ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    ยูเออียอมคบอิสราเอล ผู้เจ็บช้ำคือปาเลสไตน์

    บวร โทศรีแก้ว6 ก.ย. 2563 05:01 น.
    SHARE

    สันติภาพในตะวันออกกลางจะ “คืบหน้า” หรือ “ถอยหลัง” ยังไม่รู้แน่ชัด หลังรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศเมื่อ 13 ส.ค.ที่ผ่านมาว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) หนึ่งในชาติอาหรับที่เป็นศัตรูกับ “อิสราเอล” มายาวนาน ยอมสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตสู่ระดับปกติกับอิสราเอลแล้ว

    ยูเออีซึ่งประกอบด้วย 7 นครรัฐ มีอาบูดาบี เป็นเมืองหลวง เป็นชาติอาหรับชาติที่ 3 ที่สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอล นับตั้งแต่สหประชาชาติ นำโดยมหาอำนาจตะวันตก ช่วยให้อิสราเอลก่อตั้งประเทศใน พ.ศ.2491 ทำให้ชาวปาเลสไตน์นับล้านคนถูกขับไล่ออกจากถิ่นฐาน เป็นปัญหาเรื้อรังมาถึงทุกวันนี้

    ชาติอาหรับ 2 ชาติแรกที่สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอลก่อนหน้านี้คือ “อียิปต์” ใน พ.ศ.2522 และ “จอร์แดน” ใน พ.ศ.2537 ส่วน “มอริเทเนีย” เคยทำเช่นกันใน พ.ศ.2542 แต่ระงับไปในปี 2552

    การสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างยูเออีกับอิสราเอลมีขึ้นหลังการเจรจากันแบบลับๆมานาน โดยมีสหรัฐอเมริกา “พี่เบิ้ม” พันธมิตรเบอร์ 1 ของอิสราเอลเป็นตัวกลางผลักดันสุดตัว และสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ยูเออี ชาติมุสลิมนิกายสุหนี่ ตัดสินใจคบกับอิสราเอล เพราะหวาดระแวง “อิหร่าน” นิกายชีอะห์คู่อริ ที่เป็น “ศัตรูร่วม”

    ประวัติศาสตร์–(จากซ้ายไปขวา) มีร์ เบน–ชับบาต ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติอิสราเอล และจาเรด คุชเนอร์ ที่ปรึกษาและลูกเขยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พบปะหารือกับชีค ทาห์นูน บิน ซาเยด อัล นาห์ยัน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติยูเออี ที่อาบูดาบีในยูเออี เมื่อ 31 ส.ค. (รอยเตอร์)
    ประวัติศาสตร์–(จากซ้ายไปขวา) มีร์ เบน–ชับบาต ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติอิสราเอล และจาเรด คุชเนอร์ ที่ปรึกษาและลูกเขยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พบปะหารือกับชีค ทาห์นูน บิน ซาเยด อัล นาห์ยัน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติยูเออี ที่อาบูดาบีในยูเออี เมื่อ 31 ส.ค. (รอยเตอร์)

    ชาติอาหรับอื่นๆ มีปฏิกิริยาต่อการสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างยูเออีกับอิสราเอลแตกต่างกันไป มีทั้งคัดค้าน ยินดี สงวนท่าที ขณะที่สหรัฐฯ รีบส่งนายไมค์ ปอมเปโอ รมว.ต่างประเทศไปเยือนตะวันออกกลาง ทั้งอิสราเอล ซูดาน บาห์เรน ยูเออี เพื่อติดตามผลและกระตุ้นให้ชาติอาหรับอื่นๆสถาปนาความสัมพันธ์กับอิสราเอลด้วย

    เมื่อ 31 ส.ค. หลังประกาศสถาปนาความสัมพันธ์กันได้ 18 วัน เครื่องบินโบอิ้ง 737-900 เที่ยวบิน “แอลวาย 971” ของสายการบิน “เอลอัล” ของอิสราเอล นำเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ และอิสราเอลไปเยือนยูเออีอย่างเอิกเกริกเพื่อ “ต่อยอด” หาลู่ทางทำธุรกิจ การค้า การลงทุน การท่องเที่ยวระหว่างกัน ก่อนจะหาลู่ทางร่วมมือกันด้านความมั่นคงต่อไป โดยฝ่ายสหรัฐฯรวมทั้งนายจาเรด คุชเนอร์ ลูกเขยและที่ปรึกษาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนายโรเบิร์ต โอ’ไบรอัน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ บ่งชี้ว่าทรัมป์ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก

    เที่ยวบิน “แอลวาย 971” ตั้งชื่อตามเลข 971 รหัสโทรศัพท์ระหว่างประเทศของยูเออี นับเป็นเที่ยวบินพาณิชย์เที่ยวแรกในประวัติศาสตร์ระหว่างอิสราเอลกับยูเออี และที่สำคัญ “ซาอุดีอาระเบีย” มหาอำนาจยักษ์ใหญ่ในตะวันออกกลาง ซึ่งแย่งชิงอิทธิพลกับ “อิหร่าน” มายาวนาน ก็อนุญาตให้เที่ยวบินนี้บินผ่านน่านฟ้าของตนได้ บ่งชี้ให้เห็นว่าอย่างน้อยซาอุฯ “ไม่คัดค้าน” ที่ยูเออีไปคบกับอิสราเอล แม้ยังปฏิเสธที่จะทำตามยูเออี

    ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การที่ยูเออียอมสถาปนาความสัมพันธ์กับอิสราเอล นอกจากเป็นเพราะหวาดระแวง “อิหร่าน” แล้ว ยูเออียังหวังจะได้ประโยชน์ด้านการค้า การลงทุน การธนาคาร การเงิน การบิน การท่องเที่ยวกับอิสราเอลอย่างมากด้วย และก่อนหน้านี้หลายบริษัทของยูเออีและอิสราเอลได้ลงนามสัญญาธุรกิจกันไปแล้ว

    ต่อยอดสัมพันธ์–จาเรด คุชเนอร์ ลูกเขยและที่ปรึกษาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ (ล่าง–ซ้าย) และโรเบิร์ต โอ’ไบรอัน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ (ล่าง–ขวา) เดินลงจากเที่ยวบินเอล-อัล ของอิสราเอล ที่สนามบินอาบูดาบี ในยูเออี เมื่อ 31 ส.ค. (เอเอฟพี)
    ต่อยอดสัมพันธ์–จาเรด คุชเนอร์ ลูกเขยและที่ปรึกษาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ (ล่าง–ซ้าย) และโรเบิร์ต โอ’ไบรอัน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ (ล่าง–ขวา) เดินลงจากเที่ยวบินเอล-อัล ของอิสราเอล ที่สนามบินอาบูดาบี ในยูเออี เมื่อ 31 ส.ค. (เอเอฟพี)

    ยูเออียังจะได้ประโยชน์ด้านการทหารและความมั่นคงด้วย เช่น อาจได้รับ “ไฟเขียว” ให้ซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ล้ำสมัยต่างๆของสหรัฐฯได้ เช่นเครื่องบินรบล่องหน หรือ “สเตลธ์” แบบ “เอฟ-35”

    ส่วนอิสราเอลก็จะได้ประโยชน์อย่างมากเช่นกัน นอกเหนือจากการทำธุรกิจภาคต่างๆกับยูเออีแล้ว ยังจะสามารถเปิดเกมรุกทางการทูตเข้าสู่ชาติอาหรับอื่นๆ ให้ยอมรับอิสราเอลเพิ่มขึ้นจากเดิมที่กลุ่มชาติอาหรับมีหลักการร่วมกันคือไม่ยอมรับอิสราเอล จนกว่าจะบรรลุข้อตกลงสันติภาพขั้นสุดท้ายกับ “ปาเลสไตน์” รวมทั้งการตั้งรัฐปาเลสไตน์ โดยมีนครเยรูซาเลมตะวันออกเป็นเมืองหลวง และให้อิสราเอลถอนตัวจากเขตยึดครองในเขตเวสต์แบงค์

    ขณะที่สหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็จะได้ประโยชน์จากเรื่องนี้เช่นกัน เพราะสามารถอ้างได้ว่าเป็นผลงานนโยบายต่างประเทศชิ้น “โบแดง” ของตนที่ทำให้ยูเออีคบอิสราเอลได้ และจะนำไปขยายผลดึงคะแนนเสียง โดยเฉพาะจากฐานเสียงชาวยิวผู้ทรงอิทธิพล ก่อนการเลือกตั้งใน 3 พ.ย.นี้ หลังทรัมป์เสนอแผนสันติภาพอิสราเอล-ปาเลสไตน์ และย้ายสถานทูตสหรัฐฯในอิสราเอลจากกรุงเทล อาวีฟ ไปเยรูซาเลมก่อนหน้านี้

    ทรัมป์ยังพยายามดึงชาติอาหรับอื่นๆให้ยอมสถาปนาความสัมพันธ์กับอิสราเอลเพิ่มขึ้น รวมทั้งบาห์เรน ซูดาน โอมาน กาตาร์ คูเวต และซาอุฯ แต่ส่วนใหญ่ยังนิ่งเงียบ แม้อาจเป็นไปได้ที่บาห์เรนซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับซาอุฯ อาจรับบทบาทเป็น “กาวใจ” ในการเจรจาระหว่างซาอุฯกับอิสราเอล

    ชาติที่ความเป็นไปได้สูงที่จะสถาปนาความสัมพันธ์กับอิสราเอลต่อไปคือ “ซูดาน” เพราะมีหลายปัจจัยชี้ไปในทิศทางนี้ รวมทั้งกรณีที่ พล.อ.อับเดล ฟัตตาห์ อัล-บูร์ฮาน ประธานสภาเปลี่ยนผ่านอธิปไตยของซูดาน ไปพบปะเจรจากับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอลในยูกันดา เมื่อเดือน ก.พ.ปีนี้

    ซูดานซึ่งกำลังเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจอย่างหนัก ต้องการให้สหรัฐฯถอดตนออกจาก “บัญชีดำ” ประเทศที่สนับสนุนการก่อการร้าย และยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่างๆ

    ส่วน “ปาเลสไตน์” จับตามองความเป็นไปเรื่องนี้อย่างเจ็บช้ำหวาดระแวง เพราะเห็นว่าถูกยูเออี “ทรยศ” จนโดดเดี่ยวยิ่งขึ้น และความหวังตั้งรัฐปาเลสไตน์อย่างที่ตนเองเรียกร้องต้องการยิ่งห่างไกลออกไป!


    บวร โทศรีแก้ว

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    7 วันรอบโลกปาเลสไตน์ยูเออีอิสราเอลบัญชีดำซูดานซาอุดีอาระเบีย

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันพฤหัสที่ 1 ตุลาคม 2563 เวลา 12:53 น.