สหรัฐฯต้องเผชิญภัยธรรมชาติรอบด้าน ทั้งคลื่นความร้อนที่เข้าปกคลุม และภัยพิบัติไฟป่าที่กินพื้นที่กว่า 3 แสนไร่
ปีนี้ถือเป็นปีที่หนักหนาสาหัสสำหรับประเทศยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐฯ เพราะนอกจากจะต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ระบาดอย่างหนัก ยังต้องเผชิญกับคลื่นความร้อน จนทำให้ หุบเขามรณะ หรือ Death Valley กลายเป็นสถานที่ที่มีอุณหภูมิสูงที่สุดในโลก ประชาชนต้องเผชิญกับอากาศร้อนจัดโดยไม่มีไฟฟ้าใช้ ส่วนพื้นที่ทางตอนเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนียต้องเผชิญกับไฟป่าที่ลุกลามขยายวงกว้าง เจ้าหน้าที่ดับเพลิงต้องเผชิญกับความยากลำบากในการควบคุมเพลิง นอกจากนี้ฟ้าที่ผ่าลงมานับหมื่นครั้งจากพายุฤดูร้อนทำให้เกิดไฟป่ากระจายไปทั่วกว่า 300 จุด ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถควบคุมเพลิงทั้งหมดได้
หุบเขามรณะอุณหภูมิสูงสุดในโลก
Death Valley หรือ หุบเขามรณะ ตั้งอยู่ทางตะวันตกของรัฐแคลิฟอร์เนีย ระหว่างเขตแดนรัฐเนวาดา โดยที่นี่ขึ้นชื่อในเรื่องของความแห้งแล้ง เพราะในแต่ละปีมีฝนตกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ขณะที่บางปีแทบไม่มีฝนตกลงมาในพื้นที่แห่งนี้เลย และเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2563 ที่ผ่านมา สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯระบุว่าสถานที่แห่งนี้ได้กลายเป็นพื้นที่ที่มีอุณหภูมิสูงที่สุดในโลก โดยอุณหภูมิได้พุ่งสูงถึง 130 ฟาเรนไฮต์ หรือ 54.4 องศาเซลเซียส ในเวลา 15.41 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยความร้อนในครั้งนี้เป็นความร้อนที่มาพร้อมกับความแห้งแล้ง เนื่องจากมีความชื้นเพียงร้อยละ 7 เท่านั้น
...
หุบเขามรณะอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล 282 ฟุต หรือราว 85 เมตร ทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ที่อยู่ในระดับต่ำที่สุดของสหรัฐฯ ซึ่งหุบเขาสูงที่ห้อมล้อมพื้นที่นี้ไว้ ทำให้หุบเขามรณะมีลักษณะเหมือนเป็นกระเป๋าที่กักเก็บความร้อนเอาไว้
ด้านนักอุตุนิยมวิทยาระบุว่า สภาพอากาศในหุบเขามรณะร้อนระอุราวกับอยู่ในเตาอบ นักท่องเที่ยวต้องหลีกเลี่ยงไม่สัมผัสพื้นผิวที่เป็นเหล็กด้วยมือเปล่า เพราะมีความร้อนสะสม ขณะที่คลื่นความร้อนรุนแรงทำให้เจ้าหน้าที่แจ้งเตือนนักท่องเที่ยวให้ดื่มน้ำราว 4 ลิตรต่อวัน และพกน้ำดื่มติดรถยนต์ไว้ตลอดเวลา รวมทั้งต้องระวังปัญหาสุขภาพ เช่น อาการเวียนหัวคลื่นไส้จากอากาศที่ร้อนจัดด้วย
ก่อนหน้านี้ในเดือนกรกฎาคม ปี 1913 มีรายงานบันทึกอุณหภูมิบริเวณหุบเขามรณะสูงถึง 56.7 องศาเซลเซียส ต่อมามีการบันทึกอุณหภูมิในประเทศตูนิเซีย สูงถึง 131 ฟาเรนไฮต์ หรือ 55 องศาเซลเซียส แต่หลังจากนั้นงานวิจัยของนักอุตุนิยมวิทยาร่วมสมัยชี้ว่า การบันทึกดังกล่าวเป็นข้อสังเกตที่ผิดพลาด
ไม่ใช่แค่สหรัฐฯเท่านั้น แต่สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง อีกหลายประเทศในยุโรปต้องเผชิญกับคลื่นความร้อนทะลุสถิติเช่นเดียวกัน ทั้งประเทศสเปน, ฝรั่งเศส และเขตไซบีเรียของรัสเซีย
ไฟป่าแคลิฟอร์เนียกินพื้นที่ 5 เท่าของนครนิวยอร์ก ทรัมป์ประกาศภัยพิบัติ
คลื่นความร้อนที่พัดปกคลุมสหรัฐฯ ได้ซ้ำเติมสถานการณ์ไฟป่าในรัฐแคลิฟอร์เนียทั้งในพื้นที่ 'แคลิฟอร์เนีย เบย์ แอเรีย' และเมืองซานตาครูซให้เลวร้ายลง ไฟป่าที่ลุกไหม้รุนแรงตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม ได้กินพื้นที่บริเวณกว้างถึง 1.2 ล้านเอเคอร์ หรือกว่า 3 แสนไร่ ซึ่งคิดเป็นพื้นที่ 5 เท่าของนครนิวยอร์ก และใกล้เคียงกับพื้นที่ของรัฐโรดไอแลนด์ ทำให้ไฟป่าครั้งนี้กลายเป็นไฟป่าที่ใหญ่อันดับที่สองของรัฐแคลิฟอร์เนีย
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 ส.ค.63 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศให้ไฟป่าแคลิฟอร์เนียเป็นภัยพิบัติ และเตรียมงบส่วนกลางเพื่อเยียวยาช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากไฟป่าในครั้งนี้
ขณะที่ นายกาวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย เผยว่า สาเหตุของไฟป่าเกิดจากฟ้าผ่าที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ โดยเกิดฟ้าผ่าถึง 11,000 ครั้ง ในระยะเวลา 72 ชั่วโมง นอกจากนี้ลมที่พัดแรงยังเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ไฟป่าลุกลามอย่างรวดเร็ว สอดคล้องกับที่ นายเดฟ เฮนเนน นักอุตุนิยมวิทยาที่ให้ข้อมูลกับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ว่าไฟป่าที่รุนแรงเกิดจากพายุฝนฟ้าคะนองที่มีฝนตกลงมาเล็กน้อย แต่กลับมีจำนวนฟ้าผ่าหลายครั้ง กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เกิดไฟป่ากระจายหลายจุด เบื้องต้นมีผู้เสียชีวิตแล้ว 7 ศพ และยังมีรายงานเหตุสลดเมื่อเครื่องบินที่บินขึ้นดับไฟป่าประสบอุบัติเหตุตก ส่งผลให้นักบินเสียชีวิต 1 ศพ
...
ไฟป่ารุนแรงเกิดทอร์นาโดไฟ ไฟฟ้าดับซ้ำอีก
ไฟป่าที่รุนแรงในครั้งนี้ส่งผลทำให้เกิดปรากฏการณ์ ทอร์นาโดไฟ (Firenado) ในหลายพื้นที่ โดยคลิปวิดีโอสามารถบันทึกภาพขณะที่ทอร์นาโดไฟกำลังพัดเอาเปลวไฟและควันไฟจากไฟป่าพวยพุ่งขึ้นฟ้า เป็นภาพที่น่ากลัวเหมือนกับฉากในภาพยนตร์ ซึ่งทอร์นาโดไฟเกิดจากไฟป่าที่เผาไหม้รุนแรงจนควันไฟก่อตัวเป็นเมฆฝนฟ้าคะนอง บวกกับลมพัดแรงทำให้เมฆดังกล่าวม้วนขึ้นเหนือแนวไฟป่ากลายเป็นทอร์นาโดไฟอย่างที่เห็น
...
ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนจัดเช่นนี้ ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้น แต่รัฐแคลิฟอร์เนียกลับประกาศตัดไฟในบางพื้นที่ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 19 ปีที่มีการประกาศตัดไฟเป็นบริเวณกว้างโดยไม่ระบุเหตุผลที่แน่ชัด ส่งผลกระทบต่อประชาชนถึง 1 ล้านคน ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานตั้งข้อสังเกตว่า การตัดไฟในครั้งนี้เป็นผลมาจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่พุ่งขึ้นสูง จนผู้ให้บริการด้านพลังงานไม่สามารถรองรับไหว นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า ไฟป่าที่ลุกลามยังได้สร้างความเสียหายให้แก่สายไฟ ทำให้ชาวแคลิฟอร์เนียต้องปรับตัวใช้ชีวิตกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดโดยปราศจากเครื่องใช้ไฟฟ้าบรรเทาความร้อน
ด้านหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาสหรัฐฯ ได้ประกาศเตือนให้ประชาชน 10 ล้านคน เฝ้าระวังสถานการณ์ไฟป่า เนื่องจากอุณหภูมิยังสูงต่อเนื่องบวกกับมีความชื้นต่ำและลมพัดแรง ทำให้มีความเสี่ยงที่ไฟป่าจะลุกลามมากกว่าเดิมหลังจากนี้.
ผู้เขียน: ปานฝัน
ที่มา: Aljazeera , nbcnews , independent , Foxnews , CNN
...