และตั๋วคอนเสิร์ต
ขณะที่รัฐบาลเกาหลีใต้ได้ผลักดันการเผยแพร่วัฒนธรรมอย่างชัดเจน โดยได้จัดตั้ง The Korea Creative Content Agency (KOCCA) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์โดยเฉพาะ อีกทั้งยังร่วมมือกับค่ายเพลงชื่อดังต่างๆ และมหาวิทยาลัยเพื่อผลักดันให้วัฒนธรรมเกาหลีใต้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ขณะที่กระทรวงวัฒนธรรม กีฬาและท่องเที่ยวของเกาหลีใต้ ได้ประกาศทุ่มงบ 56.5 ล้านปอนด์ หรือราว 2,356 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมให้ผู้คนหันมาเรียนภาษาเกาหลี
ล่าสุดความโด่งดังของวง BTS ทำให้มูลนิธิเกาหลี จับมือกับค่ายเพลง Big Hit ต้นสังกัด และมหาวิทยาลัยฮันกุ๊กฯ เปิดคอร์สสอนภาษาเกาหลี ธีม Learn! Korean with BTS ในมหาวิทยาลัยของประเทศต่างๆ ทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา, ฝรั่งเศส, อียิปต์ และเวียดนามซึ่งปากกาเสียงที่ใช้ประกอบการเรียนได้ถูกขายหมดภายใน 20 นาทีเท่านั้น
นอกจากนี้ ยังพบว่ามีนักศึกษาต่างชาติสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยของเกาหลีใต้มากถึง 160,000 คนในปี 2019 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหลังจากนี้ ตอกย้ำความสำเร็จของวงการ K-pop ที่ไม่ได้หยุดแค่ความสำเร็จในวงการบันเทิง แต่ยังสร้างภาพลักษณ์ให้เกาหลีใต้เป็นจุดหมายปลายทางของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการสัมผัสวัฒนธรรมตามแบบไอดอลของพวกเขาสักครั้งหนึ่ง.
ผู้เขียน : ปานฝัน
ที่มา: Telegraph , Researchgate, Vice