ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    เปิดปม ความเป็นศัตรูระหว่างอิสราเอลกับโลกอาหรับ เริ่มขึ้นจากจุดไหน

    ไทยรัฐออนไลน์4 ก.ย. 2563 07:00 น.
    SHARE
    • ชาวอาหรับกับชาวยิว มีปัญหากันมานานก่อนที่ประเทศอิสราเอลจะก็ตั้งขึ้นเสียอีก โดยอังกฤษมีบทบาทสำคัญอย่างมากในเรื่องนี้

    • ความบาดหมางระหว่างอิสราเอลกับโลกอาหรับรุนแรงขึ้นหลังจากเกิดสงคราม 6 วัน ทำให้มีการประท้วง, การใช้กำลังทหาร และความรุนแรง มาตลอดช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา

    • อิสราเอลกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บรรลุข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ ฟื้นความสัมพันธ์สู่ระดับปกติ ซึ่งอาจเป็นการเปิดทางให้ชาติอาหรับอื่นๆ เจริญรอยตามในอนาคต

    เป็นที่รู้กันดีว่า อิสราเอลกับชาติอาหรับมีความบาดหมาง และเป็นศัตรูกันมานานนับ 100 ปี ทั้งข้อพิพาทเรื่องดินแดนไปจนถึงกลุ่มก่อการร้าย จนทำให้เกิดการปะทะด้วยกำลังทหารหลายครั้ง แต่ปัญหาระหว่างทั้ง 2 ฝ่ายเริ่มขึ้นตรงจุดไหน แล้วปัจจุบันความสัมพันธ์ของพวกเขายังเหมือนเดิมหรือไม่

    จุดเริ่มต้นของความไม่ลงรอย

    อาจพูดได้ว่าปัญหาระหว่างอิสราเอลกับชาติอาหรับ เริ่มขึ้นตั้งแต่ ชาวยิวเริ่มต้นการอพยพครั้งใหญ่เพื่อเดินทางไปยังดินแดนแห่งพันธสัญญาของพวกเขา หรือนครเยรูซาเลม ในปาเลสไตน์ เมื่อปี พ.ศ. 2425 หลังจากถูกกดขี่ในยุโรปมาอย่างยาวนาน โดยตอนนั้น ปาเลสไตน์ยังอยู่ใต้การปกครองของจักรวรรดิออตโตมัน ซึ่งตลอดหลายปีหลังจากนั้น ชาวยิวค่อยๆ ฟื้นฟูภาษาฮิบรู ตั้งถิ่นฐาน ด้วยการซื้อที่ดินรกร้างจากชาวอาหรับ และใช้เงินทุนมหาศาลจากชาวยิวในยุโรปที่มั่งคั่ง พัฒนาเป็นพื้นที่เพาะปลูก ทำให้พวกเขากลายเป็นปรปักษ์กับชาวอาหรับท้องถิ่น

    ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 ระหว่างฝ่ายพันธมิตร นำโดยอังกฤษ กับฝ่ายมหาอำนาจกลางของออตโตมัน อังกฤษออก ‘ประกาศบัลโฟร์’ ในปี 2460 สนับสนุนการก่อตั้งมาตุภูมิของชาวยิวในปาเลสไตน์ และหลังสิ้นสุดสงครามโลก ออตโตมันล่มสลาย ขณะที่อังกฤษยึดครองปาเลสไตน์และพื้นที่แถบทรานส์จอร์แดน ด้วยอำนาจจากองค์กรสันนิบาตชาติ (League of Nations) ท่ามกลางเสียงต่อต้านจากชาวอาหรับ

    ชาวอาหรับในปาเลสไตน์ ชุมนุมประท้วงในเขตเมืองเก่า ต่อต้านการปกครองของอังกฤษ และการอพยพเข้ามาในปาเลสไตน์ ช่วงปี 2479-82
    ชาวอาหรับในปาเลสไตน์ ชุมนุมประท้วงในเขตเมืองเก่า ต่อต้านการปกครองของอังกฤษ และการอพยพเข้ามาในปาเลสไตน์ ช่วงปี 2479-82

    ภายใต้การปกครองของอังกฤษ ชาวยิวอพยพเข้ามาในปาเลสไตน์มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะช่วงที่นาซีเยอรมนีเริ่มเรืองอำนาจ ทำให้ชาวอาหรับในปาเลสไตน์ลุกฮือประท้วงต่อต้านการปกครองของอังกฤษและผู้อพยพชาวยิว จนในปี 2479 อังกฤษเสนอแผนของลอร์ดพีล ‘Peel Plan’ ซึ่งจะสร้างรัฐยิวขนาดเล็ก และรัฐอาหรับขนาดใหญ่ ซึ่งชาวยิวยอมรับ แต่แน่นอนว่าชาวอาหรับปฏิเสธ

    ในเวลาต่อมา อังกฤษที่กังวลเรื่องการลุกฮือของชาวอาหรับ ตัดสินใจออกคำสั่งห้ามชาวยิวอพยพเข้าปาเลสไตน์ ทำให้มีผู้อพยพเสียชีวิตจำนวนมากในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

    เรืออพยพชาวยิวผิดกฎหมาย หลังอังกฤษสั่งห้ามชาวยิวอพยพเข้าปาเลสไตน์ในปี 2482
    เรืออพยพชาวยิวผิดกฎหมาย หลังอังกฤษสั่งห้ามชาวยิวอพยพเข้าปาเลสไตน์ในปี 2482

    การก่อตั้งอิสราเอล เริ่มต้นด้วยสงคราม

    ในปี 2490 ผลจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งชาวยิวถูกนาซีฆ่าล้างกว่า 6,000,000 คน และการต่อสู้ไม่หยุดหย่อนในปาเลสไตน์ ทำให้อังกฤษตัดสินใจจะถอนตัวจากการปกครองปาเลสไตน์ในวันที่ 15 พ.ค. 2491 และยกให้องค์การสหประชาชาติ (UN) จัดการเรื่องการจัดสรรที่ดิน ซึ่ง UN อนุมัติแผน แบ่งที่ดินปาเลสไตน์ 55% ให้ชาวยิว ส่วนที่เหลือให้แก่ชาติอาหรับ โดยที่กรุงเยรูซาเลม นครศักดิ์สิทธิ์ของชาวยิว, ชาวคริสต์ และมุสลิม จะป็นนครสากล แน่นอนว่าชาติอาหรับรับไม่ได้ ทำให้เกิดสงครามตามมา แบ่งออกเป็น 2 ช่วง

    ช่วงแรก เป็นการต่อสู้ระหว่างชาวยิวและชาวอาหรับปาเลสไตน์ ผลก็คือชาวยิวสามารถยึดครองพื้นที่เกือบทั้งหมดที่สหประชาชาติยกให้พวกเขา ทำให้เกิดคลื่นผู้อพยพชาวปาเลสไตน์กลุ่มแรกขึ้น จากนั้นชาวยิวก็ประกาศก่อตั้งรัฐอิสราเอลในวันที่ 14 พ.ค. 2491 กลายเป็นรัฐยิวแห่งแรกของโลกในรอบ 2,000 ปี นำไปสู่สงครามช่วงที่ 2

    อาคารบนถนน เบน เยฮูดา กลางกรุงเยรูซาเลม ถูกทำลายระหว่างสงครางอิสราเอล-อาหรับครั้งแรก ในเดือนก.พ. 2491 ก่อนมีการประกาศก่อตั้งอิสราเอล
    อาคารบนถนน เบน เยฮูดา กลางกรุงเยรูซาเลม ถูกทำลายระหว่างสงครางอิสราเอล-อาหรับครั้งแรก ในเดือนก.พ. 2491 ก่อนมีการประกาศก่อตั้งอิสราเอล

    อิสราเอลกำเนิดขึ้นบนโลกได้ไม่นาน ชาติเพื่อนบ้านชาวอาหรับ 5 ประเทศ ได้แก่ อียิปต์, ซีเรีย, จอร์แดน, อิรัก และเลบานอน ก็ประกาศสงครามและบุกเข้าดินแดนที่เคยเป็นปาเลสไตน์ โดยตอนแรกคิดว่าจะสามารถเอาชนะประเทศน้องใหม่แห่งนี้ได้ง่ายๆ แต่สุดท้ายพวกเขากลับถูกตีโต้จนต้องถอยร่น

    หลังต่อสู้กับมานานเกือบ 1 ปี สงครามครั้งนี้จบลงโดยที่ทุกฝ่ายลงนามข้อตกลงหยุดยิงในปี 2492 โดยทรานส์จอร์แดน ควบรวมดินแดนซึ่งปัจจุบันคือ เขตเวสต์ แบงก์ และเยรูซาเลมตะวันออก ซึ่งรวมถึงเขตเมืองเก่า ขณะที่อียิปต์ควบรวมฉนวนกาซา ส่วนอิสราเอลได้พื้นที่ถึง 80% ของดินแดนปาเลสไตน์ยุคที่อังกฤษยึดครอง

    ยุทโธปกรณ์ของกองกำลังพันธมิตรอาหรับประชิดชายแดนอิสราเอล ก่อนบุกโจมตีชาวยิวในปาเลสไตน์
    ยุทโธปกรณ์ของกองกำลังพันธมิตรอาหรับประชิดชายแดนอิสราเอล ก่อนบุกโจมตีชาวยิวในปาเลสไตน์

    สงครามดังกล่าวซึ่งถูกเรียกว่า ‘สงครามอาหรับ-อิสราเอล ครั้งที่ 1’ ทำให้ชาวปาเลสไตน์มากกว่า 700,000 คน กลายเป็นผู้พลัดถิ่น หลายพันคนไปตั้งถิ่นฐานในฉนวนกาซา ขณะที่อีกจำนวนมากติดค้างอยู่ในค่ายผู้อพยพระหว่างอียิปต์กับอิสราเอล และลูกหลานของพวกเขาก็ยังคงอยู่ที่นั่นจนถึงทุกวันนี้

    กลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ สุมไฟความขัดแย้ง

    นับตั้งแต่สิ้นสุดสงคราม 6 วันในปี 2510 ซึ่งอิสราเอลยึดฉนวนกาซากับคาบสมุทรไซนายจากอียิปต์ รวมทั้ง เขตเมืองเก่าของนครเยรูซาเลม กับเขตเวสต์ แบงก์ ที่จอร์แดนครอบครองอยู่ และที่ราบสูงโกลันของซีเรีย ชาวปาเลสไตน์ก็เริ่มเคลื่อนไหวต่อต้านอิสราเอลมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากพื้นที่ที่อิสราเอลได้มา มีชาวปาเลสไตน์อาศัยอยู่กว่า 3 ล้านคน

    ชาวปาเลสไตน์ในเขตเวสต์ แบงก์ ก่อตั้ง ‘องค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์’ (PLO) ขึ้นมา โดยมี นายยัสเซอร์ อาราฟัต เป็นประธาน มีเป้าหมายเดียวคือยึดดินแดนปาเลสไตน์ที่อังกฤษเคยครอบครองคืนมา พวกเขาคอยก่อการร้ายโจมตีดินแดนและผลประโยชน์ของอิสราเอล รวมถึงก่อเหตุจับนักกีฬาชาวอิสราเอลเป็นตัวประกันที่การแข่งขันโอลิมปิกที่มิวนิก เมื่อ พ.ศ. 2515

    แผนที่ซึ่งแสดงให้เห็น อาณาเขตของอิสราเอล รวมถึงพื้นที่เขตเวสต์แบงก์ และฉนวนกาซา ที่อยู่ในการครอบครองของอิสราเอล
    แผนที่ซึ่งแสดงให้เห็น อาณาเขตของอิสราเอล รวมถึงพื้นที่เขตเวสต์แบงก์ และฉนวนกาซา ที่อยู่ในการครอบครองของอิสราเอล

    ปีต่อมาเกิด ‘สงครามยมคิปปูร์’ อียิปต์กับซีเรียพยายามโจมตีอิสราเอลเพื่อทวงดินแดนที่เสียไปกลับคืนมา ผลคือล้มเหลว ในปี 2525 อิสราเอลยกทัพบุกเลบานอนหลังการก่อตั้งกลุ่ม ‘ฮีซบอลเลาะห์’ องค์กรต่อต้านอิสราเอล และทิ้งทหารไว้ที่นั่นนานหลายสิบปี ในปี 2530 ที่เขตเวสต์ แบงก์ เกิดการลุกฮือของประชาชนปาเลสไตน์เป็นครั้งแรก ตามด้วยครั้งที่ 2 ในปี 2543 ซึ่งเป็นปีเดียวกันกับที่อิสราเอลถอนทหารทั้งหมดจากเลบานอน

    หลังจากฉนวนกาซากลับมาอยู่ภายใต้การปกครองของชาวปาเลสไตน์ ตามความตกลงออสโล พื้นที่แห่งนี้ก็ถูกกลุ่มการเมืองหัวรุนแรง ‘ฮามาส’ ซึ่งชนะการเลือกตั้งยึดครองในปี 2549 และใช้เป็นฐานในการโจมตีอิสราเอล จนเกิดการปะทะครั้งใหญ่ 3 ครั้ง คือ ปฏิบัติการ ‘Case Lead’ (พ.ศ. 2551-2552) กับ ปฏิบัติการ ‘Pillar of Defense’ (พ.ศ. 2555) โดยทั้ง 2 ฝ่ายยิงจรวดตอบโต้กัน

    ในปี 2557 สมาชิกมีกลุ่มฮามาส 2 คน ลักพาตัวและฆาตกรรมวัยรุ่นอิสราเอล 3 ราย นำไปสู่การปะทะครั้งที่ 3 คือปฏิบัติการ ‘Protective Edge’ ปี 2557 กินระยะเวลานาน 7 สัปดาห์

    ผู้ก่อการร้ายปาเลสไตน์ 5 คนกับตัวประกันอีก 9 คน ขึ้นรถเพื่อเดินทางไปยังฐานทัพอากาศ เฟือร์สเทินเฟลท์บรุค ที่ที่ตำรวจเยอรมนีพยายามบุกช่วยตัวประกันแต่ล้มเหลว ทำให้ทั้งหมดเสียชีวิต
    ผู้ก่อการร้ายปาเลสไตน์ 5 คนกับตัวประกันอีก 9 คน ขึ้นรถเพื่อเดินทางไปยังฐานทัพอากาศ เฟือร์สเทินเฟลท์บรุค ที่ที่ตำรวจเยอรมนีพยายามบุกช่วยตัวประกันแต่ล้มเหลว ทำให้ทั้งหมดเสียชีวิต

    ความพยายามเจรจาสันติภาพ

    แม้ว่าอิสราเอลกับชาติอาหรับจะมีปัญหากันมาตลอด แต่บางประเทศในกลุ่มชาติอ่าวอาหรับ ซึ่งประกอบด้วย บาห์เรน, คูเวต, อิรัก, โอมาน, กาตาร์, ซาอุดีอาระเบีย และยูเออี ก็สานสัมพันธ์กับอิสราเอลแบบลับๆ โดยที่ต้องทำแบบเงียบๆ ก็เพราะอิสราเอลมีปัญหากับปาเลสไตน์

    พวกเขายังพยายามแก้ปัญหาในภูมิภาคด้วยสันติวิธีหลายครั้ง โดยการเจรจาครั้งใหญ่ที่ประสบความสำเร็จครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 2520 เมื่อประธานาธิบดี อันวาร์ ซาดิต แห่งอียิปต์ เจรจากับอิสราเอล ที่แคมป์เดวิด โดยมีสหรัฐฯ เป็นตัวกลาง ผลการเจรจาครั้งนี้ทำให้อียิปต์เป็นชาติอาหรับประเทศแรกที่ ตกลงจะพัฒนาความสัมพันธ์กับอิสราเอลไปสู่ระดับปกติ ส่วนอิสราเอลตอบแทนโดยคืนพื้นที่ไซนายให้

    ในช่วงระหว่างปี 2534-2536 รัฐบาลนอร์เวย์ เป็นตัวกลางเจรจาระหว่าง องค์กรปลดปล่อยปาเลสไตน์ ในเขตเวสต์ แบงก์ กับอิสราเอล จนบรรลุ ‘ความตกลงออสโล’ ในท้ายที่สุด ทำให้เกิดการก่อตั้งรัฐบาลแห่งชาติของปาเลสไตน์ในเวสต์ แบงก์ กับ ฉนวนกาซา แม้ปัญหาเรื่องที่อยู่ชาวยิวและกองกำลังความมั่นคงอิสราเอลในพื้นที่ทั้งสองยังไม่ได้รับการแก้ไขก็ตาม

    ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา ประท้วงที่ชายแดนอิสราเอล เมื่อ 1 พฤศจิกายน 2562
    ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา ประท้วงที่ชายแดนอิสราเอล เมื่อ 1 พฤศจิกายน 2562

    อย่างไรก็ตาม การเจรจาสันติภาพระหว่างอิสราเอลกับชาติอาหรับหลายครั้งต้องจบลงด้วยความล้มเหลว หรือไม่สามารถไปต่อได้ เพราะหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญที่เป็นมาตลอดหลายทศวรรษคือ อิสราเอลต้องยอมรับเงื่อนไขเกี่ยวกับปาเลสไตน์ ซึ่งเป็นสิ่งที่อิสราเอลก็ไม่ยอม เห็นชัดจาก ‘แผนริเริ่มสันติภาพอาหรับ’ (Arab Peace Initiative) ในปี 2545 ซึ่งเรียกร้องให้อิสราเอลถอนตัวออกจากดินแดนปาเลสไตน์ที่ได้มาหลังสงคราม 6 วัน แลกกับการให้ชาติอาหรับยอมรับอิสราเอล

    แต่ความเคลื่อนไหวล่าสุดระหว่าง อิสราเอล กับ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) แสดงให้เห็นว่า อะไรๆ อาจไม่เป็นเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว เมื่อผลประโยชน์ต้องกัน หลักการที่ยึดถือมาตลอด ก็อาจไม่จำเป็น

    ผู้แทนอิสราเอลกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ลงนามเอกสารที่กรุงอาบูดาบี เมื่อ 1 ก.ย. 2563
    ผู้แทนอิสราเอลกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ลงนามเอกสารที่กรุงอาบูดาบี เมื่อ 1 ก.ย. 2563

    ฝ่าทางตัน อิสราเอลฟื้นสัมพันธ์ยูเออี

    เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2563 อิสราเอลกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประกาศบรรลุข้อตกลงที่เรียกว่า ‘ความตกลงอับราฮัม’ ซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นตัวกลางเจรจา โดยสัญญาจะฟื้นความสัมพันธ์ด้านต่างๆ ทั้งธุรกิจ, การทูต, การท่องเที่ยว และอื่นๆ สู่ระดับปกติ ขณะที่อิสราเอลยอมระงับแผนการควบรวมพื้นที่บางส่วนของเขตเวสต์ แบงก์ เป็นของพวกเขาเอง เปิดทางเจรจาสันติภาพกับปาเลสไตน์

    ข้อตกลงนี้ทำให้ ยูเออี กลายเป็นประเทศอาหรับชาติที่ 3 ต่อจากอียิปต์และจอร์แดน ที่จะฟื้นสัมพันธ์กับอิสราเอล และเป็นชาติสมาชิกอ่าวอาหรับชาติแรก ซึ่ง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่า นี่เป็นช่วงเวลาประวัติศาสตร์ และคาดหวังว่าชาติอาหรับและชาติมุสลิมอื่นๆ จะเจริญรอยตาม ยูเออี

    ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เรียกเสียงประณามจากปาเลสไตน์ทันที พร้อมโจมตียูเออีว่าเป็นพวกทรยศ และเรียกตัวเอกอัครราชทูตกลับจากอาบูดาบี

    เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย
    เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย

    มีโอกาสที่ชาติอาหรับอื่นๆ จะทำตามยูเออีหรือไม่?

    หากถามว่า มีโอกาสหรือไม่ที่ประเทศอาหรับอื่นๆ จะเจริญรอยตามยูเออี คำตอบคือ มี แต่ไม่ใช่ทุกประเทศ และอาจไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนในภูมิภาคแห่งนี้

    เช่น บาห์เรน กับ โอมาน ออกมาแสดงความยอมรับความตกลงอับราฮัม และชื่นชมยูเออีว่าเป็นผู้นำที่ชาญฉลาด โดยบาห์เรนเป็นประเทศอ่าวอาหรับที่เชื่อกันว่าจะทำตามยูเออีในไม่ช้า เพราะที่ประชุมสันติภาพตะวันออกกลางนำโดยสหรัฐฯ เมื่อเดือนกรกฎาคม บาห์เรนส่งสัญญาณเปิดกว้างเรื่องการผูกสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับอิสราเอล

    ด้านซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นผู้ผลักดัน แผนริเริ่มสันติภาพอาหรับ ไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นใดๆ เกี่ยวกับความตกลงอับราฮัม ทำให้นักวิเคราะห์มองว่านี่อาจเป็นการส่งสัญญาณว่า มกุฎราชกุมาร โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน สนับสนุนข้อตกลงนี้ แต่เลือกที่จะเงียบไว้ เพราะคิงซัลมาน พระราชบิดาของพระองค์ ไม่เห็นด้วยกับการฟื้นความสัมพันธ์กับอิสราเอล ก็เป็นได้ ส่วนอิหร่าน, กาตาร์ และตุรกี ต่างประณามความตกลงนี้ทั้งหมด และขู่จะเรียกทูตกลับจากอาบูดาบีด้วย

    กองทัพอิสราเอลเพิ่งจัดการฝึกซ้อมทางทหารบริเวณที่ราบสูงโกลัน ขู่ซีเรีย เมื่อ 31 ส.ค. 2563 ที่ผ่านมา
    กองทัพอิสราเอลเพิ่งจัดการฝึกซ้อมทางทหารบริเวณที่ราบสูงโกลัน ขู่ซีเรีย เมื่อ 31 ส.ค. 2563 ที่ผ่านมา

    สำหรับเลบานอนคงฟื้นความสัมพันธ์กับอิสราเอลได้ยาก เนื่องจากยังมีความตึงเครียดกับกลุ่มฮีซบอลเลาะห์ เช่นเดียวกับ ซีเรีย ที่ปะทะกับอิสราเอลหลายครั้ง เรื่องที่ราบสูงโกลัน ที่ยังอยู่ในการปกครองของรัฐบาลยิว ขณะที่กับ อิรัก แม้ทั้ง 2 ฝ่ายจะมีความตึงเครียดเรื่องชาวเคิร์ด แต่ทั้ง 2 ฝ่ายก็สร้างความสัมพันธ์ด้านการค้าและการข่าวกรองมานานแล้ว

    อิหร่านที่คอยเป็นมิตรกับอิสราเอล ตอนนี้ถูกรัฐบาลยิวมองว่าเป็นภัยคุกคามใหญ่หลวงไปแล้ว ซึ่งเป็นมุมมองเดียวกับสหรัฐฯ ประเทศแรกที่ให้การยอมรับอิสราเอลเป็นประเทศ ขณะที่ตุรกีมีความสัมพันธ์ทางทหารอย่างไม่เป็นทางการกับอิสราเอล แต่ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตุรกีพยายามเพิ่มบทบาทในภูมิภาคมากขึ้น ทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายเริ่มไม่ลงรอยกัน และตุรกีก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ประณามความตกลงอับราฮัมด้วย

    ผู้เขียน: H2O

    ที่มา: NewWorldEncyclopedia , WashingtonPost , History

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    อิสราเอลspecial contentชาติอาหรับโลกอาหรับชาวยิวตะวันออกกลางปาเลสไตน์

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันจันทร์ที่ 28 กันยายน 2563 เวลา 22:22 น.