ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    โลกเหลื่อมล้ำ คนรวยยิ่งอู้ฟู่ คนจนยิ่งแร้นแค้น เกิดอะไรขึ้น?

    ไทยรัฐออนไลน์2 ก.ย. 2563 07:15 น.
    SHARE
    • มหาเศรษฐี 4 อันดับแรกของโลกมาจากธุรกิจสายเทคโนโลยีทั้งหมด และมีทรัพย์สินรวมกันใกล้เคียงกับ GDP ประเทศไทยเมื่อปีที่แล้ว

    • นอกจากคนรวยจะเข้าถึงความช่วยเหลือได้ง่ายกว่าคนจนในภาวะวิกฤติแล้ว คนจนยังถูกซ้ำเติมจนมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจน้อยลงด้วย

    • นโยบายภาครัฐจะมีส่วนสำคัญช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนได้

    ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก ผลจากการระบาดของโรคโควิด-19 สั่นสะเทือนผู้มีรายได้น้อยทั่วโลก แต่ไม่ใช่กับบรรดามหาเศรษฐี ซึ่งจากข้อมูลของ Bloomberg Billionaires Index พบว่า ปัจจุบันมีมหาเศรษฐี 4 คน ที่มีทรัพย์สินรวมมากกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 3.1 ล้านล้านบาท

    มหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลกตอนนี้ คือ นายเจฟฟ์ เบซอส ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ค้าปลีกออนไลน์ ‘Amazon’ ที่เพิ่งสร้างสถิติเป็นมหาเศรษฐีคนแรกที่มีทรัพย์สินมากกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6.22 ล้านล้านบาทเมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

    เจฟฟ์ เบซอส กลายเป็นมหาเศรษฐีคนแรกที่มีทรัพย์สินมากกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
    เจฟฟ์ เบซอส กลายเป็นมหาเศรษฐีคนแรกที่มีทรัพย์สินมากกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

    ทิ้งห่างมหาเศรษฐีอันดับที่ 2 คือ นายบิล เกตต์ ผู้ก่อตั้งระบบปฏิบัติการ ‘Microsoft’ ซึ่งเคยรั้งตำแหน่งบุคคลที่รวยที่สุดในโลกในอดีต โดยตอนนี้เขามีทรัพย์สินราว 125,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.88 ล้านล้านบาท เป็นรองนายเบซอส มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งถึงเกือบเท่าตัว

    ทรัพย์สินของเจ้าพ่อ ‘Microsoft’ กำลังถูกมหาเศรษฐีอันดับที่ 3 และอันดับที่ 4 ไล่ตามมาติดๆ โดยผู้ที่รวยที่สุดในโลกเป็นอันดับที่ 3 คือนายมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ ‘Facebook’ ที่มีทรัพย์สินราว 111,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.45 ล้านล้านบาท และมหาเศรษฐีอันดับที่ 4 คือ นายอีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้งบริษัทรถยนต์ไฟฟ้า ‘Tesla’ และบริษัทขนส่งทางอวกาศ ‘SpaceX’ ที่มีทรัพย์สินอยู่ที่ 104,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.23 ล้านล้านบาท

    หากคำนวณคร่าวๆ มหาเศรษฐีทั้ง 4 คนนี้จะมีทรัพย์สินรวมอยู่ที่ 16.78 ล้านล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับตัวเลข GDP ของประเทศไทยเมื่อปีที่แล้วที่อยู่ที่ 16.87 ล้านล้านบาท

    เมื่อเจาะลึกลงไปในรายละเอียดจะพบว่า มหาเศรษฐี 4 อันดับแรกของโลกนี้มีทรัพย์สินเพิ่มสูงขึ้น สวนทางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ถดถอยจากการระบาดของโรคโควิด-19 และทั้ง 4 คนร่ำรวยจากการทำธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยี ดังนั้นปัจจัยแรกที่อาจตอบคำถามได้ว่า ทำไมโรคโควิด-19 ถึงทำร้ายมหาเศรษฐีทั้ง 4 คนนี้ไม่ได้ ย่อมหนีไม่พ้นการที่ทั้ง 4 คนนี้ทำธุรกิจที่ตรงกับความต้องการของผู้คนในช่วงโรคระบาดพอดี

    ทำไมวิกฤติเศรษฐกิจกระทบมหาเศรษฐีไม่แรง?

    สำหรับบรรดานักวิเคราะห์แล้ว การทำธุรกิจที่ถูกจังหวะกับสถานการณ์อาจไม่ใช่คำตอบเดียว เพราะยังมีปัจจัยเบื้องหลังที่สะท้อนว่า ความร่ำรวยของบรรดามหาเศรษฐีในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ มีปัจจัยความเหลื่อมล้ำซ่อนอยู่

    โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่บริษัทยักษ์ใหญ่สามารถเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือภาครัฐได้ง่ายกว่าผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งบ่อยครั้งที่บริษัทใหญ่ใช้กลไกที่มีอยู่เข้าถึงความช่วยเหลือที่จัดไว้สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ พร้อมๆ กับเข้าไปแย่งความช่วยเหลือที่ภาครัฐเตรียมไว้ให้ธุรกิจขนาดเล็กด้วย

    ขณะเดียวกันภาครัฐเองยังออกนโยบายที่ให้ความช่วยเหลือกับบริษัทใหญ่มากกว่าด้วย ซึ่งเป็นแบบนี้มาทุกครั้งที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ เว็บไซต์ Business Insider ยกตัวอย่างมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดี บารัค โอบามา ในช่วงเกิดวิกฤตทางการเงินเมื่อปี 2551 ว่า รัฐบาลนายโอบามาอัดฉีดเงินช่วยเหลือให้กับธนาคารและธุรกิจขนาดใหญ่ถึง 700,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 21.77 ล้านล้านบาท แต่ให้งบประมาณช่วยเหลือลักษณะเดียวกันกับประชาชนเพียง 75,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2.33 ล้านล้านบาท ซึ่งก็เท่ากับว่าในตอนนั้นบุคคลธรรมดาสามารถเข้าถึงเงินช่วยเหลือได้เพียงแค่ 10% ของที่รัฐบาลสหรัฐ ให้กับธนาคารหรือธุรกิจรายใหญ่

    คลื่นเทคโนโลยียิ่งซ้ำเติมคนจน

    ความร่ำรวยของมหาเศรษฐีด้านเทคโนโลยีในอีกด้านก็ยิ่งตัดโอกาสการทำมาหากินของคนหาเช้ากินค่ำ รายงานจากเว็บไซต์ Bloomberg ชี้ว่า เทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็วได้เข้าไปแย่งงานจากบรรดาแรงงานที่ไม่ได้ใช้ความเชี่ยวชาญ เช่นเทคโนโลยีกล้องวงจรปิดทำให้การจ้างงานพนักงานรักษาความปลอดภัยน้อยลง หรือแรงงานตามโรงงานถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ เป็นต้น

    ปัจจัยเหล่านี้ทำให้แรงงานที่ไม่มีทักษะเฉพาะจะถูกจ้างงานด้วยค่าตอบแทนและชั่วโมงการทำงานที่น้อยลง ขณะเดียวกันความมั่นคงในตำแหน่งหน้าที่ก็ลดลงตามไปด้วย

    ถึงเวลาภาครัฐต้องจัดการ

    การจัดการความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ อาจเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่จะต้องวางนโยบายให้มีความรัดกุม บังคับใช้ให้ครอบคลุมทั้งฝ่ายคนยากจนและคนร่ำรวย

    ในเชิงนโยบายต่อผู้มีรายได้น้อย เดวิด ออเธอร์ นักเศรษฐศาสตร์ประจำสถาบันเทคโนโลยีแมตซาชูเซตส์ (MIT) เสนอว่า ภาครัฐควรออกมาตรการที่เป็นหลักประกันโดยคำนึงถึงแรงงานที่เป็นลูกจ้างไม่ประจำมากขึ้น รวมไปถึงการพัฒนาฝีมือแรงงานให้มีทักษะเฉพาะ และอาจต้องเพิ่มงบประมาณไปกับการลงทุนในภาคส่วนที่ไม่เคยมีแผนจะทำ เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิมให้ดีขึ้น เพื่อเป็นการเพิ่มอัตราการจ้างงานไปในตัว

    หลายฝ่ายเชื่อว่า มาตรการด้านภาษีที่เหมาะสมจะมีส่วนช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้
    หลายฝ่ายเชื่อว่า มาตรการด้านภาษีที่เหมาะสมจะมีส่วนช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้

    ขณะที่ข้อเสนอต่อภาครัฐสำหรับบังคับใช้กับมหาเศรษฐีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ มีหลายฝ่ายหยิบยกมาตรการทางภาษีที่อาจต้องเก็บภาษีกับผู้มีฐานะดีให้มากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นการกระจายสินทรัพย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ให้กระจุกตัวอยู่ที่คนใดคนหนึ่งมากเกินไป

    ผู้เขียน Marshal

    ที่มา Bloomberg, Business Insider, Forbes

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ความเหลื่อมล้ำspecial contentมหาเศรษฐีโลกแรงงานนอกระบบวิกฤตเศรษฐกิจโควิด-19ข่าวต่างประเทศ

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันพฤหัสที่ 1 ตุลาคม 2563 เวลา 14:15 น.