การเมืองเบลารุสมาถึงจุดแตกหัก เมื่อประชาชนทั่วประเทศลุกฮือขับไล่ประธานาธิบดี "ลูคาเชนโก" เริ่มนับถอยหลังจุดจบประธานาธิบดีที่ปกครองประเทศเบลารุส ยาวนาน 26 ปี จนถูกขนานนามว่าเป็นเผด็จการคนสุดท้ายของยุโรป

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา (16 ส.ค.) ชาวเบลารุสกว่า 200,000 คน ออกมาชุมนุมตามท้องถนนในกรุงมินส์ก อย่างแน่นขนัด ตะโกนขับไล่ประธานาธิบดี "อเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก" ออกจากตำแหน่ง เพราะไม่พอใจที่นายลูคาเชนโกสั่งใช้กำลังตำรวจปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงที่คัดค้านผลการเลือกตั้งเมื่อ 9 ส.ค. ที่ทำให้นายลูคาเชนโก ชนะถล่มทลาย ได้กลับมาเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 6 หลังจากที่บริหารประเทศมาแล้ว 26 ปี จนได้ฉายาว่าเป็น "เผด็จการคนสุดท้ายของยุโรป"

ชาวเบลารุสออกมาชุมนุมขับไล่ประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ ลูเชนโก
ชาวเบลารุสออกมาชุมนุมขับไล่ประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ ลูเชนโก

...

ประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก แห่งเบลารุส
ประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก แห่งเบลารุส

การที่ตำรวจใช้ความรุนแรงปราบปรามผู้ประท้วงคัดค้านผลการเลือกตั้ง จับกุมแกนนำประท้วงไปนับพันคน มีผู้สังเวยชีวิต 1 ศพ ส่งผลให้ นางสเว็ตลานา ทิคานอฟสกายา ผู้นำฝ่ายค้านวัย 37 ปี ที่พ่ายแพ้เลือกตั้ง ต้องระเห็จหนีออกไปลิทัวเนีย และสร้างความโกรธแค้นให้ประชาชนต้องออกมาทวงคืนการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม จุดชนวนระเบิดเวลาทางการเมืองของเบลารุส 

เบื้องหลังม็อบสองแสนแน่นขนัดกรุงมินส์ก

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาไม่ค่อยมีข่าวการประท้วงทางการเมืองในสาธารณรัฐเบลารุส ประเทศในยุโรปตะวันออก ที่เป็นหนึ่งในประเทศอดีตสหภาพโซเวียต ในขณะที่ นายลูคาเชนโก ก็ดำรงตำแหน่งอย่างมีเสถียรภาพมาตั้งแต่ปี 2537 แต่จู่ๆ การประกาศชัยชนะเลือกตั้งถล่มทลายถึง 80.1% เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กลับทำให้ประชาชนไม่พอใจ ออกมาร่วมประท้วงคัดค้านผลเลือกตั้ง และสถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก เมื่อตำรวจออกมาใช้กำลังรุนแรงปราบปรามผู้ชุมนุม ส่งผลใ้ห้ผู้ประท้วงชายวัย 34 ปีเสียชีวิต ตำรวจยังยิงกระสุนยางใส่ผู้ชุมนุมบาดเจ็บไปนับร้อยราย จับกุมแกนนำไปประมาณ 6,700 คน

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ชาวเบลารุสที่เอาดอกไม้ไปวางไว้อาลัยให้กับเหยื่อประท้วง ต่างฟิวส์ขาดพากันหลั่งไหลออกมาชุมนุมด้วยความโกรธแค้นตำรวจ พร้อมแสดงจุดยืน "ไม่เอาเผด็จการ" และยื่นข้อเรียกร้องให้ "จัดเลือกตั้งใหม่" โดยที่นายลูคาเชนโกต้องก้าวลงจากอำนาจ ทำให้เกิดภาพการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้านนายลูคาเชนโกต้องออกมาส่งสัญญาณข่มขู่ผู้ประท้วงด้วยการโทรศัพท์ไปขอความช่วยเหลือจากประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ซึ่งยิ่งทำให้ผู้ประท้วงออกมาลุกฮือต่อต้านประเทศเพื่อนบ้านรัสเซีย  

เริ่มนับถอยหลังจุดจบในฐานะผู้นำประเทศ

การประท้วงคัดค้านผลเลือกตั้งครั้งนี้มีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ในเบลารุส แม้นายลูคาเชนโกจะประกาศกร้าวว่า "จะไม่มีการเลือกตั้งใหม่อะไรทั้งนั้น ไม่เช่นนั้นต้องข้ามศพเขาไปก่อน" แต่ต่อมาเพียงไม่กี่นาทีกลับเปลี่ยนท่าทีใหม่ เป็นการซื้อเวลาด้วยการบอกว่าจะยอมให้มีการเลือกตั้งใหม่ก็ได้ แต่ต้องเกิดขึ้นหลังการแก้รัฐธรรมนูญที่จะตามมาหลังจัดลงประชามติแล้วเท่านั้น แต่เขาก็ไม่ได้พูดถึงกำหนดระยะเวลาการลงประชามติ หรือแก้รัฐธรรมนูญแต่อย่างใด

...

ขณะที่กลุ่มแรงงานภาคอุตสาหกรรมหนักที่เคยเป็นฐานสนับสนุนสำคัญของนายลูคาเชนโกยังไปเข้าร่วมการประท้วงถึงกว่า 80% เมื่อนายลูคาเชนโกเดินทางไปพบปะกลุ่มแรงงานที่โรงงานผลิตรถยนต์ MZKT ในกรุงมินส์ค หวังปลุกกระแสกลุ่มผู้สนับสนุนในตัวเขา แต่กลายเป็นว่าถูกคนงานตะโกนขับไล่ลั่นโรงงาน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และก่อนหน้านี้กลุ่มพนักงานสถานีโทรทัศน์ของรัฐเองก็ยังพากันออกมาประท้วง ซึ่งถ้าหากไม่เรียกว่าเป็นการเริ่มนับถอยหลังสู่จุดจบ ก็อาจมาถึงจุดจบของสิ่งที่เริ่มต้นมาแล้วทั้งหมด 

จับตาท่าทีนานาชาติ

เมื่อสถานการณ์การเมืองมาถึงจุดหมิ่นเหม่ นายลูคาเชนโก โทรศัพท์สายตรงถึงผู้นำรัสเซียถึง 2 ครั้ง โดยขอให้รัสเซียเข้ามาแทรกแซงด้วยการส่งรถถังมาที่แนวพรมแดน เตรียมพร้อมปราบปรามการชุมนุม โดยบอกว่า การเมืองเบลารุสตอนนี้ไม่เพียงกระทบต่อตัวเขา แต่ยังจะสะเทือนไปถึงทำเนียบเครมลินด้วย

...

ในขณะที่หลายฝ่ายรู้ดีว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสองผู้นำไม่ได้หวานชื่นอะไรมากนัก และประธานาธิบดีปูตินก็ค่อนข้างระมัดระวังต่อสถานการณ์ในเบลารุส เพราะถ้าส่งรถถังมาช่วยลูคาเชนโก จะยิ่งผลักให้ชาวเบลารุสเกลียดชังรัสเซีย โดยปูตินกำลังใคร่ครวญอย่างถี่ถ้วน ว่าจะเคลื่อนไหวอย่างไรที่จะไม่ให้เบลารุสกลายเป็นอย่างยูเครน ในปี 2557 ซึ่งในตอนนั้นกลุ่มผู้ประท้วงหันไปรับการช่วยเหลือจากชาติตะวันตก แล้วกลายมาเป็นศัตรูกับรัสเซีย ยังดีที่ว่าสถานการณ์ในเบลารุสตอนนี้ไม่ใช่การประท้วง "หนุนยุโรป-ต้านรัสเซีย" แต่เป็นการประท้วง "ขับไล่ประธานาธิบดี" 

ด้านนายดิมิทรี เตรนิน หัวหน้าศูนย์คาร์เนกี้ ในกรุงมอสโก ผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศรัสเซีย มองว่า ประธานาธิบดีปูตินอาจจะหันหลังให้กับลูคาเชนโก ทันทีที่มองเห็นชัดเจนว่าจะมีคนอื่นที่เป็นมิตรกับรัสเซียขึ้นมาแทนลูคาเชนโก และการตัดสินใจส่งกำลังทหารมาช่วยลูคาเชนโกปราบปรามประชาชน จะเป็นหายนะของรัสเซียอย่างแท้จริง

หลังจากที่ชาวเบลารุสออกมาเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่ สหภาพยุโรป-อียู ออกมาเรียกร้องให้มีการตรวจสอบความโปร่งใสของการเลือกตั้ง และจะดำเนินการคว่ำบาตรรัฐบาลเบลารุส นอกจากนี้ยังเตือนรัสเซียว่าอย่าเข้าไปแทรกแซงการเมืองเบลารุส

ขณะที่เพื่อนบ้านโปแลนด์ประกาศให้ความช่วยเหลือเบลารุสด้วยการออกวีซ่าด้านมนุษยธรรม ด้านรัฐมนตรีต่างประเทศลิทัวเนีย เรียกร้องลูคาเชนโกลาออก และรับฟังเสียงของประชาชนที่ออกมาประท้วงอย่างสันติ.