ผลการไต่สวนชี้ ผู้ติดเชื้อโควิด-19 เกือบทั้งหมดในการระบาดรอบ 2 ของรัฐวิกตอเรีย มีความเกี่ยวข้องกับการกักตัวคนกลับจากต่างประเทศตามโรงแรมต่างๆ ภายในรัฐ
สำนักข่าว บีบีซี รายงานว่า ทางการรัฐวิกตอเรียของออสเตรเลีย เปิดเผยในวันจันทร์ที่ 17 ส.ค. 2563 ว่า พบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพิ่มอีก 282 ราย ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ขณะที่มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 25 ศพ ซึ่งถือเป็นจำนวนมากที่สุดในวันเดียว นับตั้งแต่การระบาดเริ่มต้นขึ้น
รัฐวิกตอเรียของออสเตรเลียกำลังอยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์ หลังจากไวรัสโคโรนากลับมาระบาดเป็นระลอกที่ 2 และรัฐบาลต้องประกาศใช้มาตรการควบคุมระดับ 4 ในเมืองเอกอย่างเมืองเมลเบิร์น ในวันที่ 2 ส.ค. เป็นเวลา 6 สัปดาห์
ขณะเดียวกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโควิด-19 จากต่างชาติเข้ามาระบาดในประเทศ รัฐบาลออสเตรเลียออกคำสั่งตั้งแต่สิ้นเดือนมีนาคม ให้ทุกคนที่เดินทางกลับจากต่างประเทศต้องเข้าโครงการกักตัวชั่วคราว โดยที่รัฐต่างๆ ต้องรับผิดชอบเรื่องการกักกันภายในรัฐของตัวเอง
แต่ไต่สวนเรื่องระบบการกักตัวในโรงแรมของรัฐวิกตอเรีย พบว่า เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของโรงแรมที่ใช้กักตัวได้รับการฝึกฝนอย่างไม่เหมาะสม เช่น ตามที่สื่อออสเตรเลียหลายเจ้ารายงาน เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้รับข้อมูลว่า ไม่จำเป็นต้องใช้หน้ากากหรืออุปกรณ์ป้องกันอื่นๆ ตราบใดที่เว้นระยะห่างกันเกิน 1.5 เมตรขึ้นไป
ศาสตราจารย์เบน ฮาวเดน ผู้อำนวยการศูนย์โรคติดต่อของสถาบัน โดเฮอร์ตี ในเมืองเมลเบิร์น ให้การระหว่างการไต่สวนว่า ข้อมูลการลำดับจีโนม (genomic sequencing) ชี้ว่า อย่างน้อย 99% ของผู้ติดเชื้อทั้งหมดที่พบจนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม สามารถสืบสาวย้อนกลับไปถึงผู้ที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศได้
...
อนึ่ง ข้อมูลที่ ศ.ฮาวเดนใช้อ้างอิงเป็นการลำดับจีโนมของผู้ป่วย 46% จากทั้งหมดในรัฐวิกตอเรียที่พบจนถึงวันที่ 23 ก.ค. ซึ่ง ศ.ฮาวเดนกล่าวว่า พวกเขามีความมั่นใจในความแม่นยำของข้อมูลนี้ อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้เจาะจงว่าผู้ป่วยเหล่านี้เข้ากับบุคคลใดในโครงการกักตัว หรือโรงแรมใดๆ
ทนายความ โทนี นีล กล่าวว่า การไต่สวนครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อหาว่า โครงการนี้มีโครงสร้างอย่างไร ใครเป็นผู้รับผิดชอบในการบริหาร รวมถึงจะพัฒนาโครงการกักตัวในอนาคตให้ดีขึ้นได้อย่างไร.
ที่มา: BBC